“เมืองมันน่ารักมากมึง!” นี่คือคำตอบของเราตอนกลับมาจากดานังแล้วเพื่อนๆ ถามว่า ไปไง มาไง วะ ทำไมเลือกไปดานัง!
ขอเมาท์ให้ฟังคร่าวๆ ก่อนว่า ดานังเป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนามกลาง มีทะเลและหาดทรายขาวที่สวยติดอันดับโลก มีตึกสไตล์ยุโรปตั้งอยู่บนยอดเขา แถมเป็นเมืองสำคัญในการเดินทางต่อไปยังเมืองมรดกโลกแบบคิ้วท์ๆ ทั้งฮอยอัน(HOI AN) สีเหลืองมัสตาร์ด ถ้าเป็นชะนีก็เหมือนเพื่อนสาวที่ไล้แก้มแด้งแล้วนั่งรอผู้ชายมารับไปเดท หรือเท่ๆ ขรึมๆ แต่แน่นไปด้วยสาระการเรียนรู้เหมือนอ่าน สปช. ตอนป.3 อย่างเมืองเว้ (HUE) ก็นั่งรถไปแค่งีบนึงก็ถึงแล้ว แต่บอกเลยว่างีบไม่ลงหรอก…เพราะเธอจะพลาดถนนริมทะเลที่สวยที่สุดในอาเซียนเท่าที่เคยเห็นมา เตรียมสมุด ปากกา แล้วมาจดบันทึกเก๋ๆ อารมณ์แบบสาวใฝ่รู้ชอบพูดคุยกับตัวเองผ่านตัวหนังสือ จดทุกอย่างเกี่ยวกับดานังลงสมุด บอกตัวเองว่านี่คืออีกทริปที่ไม่ผิดหวัง

 

“ใครๆ ก็บินถึงดานังได้ทั้งนั้น!”

เราเดินทางไปดานังกับแอร์เอเชีย สายการบินราคาประหยัดที่พึ่งได้รับรางวัลว่าดีเยี่ยมที่สุดในโลกถึง 9 ปีซ้อนจาก Skytrax แอร์เอเชียเริ่มบินตรงจากดอนเมืองถึงดานังวันละ 1 เที่ยวบินในช่วงสายๆ ของวัน ถึงปุ๊ปเที่ยวต่อได้ทันทีเพราะบินตรงแค่ 1.20 ชั่วโมงเท่านั้น ประหยัดเวลาเที่ยวเพิ่มขึ้น 1 วันเลย หรือถ้าใครบอกว่าอยากไปซาปา ฮานอย โฮจิมินท์ มุยเน่ ก่อนอะแก ก็ไม่ต้องกังวลว่าตั๋วจะแพงเพราะแอร์เอเชียก็บินตรงทุกวันจากดอนเมืองสู่ฮานอยและโฮจิมินท์เช่นกัน!

แอร์เอเชียจะมาส่งเราถึงดานังช่วงก่อนเที่ยงนิดๆ ทำให้เรามีเวลาเหลือเฟือสำหรับวันแรกทั้งวัน เรารีบหาของอร่อยกินกันก่อน มาถึงเวียดนามก็ต้องแหนมเนืองกับเบื้องญวณเท่านั้นแหละค่า มื้อแรกของเราที่ดานังชื่อร้าน Che Co Ba อร่อยมาก หรือเพราะหิวไม่รู้ แต่น้ำจิ้มเกือบทุกถ้วยออกเค็มถึงเค็มมาก และการมาเวียดนามครั้งนี้ทำให้รู้ว่าแป้งห่อแหนมเนืองไม่จำเป็นต้องแช่จนอืดเหมือนบ้านเรา แต่จุ่มน้ำพอกรุบกริบแล้วกินได้เลย อร่อยที่แท้ทรูแบบพี่เหงียนเค้าแหละ!

 

“ขึ้นเคเบิลจากดานังไปฝรั่งเศส!”

