Now Reading:

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam
Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

กว่า 2 ปีที่หายไปของทุกคนจากการเดินทางต่างประเทศ หายไปจากบรรยากาศของการเดินทางที่คิดจะไปไหนก็จองตั๋วได้ทันทีแบบไม่ต้องเตรียมเอกสารอะไรให้วุ่นวาย การเดินทางแบบนั้นกำลังกลับมาแล้ว ได้เวลาเอาใจที่ลุกลี้ลุกลนและร่างกายที่พร้อมปะทะสถานที่ใหม่ๆ และบรรยากาศที่แตกต่างออกไป เพื่อให้ชีวิตได้มีสีสันอีกครั้ง นี่คือ ทริปแรก ประเทศแรก เมืองแรก ของเราที่กลับมารีวิวแบบจัดเต็มแบบไม่ต้องเอารูปเก่ามารีรันให้หายคิดถึงอีกต่อไป!

‘เวียดนาม’ คือประเทศแรกๆ ที่เราออกเดินทางกันแบบไม่ต้องเที่ยวทิพย์ ทริปนี้อยากชวนทุกคนมาเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านที่ครบรสทั้งวิถีชีวิต สถาปัตยกรรม อาหารอร่อยและธรรมชาติที่สวยสูสีกับพวกเรา มาเริ่มกันที่ ‘ดานัง-ฮอยอัน’ พร้อมแพลนเที่ยวแบบจุกๆ ให้ตามรอยได้ทันทีแบบ 4 วัน 3 คืน ในเมืองสุดคิ้วท์ที่โคตรกลมกล่อม ได้เวลาพาทุกคนไปย้อนความทรงจำนั่งเคเบิ้ลคาร์ไปฝรั่งเศสกับในเมืองสายหมอกอย่างบาน่าฮิลล์ เดินเล่นริมชายหาดสวยๆ กินซีฟู๊ดแบบจุกๆ และนั่งจิบกาแฟในคาเฟ่เปิดใหม่ของดานัง พร้อมกับปั่นจักรยานยามเย็นอากาศดีๆ ในเมืองสีเหลืองมัสตาร์ดมรดกโลกอย่างฮอยอัน

ทริปนี้เราออกเดินทางแบบบินคุ้ม คุณภาพครบกับแอร์เอเชีย ที่เริ่มกลับมาบินตรงจากดอนเมืองสู่ดานังวันละ 2 เที่ยวบินตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 65 ที่ผ่านมา เราเลือกแอร์เอเชียเป็น 1st Priority เสมอเมื่อบินใกล้ๆ และต้องการราคาประหยัด เพราะมันมาพร้อมความปลอดภัยสูงที่สุด ความตรงต่อเวลาที่ทำให้เราไม่พลาดทุกแพลนที่เตรียมไว้ และอาหารบนเครื่องที่อร่อยอย่าบอกใคร (กระเพราหม่อมหน่อยและกุ้งอบวุ้นเส้นกับน้ำจิ้มซีฟู๊ด!) ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เลือกบินตรงกับแอร์เอเชียสำหรับไฟลท์บินสั้นๆ และเรื่องเวลากับความปลอดภัยที่มาเป็นอันดับ 1 ราคาจึงกลายเป็นเรื่องรองสำหรับเราไปเลยในการเดินทาง


พร้อมแล้วก็เตรียมแท็กชวนเพื่อน แกล้งๆ แชร์ไปหน้าฟีดให้แฟนเห็น แล้วออกมาเที่ยวต่างประเทศกันได้แล้ว ตามรอยทริปแรกของเราได้ทันทีที่ ดานัง-ฮอยอัน เมืองที่ดีงามแบบร่วมสมัยเป็น Contemporary of Sense ที่เธอควรมาเยือนซักครั้ง แล้วจะรู้ว่าที่นี่เจริญขึ้นมากๆ และดีงามมากแค่ไหน 😊

Travel with World’s Best!

