Now Reading:

How to make the best 72 hrs. in OSAKA!

72 ชั่วโมงในโอซาก้าหรือเพียงแค่ 3 วันที่ใครๆ ก็สามารถไปเที่ยวไกลได้ถึงญี่ปุ่นดูจะเป็นไปไม่ได้ นั่นเป็นเพียงคำพูดของคนสมัยก่อนเท่านั้นแหละค่ะ! เพราะเดี๋ยวนี้ไปเที่ยวโอซาก้าแค่ 3 วันก็ถมเทไป เพราะญี่ปุ่นกับไทยใกล้กันมากกว่าเดิม ทริปนี้เราจึงอยากชวนทุกคนออกเดินทางแบบเร็วๆ เที่ยวให้มันส์และสุดคุ้มกว่าครั้งไหนๆ แบบฉบับโอซาก้าเพียง 3 วันก็สุดฟิน และมีอะไรให้เราทำกันตั้งมากมาย 😊

นี่คือทริปสั้นๆ แต่เที่ยวได้ครอบคลุมมากที่สุด มาค่ะ แพ็คกระเป๋าให้เบาไม่ต้องแบกกล้องแบกเลนส์ให้เมื่อยหลัง เพราะ ทริปนี้เราจะใช้เพียง Galaxy S10 เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวสนุกๆ ของโอซาก้าด้วยกันตลอดทั้ง 3 วัน

 

Fly Awesome with NOKSCOOT

มาญี่ปุ่นเมื่อไหร่ NokScoot คือตัวเลือกแรกๆ สำหรับเราเสมอเมื่อตัดสินใจเดินทางกับสายการบินราคาประหยัด เพราะ NokScoot บินตรงจากดอนเมืองสู่โอซาก้าทุกวัน แถมบินด้วยเครื่องลำตัวตัวกว้างอย่าง Boeing 777-200 ที่ทำให้พื้นที่นั้นกว้างขวาง สะดวกสบาย แม้จะเดินทางในราคาประหยัด  ทำให้ไม่อึดอัดตลอด 5 ชั่วโมงกว่าจากดอนเมืองมาโอซาก้า

สำหรับผู้โดยสารที่ชอบความเป็นส่วนตัวมากขึ้นชื่อว่า Scoot in Silence ทำให้หลับพักผ่อนได้สบาย เพียงพอต่อการเที่ยว ตื่นมาปุ๊ปเครื่องแลนด์ก็พร้อมเที่ยวได้ทันที และที่นั่งของ NokScoot ทั้งหมดเป็น  Extra Wide คือทุกที่นั่งกว้างทั้งหมด! พื้นที่วางขาเยอะขึ้น ปรับเอนเบาะได้มากกว่าใคร  บอกเลยว่าเหมาะแก่การเดินทางไปพักผ่อนเพราะ เงียบสงบ พื้นที่กว้างขวางและราคาประหยัดอีกด้วย

 

DAY 1 : Good foods isn’t always on the table, it’s on th street! / Bed is for home, Stay Up!

ไฟลท์ของ NokScoot จะมาถึงโอซาก้าเช้ากว่าไฟลท์อื่นๆ ที่บินตรงมาจากกรุงเทพ แนะนำให้รีบผ่านตม. ออกมาอย่างรวดเร็ว รับกระเป๋าและเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรมก่อนใครเพื่อน วันแรกที่เราไปถึงนั้นก็เที่ยวกันเลยช่วงสายๆ โดยเริ่มจากเติมคาเฟอีนเข้าร่างกายที่ร้านน้ำชาที่ชอบมากที่สุดในโอซาก้า เพราะดีไซน์ของร้านที่เรียบง่ายและมีชาเชียวให้เราเลือกชิมกันหลายแบบพร้อมขนมอร่อยๆ แบบญี่ปุ๊นนนน ญี่ปุ่นทำให้ติดใจและหลงรักใน Wad Omotenashi Café