Bana Hills คือที่แรกในดานังที่เราแว๊บไป ตอนแรกก่อนหาข้อมูลแล้วได้ยินแต่ชื่อนี่ก็จินตนาการไว้ก่อนเลยว่า ชั้นต้องเตรียมรองเท้าเทรคกิ้ง เสื้อกันฝน กระติกน้ำ และถุงนอนเผื่อหลงและนอนในป่า 555555 แต่พอมาเห็นของจริงเท่า….โอ้โห หมาไข่ ไก่เห่า เต่าบิน เหลือเชื่อเถอะ นี่มันดิสนีย์แลนด์ของเวียดนามชัดๆ

ขอเล่าเรื่องที่นี่ซักนิด… ย้อนกลับไปประมาณ 120 ปีที่แล้ว ช่วงที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าอาณานิคม Bana Hills เลยถูกสร้างขึ้นให้เป็นบ้านพักตากอากาศสวยๆ ของพวกทหาร และชาวฝรั่งเศสที่ทำมาหากินและปกครองเวียดนามอยู่ พอช่วงสงครามโลก และสงครามเวียดนามที่กินเวลานานที่นี่เลยถูกปล่อยให้ทิ้งร้างไว้ไม่ได้รับการดูแล แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง Bana Hills ก็เลยได้รับความสนใจอีกครั้งและพัฒนาจนมาเป็นที่พักผ่อนสำหรับชาวเวียดนามจนถึงทุกวันนี้

ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ ของที่นี่รวมมาหมดทุกอย่างตั้งแต่บัตรผ่านประตูมาแล้ว คือเราสามารถเล่นเครื่องเล่นได้ทุกชนิดบนนี้ แต่อาจจะต้องต่อคิวและใช้เวลาซักหน่อย แต่เราไม่ค่อยอินเพราะโตแล้ว ขอแค่ขึ้นมารับอากาศเย็นๆ กับวิวดีๆ และสถาปัตยกรรมสวยๆ ของที่นี่ก็โคตรคุ้มแล้วนะ แต่มีอย่างนึงที่ยอมไปต่อคิวเล่นมาตั้ง 2 รอบคือ Alpine Coaster จ้า คล้ายๆ รถรางที่ฮิตๆ กันนั่นแหละ เห็นคิวยาวๆ แต่รอไม่นาน อยากให้ลองมาเล่นเพราะสนุก

เราใช้เวลาอยู่กันที่ Bana Hills กันตลอดทั้งบ่ายเพราะอากาศข้างบนดีมากก แต่ถ้าเจอคนเยอะๆ แนะนำว่าให้รอหลัง 4 โมงเย็นไปนิด คนจะเริ่มซา และถ่ายรูปได้สวยเก๋แสนคูลที่สุดในโลก จนไม่น่าเชื่อว่า เฮ้ยย นี่เวียดนามจริงหรอวะ

ที่นี่มันยังมีความเวอร์วังที่สุดในโลกจนได้บันทึกจากกินเนสบุ๊กด้วยนะว่า กระเช้าที่นั่งขึ้นนั่งลงกันเนี่ย เป็นกระเช้าไฟฟ้าที่ระยะทางยาวที่สุดในโลก และเป็นการเดินกระเช้าแบบรางเดียวไม่มีหยุดพักระหว่างทางอีกด้วย ผ่านเขาผ่านดอยเกือบ 20 ลูก ด้วยระยะทางเกือบ 6,000 เมตร แถมช่วงเย็นที่ลงจากเขา  หมอกจะเริ่มลอยต่ำลงเรื่อยๆ เหมือนเรากำลังทะลุเมฆกลับสู่เมืองด้านล่าง คือถ้ามากับแฟนก็อยากจะซบแล้วอ้อนเบาๆ ว่า “กลัวจังค่ะพี่” แต่พอมากับเพื่อนกลับตะโกนว่า “สนุกจังโว้ยยยยย” 55555555555