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

เราออกเดินทางกับแอร์เอเชียไฟลท์เช้าประมาณ 09.30 น. เราชอบเวลาบินประมาณนี้เพราะไม่ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดมาสนามบิน แต่ยังพอมีเวลาให้ฉุยฉายยามเช้า ไฟลท์จากดอนเมืองไปดานังใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น จะพักสายตาหรือหาอะไรรองท้องเบาๆ บนเครื่องแบบเราก็ได้ เพราะไฟลท์ไปต่างประเทศที่ออกเดินทางจากประเทศไทยสามารถรับประทานอาหารบนเครื่องได้ตามปกติแล้ว (อัพเดตเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565)

ไฟลท์สายจากดอนเมืองผสมกับเวลาเดินทางที่ไม่นานเกินไปทำให้เรามาถึงดานังประมาณ 11.30 น. รับกระเป๋า ตรวจเอกสารเสร็จก็เริ่มเที่ยวได้ทันที สำหรับเอกสารที่ต้องเตรียมก่อนเข้าประเทศเวียดนามอัพเดต ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2565 คือพาสปอร์ตเล่มเดียวก็เข้าได้เลย แต่เราแนะนำว่าอย่างน้อยๆ ควรเตรียมหลักฐานการฉีดวัคซีนเผื่อไว้ด้วย เพราะต้องใช้สำหรับขากลับเข้าไทยอยู่ดี และสำคัญที่สุดคือประกันการเดินทางที่มีไว้ก็อุ่นใจกว่าแน่นอน!

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam


Before you go, Book your activities with Klook!

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของการจราจรในประเทศเวียดนาม ว่าขึ้นชื่อเรื่องการบีบแเตรที่ดังไกลไปสามบ้านแปดบ้าน และขับฉวัดเฉวียนเหมือนเซียนจากสนามแข่งรถมาลงถนนเอง แต่เชื่อเถอะว่าการเดินทางในดานังและฮอยอันไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิดอีกต่อไป เพราะทั้งหมดตลอดทั้งทริป การมูฟจากดานังไปฮอยอัน หรือการเที่ยวในตัวเมืองดานังเองก็ง่ายแสนง่าย เพราะเราใช้บริการจาก Klook เว็บไซต์และแอพพลิเคชันที่จะทำให้ประสบการณ์ท่องเที่ยวในเวียดนามของเราสะดวกสบายขึ้นอีกหลายเท่า

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

ต้องขอบอกก่อนว่าเราค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับประเทศที่ไม่ได้สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพราะกลัวจะสื่อสารไม่เข้าใจหรือเกิดเหตุสุดวิสัยที่เกินคาดเดา เราเลยเลือกซื้อแพ็คเกจและวางแผนการเดินทางผ่าน Klook เพราะถ้ามีปัญหาก็สามารถให้ตัวกลางช่วยสื่อสารเป็นภาษาท้องถิ่นกับปลายทางให้เราได้

เราเลือกใช้บริการเช่ารถส่วนตัวพร้อมคนขับรถ, ตั๋วเรือกระด้งที่ Coconut Forest รวมถึงจองตั๋วขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไป Bana Hills ล่วงหน้าด้วย บอกเลยว่าหมดห่วงเรื่องไปเดินหาช่องซื้อตั๋วที่หน้างาน เพราะโชว์ QR Code หรือบัตรผ่านจากมือถือก็ผ่านฉิวเข้าไปได้เลยทันที ทริปนี้ยิ่งดีหลังจองไปไม่นานจะมีเจ้าหน้าที่ของ Klook ที่เวียดนามติดต่อกลับมาผ่าน WhatsApp ทันที (ไม่แน่ใจว่ามีทุกประเทศมั้ยนะ) และคอยประสานงานต่อให้ทำให้อุ่นใจไปได้เยอะ ประเทศอื่นไม่รู้ว่ามีแบบนี้มั้ย แต่ถ้ามาดานัง-ฮอยอัน ซื้อทุกอย่างผ่าน Klook จะมีคนคอยดูแลและจัดการ พร้อมประสานงานกับเราเป็นภาษาอังกฤษได้จริงไม่จกตาอย่างแน่นอน
กิจกรรมที่เราซื้อผ่าน Klook ซึ่งสะดวกกว่าเดิมมากๆ และรู้ Budget ล่วงหน้าโดยไม่ต้องถือเงินสดเยอะๆ ไปซื้อตั๋วคือ


– บัตรเข้าชม Bana Hills คนละ 1,080 บาท (https://bit.ly/3Nghe7P)
– บัตรกิจกรรม Basket Boat Ride คนละ 213 บาท (https://bit.ly/3xXf3jQ)
– Private Transit Van 12 ที่นั่ง จำนวน 2 วัน ใช้รถได้วันละ 12 ชั่วโมง วันละ 3,754 บาท (https://bit.ly/3A04boc)

ตั๋วพร้อม แพลนพร้อม ตั๋วที่ควรซื้อ รถที่ควรจองก็จัดการไว้หมดแล้ว เรามาเริ่มเที่ยวดานัง-ฮอยอันและลอกแพลนกัน!