ร้านนี้ซ่อนอยู่ในชั้น 2 ตาม Google Maps ที่เราตามมาหา เดินเข้ามาแล้วเหมือนหลุดมาอยู่อีกโลกนึงเพราะการตกแต่งที่ดูมินิมอล ผู้คนไม่จอแจแต่มีเข้ามาไม่ขาดสาย พร้อมใจกันสั่งชาชั้นดีที่ตนเองอยากลองกันพร้อมขนมง่ายๆ กินคลายร้อน ที่นี่จะเสิร์ฟเครื่องดื่มมาในภาชนะที่ไม่ซ้ำแบบกัน เป็นเซรามิกที่บรรจงปั้นและทำขึ้นมา ถ้าไปกันหลายคนเราจะสนุกกับดีไซน์ของแก้วและภาชนะที่นำมาเสิร์ฟ จิบชาให้ผ่อนคลาย กับแอร์เย็นๆ ภายในร้าน และนั่งมองบ้านเรือนด้านนอกแบบญี่ปุ่นๆ ก็มีความสุขแล้ว แนะนำเลยค่ะ Wad Omotenashi Café

ช่วงบ่ายเรากลับมาเดินเล่นและกินข้าวย่าน Shinsaibashi เพราะจองโรงแรมไว้แถวนี้ รอเข้าห้องพักตอนประมาณบ่าย 2 โมงตามสไตล์ญี่ปุ่น เพราะเย็นนี้เรามีภารกิจสำคัญต้องไปทำกัน!  Shinsaibashi เป็นย่านที่โคตรจอแจเต็มไปด้านร้านขายของยาวกว่า 600 เมตรใครมาก็ยากที่จะถอนตัวเพราะมีแต่ของล่อตาล่อใจเต็มไปหมด

มาญี่ปุ่นหน้าร้อนทั้งทีสิ่งที่พวกเธอไม่ควรพลาดและดูวันที่ให้แน่นอนคือ เทศกาลฤดูร้อน ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อยๆ และพลุที่สดใสเป็นพันๆ นัดช่วงกลางคืน เรามาพอดีกับงาน Tenjin Matsuri นี่คือเทศกาลที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเป็นงานเทศกาลที่เค้าว่ากันว่ามีคนร่วมงานราวๆ  2 ล้านคนในทุกๆ ปี

Tenjin Matsuri เป็นเทศกาลบูชาเทพเจ้าแห่งสติปัญญาจัดอย่างยิ่งใหญ่ทุกปีในวันที่ 24-25 กรกฏาคม โดย Tenmangu-Shrine เทศกาลนี้ก็มีหลายส่วน ทั้งงานแห่ต่างๆ ของศาลเจ้า ล่องเรือยักษ์ในแม่น้ำ O River และจุดพลุไฟสวยๆ เป็นการปิดท้ายในวันที่ 25 กรกฏาคมของทุกปีบริเวณปราสาทโอซาก้าที่สามารถเห็นกันได้ทั่วเมืองเลยทีเดียวนะ อยู่ตรงไหนก็เห็น แต่เราแนะนำให้มาเดินเล่นงานที่จัดบริเวณริมน้ำของที่นี่ เราเริ่มกันที่ Kema Sakuranomiya Park แล้วเดินกินไปเรื่อยๆ แล้วไปหยุดดูพลุไฟตรงที่ Genpachi Bridge

ระหว่างทางก็จะเต็มไปด้วยขนมที่ทำให้อ้วน สตรอเบอร์รี่เคลือบเลย ปลาหมึกย่าง อันปังแมน ทาโกะยากิ น้ำหวานเลิศๆ เหมาะกับอากาศร้อนและชุดยูกาตะที่ร้อนมากแต่คนญี่ปุ่นทำไมชอบใส่กันจังเลย 55 ร้านจะเต็มสองข้างทางให้เราเดินกินไม่มีหยุด จนกว่าจะถึงสะพานเพื่อใช้เป็นจุดยืนรอดูพลุ แนะนำว่าถ้าไปกับเพื่อนหลายๆ คน ดูกันให้ดีนะคะ เพราะถ้าหลงจะหากันยากมาก ควรไปเร็วหน่อยหาผ้าไปนั่งปู กินเป็นที่เป็นทางดีกว่าเดินกิน แล้วค่อยไปดูพลุก็ได้ค่ะ