เรากลับเข้าเมืองดานังทันที เพราะจาก Bana Hills ห่างจากดานังประมาณ 40 กิโล หิวจนไส้จะขาดแต่ต้องอดทนไว้ เพราะมาดานังเมืองชายทะเลแบบนี้ จะให้กินแหนมเนืองทุกมื้อก็ยังไงอยู่ จัดไปค่ะ! ร้านซีฟู๊ดมีอยู่ทั่วเมือง สด อร่อย รสชาติถูกปาก อย่าลืมพกน้ำจิ้มซีฟู๊ดติดไปด้วย เพราะกุ้ง กั้ง ปู ปลาหมึกและทุกอย่างที่เป็นเพื่อนกับเงือกสาวแอเรียล สดและอร่อยจริงๆ

 

“ปาร์ตี้ที่เรือกระด้ง แล้วไปนับโคม กินดอกบัวต่อที่ฮอยอัน”

ฮอยอันไม่ใช่โรแมนติกอย่างเดียวแต่ยังตลกด้วย 5555 เพราะอีเรือกระด้งนี่แหละ! จากดานังไปฮอยอันใช้เวลาจิ๊บๆ แค่ 40 นาทีเท่านั้น เราแวะเล่นเรือกระด้งก่อนเข้าไปย่านเมืองเก่ามรดกโลกของฮอยอัน เรือกระด้งนี่เป็นเหมือน Signature ของเวียดนาม บ้านเรามีตุ๊กตุ๊กบนบก ที่นี่ก็มีเรือกระด้งในน้ำ

เรือกระด้งเป็นเรือไม้ไผ่สานเหมือนเป็นฝาชี แล้วเอาน้ำมันสนเคลือบอีกทีกันน้ำเข้า ชาวเวียดนามจะเอาไว้สัญจร เผื่อบ้านอยู่ริมน้ำ แล้วแม่ใช้ให้ไปซื้อกระเทียมเอามาเป็นไส้แหนมเนือง แทนที่จะเดินอ้อม ก็ใช้เรือกระด้งแทนอะไรอย่างงี้ จริงๆ อัมพวาบ้านเราหรือตลาดน้ำในไทยควรเอามาเป็นเยี่ยงอย่างนะ ไม่ยาวกินเนื้อที่แต่เป็นกลมๆ ชนกันได้เหมือนรถบั้มงานวัด

เราก็จะนั่งออกไปเรื่อยๆ มีคนพายให้หนึ่งคนสัมผัสชีวิตปากแม่น้ำ ที่นี่ควรมาตอนเช้าๆ หรือไม่ก็เย็นไปเลยจะเวิร์คกว่ามากๆ เพราะจะได้ไม่ร้อนจนเกินไป

แต่ถึงจะร้อนก็ตลกเพราะพอพายออกไปกลางน้ำ พี่คนพายทั้งหลายจะแท๊กทีมกัน แล้วทำเรือให้เป็นวงกลม พร้อมกับเอาลำโพงขนาดปานกลาง เหมือนพี่มอปลายมาสอนน้องประถมร้องเพลงกีฬาสี 5555 จากนั้นนางก็จะเปิดเพลงค่ะ! เพลงเกาหลีพร้อมกับเต้นโชว์สเต๊ปคร่อมเรือให้น่าหวาดเสียวเล็กๆ ส่ายนิด ส่ายหน่อย พร้อมกับจบด้วยการโชว์ควงเรือกระด้งกลางน้ำ 555

เป็นอีกกิจกรรมนึงเลยนี่แนะนำให้ไปถ้าไม่กลัวแดด เพราะมันตลกและสนุกจริงๆ ไม่อยากให้พลาด ส่วนร้านอาหารที่แนะนำมากสำหรับฮอยอัน แม้จะไม่ได้อยู่ในเมืองเก่า แต่ไปกินเถอะแล้วจะติดใจ ร้าน Com Linh เป็นร้านอาหารเวียดนามที่สะอาดสะอ้าน แม่ค้าพูดอังกฤษได้คล่อง ฉะฉาน ABC เราแนะนำให้สั่งขนมเบื้องญวณ เฝอเนื้อ เฝอหมู บุ๋นจ่า และทุกๆ อย่างที่อยากกิน 5555 เพราะถูกปากคนไทยและอร่อยมาก (ความคิดเห็นส่วนตัว ถ้าไปแล้วไม่ชอบ ด่ามาด่ากลับนะ อิอิ55)