Bana Hills, ขึ้นเคเบิลคาร์ไปฝรั่งเศส!

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

จากสนามบินดานังเราเดินทางด้วยรถรับ-ส่งแบบส่วนตัวที่ซื้อล่วงหน้าจาก Klook พอออกจากสนามบินมาก็มีคนมาถือป้ายยืนรออยู่แล้ว และใช้เวลาแค่ประมาณ 40 นาทีก็ถึงสถานี Cable Car Express ที่จะพาเราขึ้นไปด้านบน Bana Hills ที่นี่เป็น Cable Car ที่ยาวและสูงที่สุดในโลกโดยไม่หยุดพักถึง 5 กิโลเมตร เราจะใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาทีผ่านความงามของธรรมชาติที่อยู่เบื้องล่าง ทั้งป่าเขา ลำธาร ลดหลั่นกันเป็นชั้นสวยงาม ท่ามกลางสายหมอกและอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี เพื่อไปถึงด้านบนสวนสนุกและที่พักของ Bana Hills

ที่นี่คือดิสนีย์เเลนด์ของเวียดนามอะ ด้วยโลเคชั่นที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงและมีผู้คนหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสายเพื่อชื่นชมความสวยงามของเมืองตากอากาศที่งดงามไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส และยิ่งใหญ่อลังการเพราะมีทั้งที่พัก สวนสนุก ร้านอาหาร และแลนมาร์คต่างๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมากมายจนเลือกไม่ถูก แถมเราจ่ายค่าบัตรครั้งเดียวก็รวมหมดแล้วทุกอย่างทั้งเครื่องเล่น Cable Car และยังอยู่ได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam


French Village

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

เราอยากแนะนำว่าใครที่ขึ้นมาถึง Bana Hills แล้วควรพักบนนี้อย่างน้อย 1 คืนเพื่อชมความงามยามค่ำคืนแบบเต็มอิ่มแบบคนน้อยๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั่วไปจะสามารถอยู่ด้านบนสวนสนุกนี้ได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00-17.30 น. เท่านั้นแต่สำหรับใครที่พักด้านบนนี้สามารถเดินเล่นแบบคนน้อยๆ ได้ตลอดเวลา ด้านบนมีโรงแรม 4 ดาวอยู่แห่งเดียวคือ Mercure Danang French Village Bana Hills ซึ่งอยู่ในบริเวณของ French Village เลย

ความสวยงามอลังการของ ‘French Village’ บน Bana Hills นั้น เป็นสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสไตล์ฝรั่งเศสจนต้องเซย์ฮายออกมาว่า ‘Bonjour!’ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์แบบโกธิค จัตุรัสกลางเมืองที่มีน้ำพุ และตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่ภาษาไทยต้องเรียกว่า ‘ทำถึง!’ มาให้เพื่อนๆ เดินเล่นชมเมืองและแวะถ่ายรูปเช็กอินได้แบบจุใจ กิมมิคของ French Village นั้นต้องขอยกให้ความสวยงามของโบสถ์ Saint Danis ที่จำลองโบสถ์ Cathédrale Notre-Dame de Paris ของกรุงปารีสมาตั้งไว้ และตกแต่งด้านในโบสถ์โดยใช้กระเบื้องปูพื้นสีน้ำตาลตัดกับสีขาวสไตล์ Neo-Colonial ที่เสริมให้โบสถ์นี้ดูขลังขึ้นอีกหลายเท่า

พอเริ่มค่ำลงนักท่องเที่ยวเริ่มบางตาและหมอกหนาเริ่มเข้ามาแทนที่ เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ก็จะเริ่มเปิดไฟประดับระยิบระยับแล้วดูโรแมนติกขึ้นกว่าเดิมจนต้องตกหลุมรักเลย


Alpine Coaster

อีกหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้เมื่อมาถึง Bana Hills คือการทำกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นหวาดเสียวใน Fantasy Park หรือ Game Center สนุก ๆ ชั้นใต้ดิน ที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัยตลอดทั้งวัน เพราะที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นสวนสนุกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเวียดนามเลยทีเดียว และแน่นอนว่าค่าเข้าสถานที่ต่าง ๆ ของ Bana Hills ที่เราได้ทำการจองผ่าน Klook ก็รวมหมดทุกอย่างแล้ว