พลุจะจุดประมาณ 5,000 นัดโดยจะเริ่มตอนประมาณ 19.30 ไปสิ้นสุดตอนประมาณ 21.30 ทุกดอกอลังการ ยิ่งดึกยิ่งสูงยิ่งสวย แต่ก็ตามมาด้วยผู้คนที่ล้นหลาม เราไม่ได้ถ่ายรูปบริเวณสะพานมาให้ดูเพราะคนเยอะมากจริงๆ ถ้าแพลนจะมาดูควรกลับออกไปช่วงประมาณ 20.30 ก่อนที่งานจะเลิกไม่อย่างนั้นฝูงชนอาจจะทำให้เธอเป็นลมได้ ส่วนพลุนั้นก็ยิ่งใหญ่อลังการสมกับเป็นงานอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลย รูปพลุนี้เราถ่ายด้วย Night Mode ของ Galaxy S10 ภาพก็ยังสวย

อย่างที่บอกว่าทริปนี้เราออกเดินทางด้วย Galaxy S10 ไม่ว่าจะภาพ หรือวีดิโอที่ถ่ายออกมาให้ดูกันนั้น ถ่ายด้วย Galaxy S10 ทั้งหมด เรื่อง Feature ที่ทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันดี แต่อีกอย่างที่ชอบคือความคล่องตัว น้ำหนักเบา ดีไซน์สวย ฟังก์ชั่นเลิศ เซลฟี่กับเพื่อนก็เนียนกริบ  Hardware ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์และ Match กับการเดินทางได้ง่ายมากๆ

 

DAY 2 : Enjoy the little things and More fun when travelling light!

ถ้ามาเที่ยวโอซาก้าแล้วอยากออกไปเที่ยวนอกเมือง แต่ Kyoto / Nara / Kobe ก็ซ้ำแล้ว เราอยากแนะนำ Wakayama เมืองเล็กๆ ใกล้สนามบินคันไซที่นั่งรถไฟไปได้ไม่นานแค่ชั่วโมงนิดๆ ก็เต็มไปด้วยความคิ้วท์และอาหารทะเลสด อร่อย! วันนี้เราแพลนกันออกจากโอซาก้ากันตั้งแต่เช้าตรู่ ถ้าเช็คจาก Hyperdia วิธีที่จะไป Wakayama สามารถนั่งไปได้ทั้ง Nankai Line และ JR Line เราแนะนำให้นั่ง Nankai Line เพราะมันไม่ต้องเปลี่ยนขบวน นั่งยาวๆ ได้เลยไปลงที่ Wakayamashi Station แต่ JR Line ช่วงเช้าๆ จากย่าน Namba ที่เราพักอาจจะต้องเปลี่ยนหลายสายหน่อยไปลงที่ Wakayama Station .. ทั้งนี้ทั้งนั้นเราตั้งใจไปนั่ง Tama Den รถไฟเจ้าแมวเหมียว ซึ่งต้องไปขึ้นที่สถานี Wakayama Station เท่านั้น อยากให้เพื่อนๆ ที่จะตามรอย เช็ครอบรถไฟจาก Wakayamashi – Wakayama ให้ดีๆ เพราะมีไม่บ่อย จะได้นั่งไปถึงกันให้ทันเวลาไม่ต้องไปต่อรถเมล์ที่หน้าสถานี เพื่อไปขึ้น Tama Den ต่อให้ได้!

Tama Train คือเหตุผลที่เรายอมตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อมา Wakayama นี่คือรถไฟแมวเหมียวที่เธอต้องมาขึ้นที่ Wakayama Station เท่านั้น โดยต่อสาย Kishigawa Line ไม่ต้องกลัวหลงเพราะนางจะออกจากชานชาลาหมายเลข 9 โดยระหว่างทางจะมีรอยเท้าเจ้าแมวคอยนำทางเราไป ไม่ต้องกลัวหลง เราสามารถเที่ยวได้ถึงสถานีใน Kishigawa Line โดยซื้อ 1 Day Pass ในราคา 780 เยน ราคาจะถูกกว่าซื้อไปกลับ และเค้าไม่ได้มีแต่รถไฟแมวเท่านั้น ยังมีรถไฟบ๊วย รถไฟกาชาปอง และรถไฟสตรอเบอร์รี่ด้วย สามารถเช็ครอบของรถไฟได้ว่าเวลาไหนเป็นขบวนไหนได้ที่ http://www.wakayama-dentetsu.co.jp/timetable/mobileE/201903/  นั่งไปลงสถานีสุดท้ายได้เลยที่ Kishi Station