 

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เรารู้จักฮอยอันผ่านละครช่องสามกันเรื่อง ฮอยอันฉันรักเธอ อู้ยยยย สาบานก็ตายว่าไม่ติดละครเรื่องนี้ 55555 มโนว่าเป็น เมืองแมนกับเฮืองมายกันเป็นแถวๆ ทั้งๆ ที่เบ้าหน้าเทียบเจนี่ เทียนฯ ไม่ได้ซักนิด 5555555 นั่นแหละ! ความทรงจำแรกๆ ของเราเกี่ยวกับฮอยอัน

ฮอยอันเคยเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนในสมัยก่อนเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม รวมไปถึงรูปแบบการสร้างชุมชนของคนในย่านนี้ทำให้เมืองฮอยอันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกเลย ทำให้แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาชิวๆ ที่ฮอยอันเยอะมากแล้วเราก็ไม่แปลกใจหรอกเพราะเมืองนี้น่ารักจริงๆ

จริงๆ ฮอยอันมีร้านคาเฟ่ชิคเยอะมาก ถ้าจะให้แวะทุกร้านคงต้องมาอยู่เป็นเดือนๆ  แนะนำว่าถ้าอยากเดินชิวในฮอยอันควรจะเริ่มประมาณบ่ายสี่โมงเย็นเป็นต้นไปจนถึงดึกๆ อากาศกำลังดีไล่ไปจนกลางคืนที่จะค่อนข้างเย็นขึ้นเดินเย็นๆ รอเค้าเปิดโคมไฟก้ได้สองอารมณ์เลยนะ  เราเสิร์จมาเจอว่าฮอยอันมีร้าน Rooftopที่น่าสนใจประมาณ 2 ร้านที่จะได้เห็นวิวเมืองสีเหลืองมัสตาร์ดนี้กว้างๆ ร้านแรกคือร้าน The Chef on the Roof ด้านล่างจะเป็นกิ๊ฟท์ช๊อปของจุ๊กจิ๊กน่ารัก ส่วนด้านบนจะเป็น Roof Top ข้อดีของร้านนี้คือมีแอลกอฮอล์ 5555 และค็อกเทลอร่อย สายกรึ่มๆ นั่งได้จนถึงดึกเชียวแหละ

ส่วนอีกร้านนึงสายคาเฟอีนอย่างเราก็ไม่ควรพลาด เพราะเน้นกาแฟ เค้กกรุบกริบและเครื่องดื่มแบบโนแอล กับ FAIFO COFFEE ร้านนี้มีสตอรี่เบาๆ คำว่า Faifoเป็นคำที่ชาวตะวันตกนิยมเรียกเมืองเก่าฮอยอัน กาแฟของที่นี่เป็นเอกลักษณ์และเหมือนเป็นไอเดียที่จะดึงดูดความสวยงามของเมืองเก่าฮอยอันผ่านรสชาติของกาแฟอะไรอย่างงี้

ข้อดีของร้านนี้คือ Roof top ไม่มีระเบียงบังวิว นั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้าบนนี้กับสีท้องฟ้าแบบชมพูอมม่วงกับกำลังโอเคเลยแหละ พร้อมกาแฟแก้วโปรดที่กินตอนเย็น คืนนี้ก็ไม่ต้องหลับต้องนอนกันแล้วนะฮ้า

ฮอยอันเนี่ยเมืองมันเริ่มเย็นๆและจบตอนดึก เพราะฉะนั้นหาข้าวหาปลาทานให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะร้านฮิตอย่าง Morning Glory หรือร้านไหนก็ได้ตาม Budget ทานให้เสร็จแล้วเตรียมเข้าสู่ฮอยอันพาร์ทกลางคืน!

ช่วงเย็นๆ พอฟ้าเริ่มมืด ทั้งเมือเงเก่าฮอยอันจะประดับไปด้วยโคมไฟที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมสีสันที่สวยงาม สลับไปตามซอยต่างๆ โรแมนติกมากกกก ใครว่างๆ ก็ลองนับดูนะว่ามีโคมทั้งหมดกี่อัน

แล้วอย่าลืมล่องเรือชมความงามของฮอยอันช่วงกลางคืนผ่านแม่น้ำด้วยนะฮ้า โรแมนติกเวอร์ ค่าล่องเรือประมาณคนละ 20000 ดอง แถมกระทงกระดาษสร้างบรรยากาศอีกคนละ 1 อัน เรือจะล่องรอบๆ ประมาณ 30 นาทีเท่านั้นเอง

อีกที่ ที่ไม่คววรพลาดเลยเพราะสวยงามสมเป็นฮอนอันคือฝั่งตรงข้ามเมืองเก่าแค่ข้ามสะพานไป จะเป็นย่านช๊อปปิ้งเหมือนถนนคนเดินที่เชียงใหม่ แต่จะมีร้านขายโคมไฟประมาณ 6-8 ร้านที่เป็นเหมือน Landmark ให้คนมาถ่ายรูปกันแบบไม่หวง แต่อยากให้ทุกคนถ่ายแบบมีมารยาทและเกรงใจแม่ค้ากันซักนิด หลีกทางให้คนที่ต้องการจะซื้อจริงๆ เพราะคนเราทำมาหากิน อย่าไปกวนกันมากเด้ออ  เกรงใจแม่ค้ากันด้วย

ด้านหลังร้านขายโคมมีของเด็ดราคาถูกอยู่ร้านนึงคือมะม่วงคลุกน้ำจิ้มเปลือกส้ม อู้ยยย อันนี้ไม่มีในรีวิวไหนทั้งนั้นเพราะไปลองชิมกันมาเองคนละแก้วสองแก้ว มะม่วงหรือมะกอกก็ได้ของป้าร้านนี้ นางจะฝานทุกอย่างขนาดพอดีคำ พร้อมกับเอาลงไปคลุกกับน้ำแข็งให้รสชาติที่กรอบและเย็นสดชื่น พร้อมราดน้ำจิ้มคล้ายๆ น้ำปลาหวานแต่เป็นเปลือกส้มแช่อิ่ม เกลือนิด พริกหน่อย ชูรสเยอะๆ อ๊า คอแห้งเวอร์แต่อร่อยมาก 555 5

จนวันแรกในฮอยอันแบบสวยงามและน่าประทับใจ บางคนบอกให้ปั่นจักรยาน เอาจริงๆ เราลองแล้วไม่อยากแนะนำ เพราะมันสามารถเดินได้ และเดินได้ดีกว่า เพราะคนเยอะ ทำให้ปั่นไม่สะดวก แต่ถ้าอยากปั่นจริงๆ นี่เลยจ้ะ ออกมาตอนเช้าแบบเรา เพราะพระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นเร็ว ตีสี่นิดๆ ก็เริ่มสว่างแล้วในบางวัน ก่อนกลับเข้าดานัง เราแวะมาปั่นจักรยานเล่นช่วงเช้า ดูบรรยากาศของเมือง และแวะถ่ายรูปกับสัญลักษณ์ของเมืองอย่างสะพานญี่ปุ่น