การตกแต่งในรถไฟต้องบอกว่าน่ารักมากกกก คุ้มค่าแก่การรอคอย ทั้งรถถูกตกแต่งด้วยเจ้าทามะ มันเรียกแขกได้จริงๆ นะ

ที่มาที่ไปของเจ้า Tama คือแมวที่นายสถานี Kishi Station ได้เลี้ยงเอาไว้ จนต่อมาบริษัทรถไฟสายนี้ประกาศให้ ทามะเป็นนายสถานี ความเก่งกาจของเจ้าแมวตัวนี้ยังทำให้บริษัทรถไฟทำกำไรได้เพิ่มขึ้น แถมชุมชนโดยรอบก็มีรายได้จากการท่องเที่ยวที่ใครๆ ก็อยากมาหาทามะมากขึ้น จนมันได้เลื่อนขึ้นเป็น Ultra Station Master หรือซุปเปอร์นายสถานีรถไฟ 555 เก่งจริงๆ แถมมีลูกน้องด้วยชื่อเจ้า Nitama ปัจจุบันทามะได้เสียชีวิตลงไปแล้ว แต่เพื่อนๆ สามารถไปหาเจ้า Nitama ได้ที่สถานีสุดท้ายเลยคือ Kishi Station นางจะออกมานอนต้อนรับเกือบทุกวันตอนประมาณ 10.00 โมงเช้า ในสถานียังมีคาเฟ่เล็กๆ และร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับเจ้าทามะ น่ารักมาก และถ้าเดินออกจากสถานีเลี้ยงขวามีร้านไอศกรีมใกล้ๆ อร่อยด้วยจ้า  ส่วนขากลับเราได้นั่งรถไฟบ๊วยด้วยนะ น่ารักไม่แพ้กัน

เรากลับมาที่ Wakayama Station อีกครั้งเพื่อนั่งรถเมล์ไปกินอาหารทะเลสดๆ กันต่อที่ Wakayama Marina City จะบอกว่าให้เค้าไปถามที่ Tourist Information ณ วันที่เดินทางไปเลยจะดีที่สุด เค้าคุยภาษาอังกฤษได้ แถมสื่อสารได้ง่ายว่ารถออกกี่โมง ไปขึ้นรถตรงไหน และขากลับถ้าจะกลับไปลง Wakayamashi เพื่อนั่งสาย Nankai Line กลับโอซาก้าต้องขึ้นรถกี่โมง รถหมายเลขอะไร ที่นี่ทุกอย่างตรงเวลามาก สบายใจได้หายห่วง

รถจะมาจอดที่ นางเรียกตัวเองว่าเป็นเมือง เพราะมีหลายกิจกรรมให้เลือกสรรค์เหลือเกิน ทั้งสวนสนุก ทั้ง Theme Park จำลองสวนแบบอิตาลี ฝรั่งเศส ทั้งตลาดขายผลไม้สดๆจากชาวสวน และตลาดปลา พร้อมที่ปิ้งย่างริมทะเล อะไรมันจะมีครบขนาดนั้นในที่เดียวคะคุณ

ไฮไลท์ที่เราชอบมากๆ อย่างแรก คือ ตลาดผลไม้สด Kino-Kuni Fruit Village ที่นอกจากจะสด อร่อยมากๆแล้ว มันยังถูกแบบต้องอ้าปากค้างเลยด้วย อย่างช่วงหน้าร้อน เป็นฤดูของลูกพีช นางก็ขายกัน 5 ลูก 500เยน หรือประมาณ 150 บาท!!! โอ้ย แวะไปเดินห้างที่ไทย ยังได้ไม่ถึงครึ่งลูกเลยนะ ฮืออ แถมยังมีบริการปลอกให้กินได้ทันที หรืออยากขนกลับบ้าน ก็มีหีบห่อที่สวยงามให้เช่นกัน

ส่วนไฮไลท์อย่างที่ 2 คือตลาดปลา Kuroshio Market ที่นี่ตั้งอยู่ริมทะเลเลย บรรยากาศดีมาก มีโชว์แล่ปลาทูน่าสดๆ ช่วง 11.00 12.30 15.00 ที่ไม่ใช่ตลาดปลาธรรมดาแบบที่เราเคยไปกัน เพราะนอกจากปลาสดๆสำหรับซูชิแล้ว ที่นี่เรายังสามารถเดินเลือกอาหารทะเลสดๆ ได้จากตู้! หรือใครกลัวเยอะไป จะเลือกแบบเสียบเป็นไม้พร้อมปิ้งแล้วก็มีเยอะมาก พอเลือกเสร็จก็ทำการจ่ายเงินให้เรียบร้อย แล้วถือถาดออกมาด้านนอก ก็จะมีพนักงานจัดโต๊ะ และจุดเตาปิ้งย่าง พร้อมขนอุปกรณ์การกิน ซอส จาน ชาม มาให้ใช้กันแบบฟรีๆ!! และเพิ่มดีกรีความชิล ด้วยบาร์เครื่องดื่มราคาน่ารักใกล้ๆ และวิวริมทะเล ลมพัดโชยๆ โอ้ยยย สนุก

และไฮไลท์อย่างสุดท้ายคือในส่วนของสวนสนุกที่เข้าชมฟรี วัยรุ่นอย่างเราๆ อาจจะรู้สึกว่าโตเกินไปถ้าเวลาเหลือก็ค่อยเข้ามาเดินเล่นกันก็ได้ มีมุมถ่ายรูปสวยเก๋มากมาย ส่วนเครื่องเล่นต่างๆ ก็ออกแนวเด็กน้อยไปหน่อย พวกเธอไม่ตื่นเต้นแน่ๆ

 

DAY 3 – Make every street a runway!

วันสุดท้ายของการเที่ยวในโอซาก้าทุกอย่างเหมือนเกิดขึ้นแบบรวดเร็วมาก แต่ไม่รู้สึกเหนื่อยกันเลย เพราะไม่ต้องแบกอะไรเยอะแยะ เที่ยวเล่นเน้นกินกันซะเป็นส่วนใหญ่ วันนี้เราตั้งใจจะไปดู Kaiyukan Aquarium เพราะอยากเจอน้องฉลามวาฬและทดสอบการถ่าย Night Mode ของเจ้า Galaxy S10 ไปด้วยในตัว นั่งไปเลยค่ะ ไปลงสถานที Osakako เดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึงแล้ว แต่หน้าร้อนแบบนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้กับอากาศของประเทศเกาะอย่างญี่ปุ่น ควรพกร่มติดตัวไว้นะ

ข้อแนะนำที่สำคัญมากๆ สำหรับเราคือ อย่าไปวันหยุด และควรซื้อตั๋วไปก่อนล่วงหน้าเพราะคนเยอะมากกกกกกกกกกกก ะรอคิวนาน และถ้าฝนตกด้วยแล้วยิ่งดูไม่จืดกันเลยค่ะคุณ นั่นแหละแต่ข้างในก็สวยงามตามสไตล์ Aquarium ถ้าใครยังไม่เคยมาอยากให้ไปลองซักครั้งเพราะปลาเยอะ แถมมีโซนที่เราสามารถสัมผัสสัตว์น้ำได้ด้วยอย่างระมัดระวัง มีเจ้าอุ๋งให้ดูอีกต่างหากแบบใกล้ชิดกันสุดๆ ไปเลย