และอีกเมนูที่ห้ามพลาดเลยเมื่อมาถึงฮอยอันคือน้ำดอกบัว! ใช่แล้วมีอยู่ร้านเดียวนี่แหละ เป็นสูตรเฉพาะของพี่เจ้าของร้านที่เอาดอกบัวมาต้มผสมกับเครื่องเทศต่างๆ ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวและเผ็ดนิดๆ เป็นสมุนไพรที่กินแล้วไม่เป็นอันตรายแน่นอน แก้วละ 15 บาทเท่านั้น ต้องลองเลย ชื่อร้าน MOT HOIAN พี่เจ้าของบอกว่าสูตรพวกนี้คิดเองหมดเลยนะ

บอกลาฮอยอันพร้อมเสียงสะอื้น เราคิดว่าถ้ามาครั้งหน้าจะต้องมีเวลาอยู่ที่นี่ซัก 2 วัน กำลังดี เดินเรื่อยๆ เก็บให้ครบทุกร้าน หาอาหารเวียดนามอร่อยๆ กินทุกมื้อ นั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือชิวๆ เป็นเรื่องที่ดีงามในวันหยุดราคาเบาๆ ใกล้ไทย แต่..มาถึงดานังทั้งที จะแค่แวะผ่านๆ ก็ดูจะใจร้ายไปหน่อย เราเลยเลือกกลับไปตระเวนกินในดานังและเดินเล่นบีชที่สวยติดอันดับโลก

จากฮอยอันใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็ถึงดานัง เราแวะกินที่ร้าน Ba Duong นี่เป็นร้านขายแหนมเนืองและเบื้องญวณที่อร่อยที่สุดในดานัง 5555 หมูมาเป็นไม้ๆ หนึ่งไม้พอดีต่อหนึ่งคำ พร้อมขนมเบื้องญวนที่กินเท่าไหร่ก็ไม่พอ สั่งมาเต็มโต๊ะ กินกัน 8 คน หมดไม่ถึงพัน! อาหารเวียดนามอร่อยๆ แบบนี้ ถ้าเป็นบ้านเราก็แพงมาก แต่พอมากินที่นี่ก็เหมือนสั่งก๋วยเตี๋ยวกินชามนึง

ร้านที่ 2 ที่อยากแนะนำไปลองของแปลก ไปกินกบ กินเขียดกันบ้าง 555555 MI QUANG ECH ร้านก๋วยเตี๋ยวกบยอดฮิตของดานัง ที่ควรไปลอง แล้วจะรู้ว่าอร่อย 5555 ตอนแรกๆ ก็ลองแบบกล้าๆ กลัวๆ พอได้ดูดน่องกบจ๊วบๆ เท่านั้นแหละ เอามาอีกค่า! เนื้อกบก็เหมือนเนื้อไก่แต่แน่นกว่า อร่อย รสชาติหนึบๆ กำลังดี แต่ถ้ากินไม่ไหวจริงๆ ร้านนี้ก็มีก๋วยเตี๋ยวไก่ และหมูด้วยนะ

อิ่มกับสองร้านแบบอร่อยมากแล้ว ต่อไปคือหากาแฟเบาๆ ละมุนกับ Cong Caphe จริงๆ ร้านนี้เป็นร้านเชนดังของเวียดนามที่มีอยู่แทบทุกเมืองใหญ่ บรรยากาศของร้านก็จะเปิดเพลงบีทๆ หน่อยกับธีมทหารยุคคอมมิวนิสต์ เหมือนกำลังนั่งวางแผนไปพลางๆ พร้อมจิบกาแฟ  ทีเด็ดของร้านคือกาแฟปั่นผสมกับน้ำมะพร้าว รสชาติออกหวานๆ มัน ขมและกลิ่นมะพร้าวตัดกับกาแฟ ให้รสชาติที่แปลกพอสมควร แต่อร่อย กินๆ แล้วจะชอบ 5555