เสร็จจาก Aquarium เราไปกินราเมนที่รักและชอบมากในโอซาก้าคือถ้ามาเมื่อไหร่ก็ต้องกิน นี่คือร้ายสำหรับคนชอบเนื้อ กล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านี่คือราเมนซุปเนื้อที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมา! อร่อยจนแบบกล้ายกถ้วยขึ้นมาซดน้ำซุปนี่คือซุปกระดูกวัวที่ปรุงขึ้นแบบโคตรพิถีพิถันเพราะมันโคตรอร่อยจริงๆ ร้าน Bukkoshi Beef Ramen ในย่าน Kitahama “Beef Paitan Ramen“ คือเมนูเด็ดของที่นี่ อยากให้ทุกคนที่เป็นสาวกเนื้อไปลองชิมดูเพราะน้ำซุปที่อร่อยนัวๆ เป็นพิเศษ ผสมกับเนื้อวัวที่ไม่หนาและไม่บางจนเกินไป แต่ให้สัมผัสที่นุ่มลิ้นจนไม่อยากเลิกเคี้ยว บวกกับเส้นราเมนนุ่มๆ ที่ชวนฝัน นี่คือเมนูที่อยากจะห่อกลับไปฝากแม่ที่บ้าน แล้วบอกนางว่า “ทำแบบนี้ให้กินหน่อยสิหม่าม๊า!” นั่งไปลงKitamaha Station เดินแค่ 5 นาทีก็ถึงแล้ว

ใกล้ๆ กับร้านราเมง มี Café น่ารักๆ ริมน้ำที่ทั้งกาแฟและขนมนั้นทำได้น่ารักแบบมินิมอลญี่ปุ่นมาก ชื่อ Moto Café ร้านนี้ดังในหมู่พวก Café Hopping และ Instagramer แต่ขนมกับกาแฟของเค้าก็อร่อยจริงๆ ถ้าอยากได้โต๊ะนั่งริมน้ำอาจต้องรอคิวนาน แต่ถ้า Grab แบบเร็วๆ ยืนกินกาแฟไปด้วย เม้าท์กับเพื่อนไปด้วยก็รอไม่นานเท่าไหร่

ตอนเย็นของวันสุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการช๊อปปิ้งตามประสาสาวๆ คนสวย ฟ้าหน้าร้อนถ้าฝนไม่ตกก็สวยกว่าใครจริงๆ โอซาก้าคือเมืองสำหรับคนที่มากินและช๊อปปิ้งมากๆ ยิ่งตอนเย็นๆ ยิ่งมีสีสันมากขึ้นไปอีก

รูปสวยๆ จากทั้งทริปนี้เราใช้ Galaxy S10 ถ่ายตลอดทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งปีที่ใช้ Galaxy S10 ในชีวิตประจำวันเราแฮปปี้มาก ทั้งในด้านของ Hardware และ Software ภายนอกตัวเครื่องที่มีดีไซน์ล้ำๆ ไม่ว่าจะถือหรือจะวางก็สวยตลอดไม่ล้าสมัย ประกอบกับ Features ต่างๆ ของ Galaxy S10 ทำให้เราที่มี Passion ในเรื่องของการเดินทางอยู่แล้ว สนุกมากยิ่งขึ้นกับการถ่ายภาพและวีดิโอ Galaxy S10 เอาอยู่และเราเชื่อเหมือนที่เคยเชื่อมาตลอด 5 ปี ว่ามันเป็นกล้องมือถือที่ดีที่สุดในตอนนี้จริงๆ

สำหรับโอซาก้าแม้จะไม่ใช่เมืองที่เราชอบมากที่สุดในญี่ปุ่น แต่ก็แฮปปี้ทุกครั้งเวลาได้กลับมาเที่ยวที่นี่ทั้งแสงสียามค่ำคืน อาหารอร่อยๆ ถ้าเปรียบโอซาก้าเป็นคน ที่นี่คือคนที่สนุกมากๆ และเปรี้ยวเหลือเกิน รักที่โอซาก้าทำให้เราหายเหงาเสมอ ถ้าใครกำลังแพลนทริปสั้นๆ ให้ตัวเอง โอซาก้าก็ไม่เลวเลยนะ ใช้วันลาที่มีอยู่อย่างน้อยนิดให้เป็นประโยชน์กันเถอะ 😉

Input your search keywords and press Enter.