ด้วยความที่ดานังเมืองเล็ก การแพลนทริปแบบ 4 คืน 5 วัน เที่ยวให้ทั่วทั้งดานัง ฮอยอัน และเว้ เป็นอะไรที่ควรทำ ถ้าอยากได้ฟีลมาพักผ่อน ค่อยๆ ไปตามจุด แดดร้อนก็นั่งพักไปก่อน อย่างเราเอ็นจอยกับร้านกาแฟและหนังสือดีๆ ซักเล่มในร้านจนแดดเริ่มคล้อยถึงเริ่มเที่ยวต่อ

เราเริ่มพาร์ทบ่ายด้วยการไหว้พระไหว้เจ้า 5555 อะ ว่าไม่ได้นะคะ หน้าสวยแบบนี้ยังใจบุญกันอีกด้วย ที่วัดหลินอึ๋ง (Linh Ứng) วัดนี้เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเขา โดยมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่สุดในเวียดนามยืนหันหน้าออกทะเล ทำท่ากำลังโปรยน้ำมนต์ คนดานังก็เชื่อกันว่าเจ้าแม่กวนอิมกำลังประทานพรให้พวกเขาออกทะเลกันอย่างปลอดภัย ทำให้ที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ สำหรับคนดานัง

และด้านล่างของเขา Son Tra ลูกนี้ยังเป็นหาดที่เต็มไปด้วยเรือประมงออกหาปลาและเรือกระด้งที่ใช้ส่งของระหว่างเรือใหญ่กับชายหาด เราว่าเดินเล่นแถวๆ นี้ก็ชิวมาก เพราะคนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไหร่ หาดนี้เราจะเห็นวิถีชีวิตชาวประมงของดานัง และลูกเด็กเล็กแดงออกมาวิ่งเล่นน้ำกัน

ส่วนหาดที่ต้องบอกว่าอย่าลืมเตรียมชุดมาเล่นน้ำด้วยคือหาด Non Nouc Beach หาดนี้เคยติดอันดับ 6 หาดที่สวยที่สุดในโลกมาแล้วนะจ้ะ ด้วยความที่หาดทรายสีขาว บรรยากาศรอบๆ ดีทำให้มีคนมาเล่นน้ำกันทั้งวันและทั้งคืน! ขนาดออกมาเดินเล่นกันตอนตี4  คนยังเล่นน้ำกันเต็มหาดแล้วอะ คิดดู 55555


แต่ช่วงเย็นๆ คนจะเยอะมาก อาจไม่ค่อยเป็นส่วนตัว แต่ได้มาเดินดูวิถีชีวิตคนดานัง ใสๆ เล่นน้ำกันวันหยุดก็เพลินดีเหมือนกัน ช่วงเย็นที่ดานังอย่าลืมแวะไปดู Dragon Bridge เอาจริงๆ มันอาจไม่ได้หวือหวามาก แต่มันก็มีความคิ้วท์ของมันอยู่นะ 5555 ดูได้ในวิดีโอ ทุกวันเสาร์มังกรบนสะพานจะสลับพ่นน้ำกับพ่นไฟด้วย

 

“อย่าหลับระหว่างทางไปเว้!”

จากดานังไปเว้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าง่วงอนุญาตให้งีบได้เฉพาะช่วง 1 ชั่วโมงแรกเท่านั้น เพราะหลังจากนั้น โอ้ยยยยยย  อยากมีผัวมาด้วยแหละ ดูสีท้องฟ้า ปุยก้อนเมฆและน้ำทะเลสีใสอยู่ด้านล่าง นี่ไม่ใช่มัลดีฟส์หรือเกาะชื่อดัง แต่เป็นแค่ทางผ่านบนเขา Hai Van Pass ระหว่างทางไปเมืองเว้เท่านั้นเอง

สวยแบบต้องมาดูด้วยตาตัวเองจริงๆ ว่ามันสวยยังไง เหมือนฉากในการ์ตูนญี่ปุ่น ที่เด็กหญิงกำลังแตกเนื้อสาวมายืนดูรถไฟริมทะเลที่กำลังจะขับเข้าโตเกียว พร้อมตะโกนบอกชายหนุ่มที่กำลังไปเรียนต่อ “เดคิซูงิคุง ฉันจะรอเธอกลับมาน้า” บอกโบกมือ

เว้ (HUE) เป็นเมืองมรดกโลกอีกเมืองที่ไม่ควรพลาด ไม่งั้นจะไม่ครบ 3 เหลี่ยมของทริปนี้! เรามีเวลาในเว้ประมาณครึ่งวัน ซึ่งคิดว่าเพียงพอกับการเก็บสถานที่ใหญ่ๆ อย่าง พระราชวังเว้ และ สุสานของจักรพรรดิไคดิงห์ เราแวะที่สุสานจักรพรรดิกันก่อนเพราะอยู่ระหว่างทางจะเข้าไปในตัวเมืองเว้

สุสานของจักรพรรดิไคดิงห์ เป็นสุสานเดียวในเวียดนามที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก มีความจีนนิดๆ ยุโรปหน่อยๆ แต่เรามองไม่ออก เพราะดูยังไงมันก็จีนเยอะกว่าอยู่ดี 5555  แต่ความเวอร์วังและสวยงามของที่นี่ทั้งลวดลายและการลงสีจัดเต็มและสวยงามมาก นี่ขนาดสุสานที่คนสร้างไม่มีโอกาสได้เห็น ยังสวยกว่าห้องนอนชั้นอีก

ส่วนอีกที่นึงที่ไม่มาไม่ได้ มาดูความเวอร์วังของพระราชวังเว้ ที่ได้รับต้นแบบมาจากพระราชวังต้องห้ามในประเทศจีน อย่าลืมเตรียมร่ม แว่นตากันแดด และทาครีมให้เรียบร้อย มีหลายส่วนที่ต้องเดินกลางแจ้งเพราะมันยังบูรณะไม่เสร็จทุกส่วน

ที่นี่แยกเป็นสัดส่วนพร้อมมีคำอธิบายว่าตรงนี้เคยใช้ทำอะไรมาก่อน เพราะมีรูปให้ดูในสมัยที่ราชวงศ์ของเวียดนามยังรุ่งเรือง ประตูแดงในวังแบบนี้ถ่ายรูปชิคมาก มาเดินดูสถาปัตยกรรมสวยๆ ก็คุ้มแล้ว

 

เรากลับไปนอนที่ดานังอีก 1 คืน ก่อนจะตื่นสายๆ ไปสนามบินรอขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ แอร์เอเชีย บินตรงจากดานัง ถึงดอนเมือง วันละ 1 ไฟลท์ช่วงเที่ยงๆ ถ้าลางานกันมา ก็ลาวันกลับแค่ครึ่งวันแล้วกลับไปทำงานต่อได้เลย ขากลับพอกันทีกับอาหารเวียดนามตลอด 4 วันเต็ม อร่อยแค่ไหนแต่ตอนนี้กระเพราของเราก็ชนะอยู่ดี 555555 อย่าลืมสั่งอาหารล่วงหน้าทางเว็บไซต์ก่อนเดินทาง 24 ชม. กับ ชุด Santan Combo Meal เพราะถูกกว่าบนเครื่องเยอะ และมีให้เลือกหลากหลายกว่า แถมด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 100 บาท แถมน้ำเย็นๆ สดชื่นด้วยนะ

ดานังเป็นอีกเมืองในเวียดนามที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนมากกกกก เหมือนกับใช้ชีวิตชิวๆ ไม่ต้องรีบไปเที่ยวตาม Checklist ที่ผจญภัยเยอะๆ แล้วกลับมาเหนื่อยตอนเย็น แต่ดานัง ฮอยอัน เว้ คือความโรแมนติกของการเดินทาง กับเพื่อนก็ดี กับสามีก็ได้(ถ้าเธอมีอะนะ) มันจะเป็นทริปที่ออกละมุนๆ หน่อย แสงแดด หาดทราย ภูเขา น้ำทะเล และเมืองมรดกโลก นี่แหละ ดานัง!

Comments

comments