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

แต่ที่อยากแนะนำที่สุดคือ ‘Alpine Coaster’ รถรางที่ไหลไต่ระดับความสูงหลายร้อยเมตรไปตามไหล่เขา ที่อยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ที่มาได้ลองนั่งด้วยตัวเองสักครั้งนึง รับรองว่าต้องติดใจขอต่อรอบสอง สาม สี่ ไปเรื่อยๆ เพราะช่วงก่อนโควิดมีรางเดียวแต่ตอนนี้เพิ่มรางใหม่เข้ามาเกือบ 3 ราง ทำให้ไม่ต้องรอต่อคิวนาน และระหว่างรถเคลื่อนที่ไปตามราง เราก็จะได้ชมทัศนียภาพรอบๆ หุบเขาได้ทั่วแทบจะครบแบบ 360 องศา เป็นเครื่องเล่นที่ไม่เร็วจนเกินไป มีเวลาชมวิวและให้หน้าได้สัมผัสไอหมอก สนุกมาก อยากให้มาลอง


Golden Bridge

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

เช้าวันต่อมาเรารีบตื่นแต่เช้า ถ้าใครจำภาพฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ยื่นมาโอบรับสะพานลอยฟ้าสีทองท่ามกลางหมอกหนา จนกลายเป็นภาพซิกเนเจอร์ของประเทศเวียดนามได้แล้วละก็ ที่นั่นคือ ‘Golden Bridge’ ที่เรากำลังยืนอยู่ขณะนี้

Golden Bridge กลายเป็น Destination ใหม่และ Photogenic Spot ที่ต้องปักหมุดมาเยือนเพื่อเก็บภาพความปังไปอัพภาพโชว์ความสวยจริงแบบไม่จกตาให้ชาวโลกได้เห็น โดยสะพาน Golden Bridge มีความสูงถึง 1,400 เมตร และยาวกว่า 150 เมตร ให้เราเดินชมภาพมุมสูงและเดินผ่านม่านหมอกไปตามแนวเขา

*นี่คือข้อดีของการนอนบน Bana Hills เพราะเราจะได้มาจุดนี้แบบไม่มีคนเลยตั้งแต่เช้าตรู่เพราะถ้าเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวที่มาแบบเช้าเย็นกลับขึ้นมาเมื่อไหร่… บริเวณสะพานจะแทบไม่มีที่ยืนเลยจ้า*


Pullman Danang Beach Resort

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

เราเดินทางกลับเข้าเมืองดานังหลังจากที่ยืนชื่นชมหมอกอยู่พักใหญ่ โดยแพลนเราคือพักที่ดานังอีก 2 คืน และไปเที่ยวฮอยอันแบบ 1 วัน เหตุผลที่ไม่อยากไปนอนฮอยอันเพราะไม่อยากย้ายกระเป๋าและที่นอนบ่อยๆ แถมจากตัวเมืองดานังไปฮอยอัน ใช้เวลาแค่ประมาณ 40 นาที อยู่ได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เลยขอเลือกนอนแบบสบายๆ ที่เดียวไปเลยดีกว่า ทริปนี้เลยพักผ่อนกันที่ ‘Pullman Danang Beach Resort’ เป็นโรงแรม 5 ดาวในเครือ Accor ตั้งอยู่บริเวณ My Khe Beach เลย ได้ฟีลสัมผัสคลื่นทะเลและเดินลงไปยังชายหาดได้เพียงไม่กี่ก้าวเดิน และนอนชิลอาบแดดให้ผิวแทนสวยได้เลย หรือถ้าใครอยากเริ่มต้นเล่นเซิร์ฟเราก็ขอแนะนำที่นี่เลยเพื่อนเราออกไปโต้คลื่นทุกเช้า (ไม่เหมาะกับ Beginner เพราะคลื่นแรง)

เราเลือกพักห้องแบบ Junior Suite ที่เตียงนุ่มมาก Facilities ครบครัน แถมเป็น Ocean View และมี Jacuzzi อย่างดีสะดวกสบาย แถมอาหารเช้าก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบ American Breakfast อาหารเวียดนาม และอาหาร Vegan พร้อมด้วยเมนูเบเกอรี่ที่อร่อยทุกอย่างจนต้องหยิบชิมแถบทุกอัน

ที่โรงแรมยังมีกิจกรรมให้ทำค่อนข้างหลากหลาย เช่น เรียนทำกาแฟเวียดนาม เราลองแล้วขอเป็นคนชิมดีกว่า 555 Vietnamese Egg Coffee นั้นไม่ง่ายเลย 555 หรือเล่นเซิร์ฟที่ริมชายหาด เดินเล่นหาด My Khe ตอนเย็นก็เป็นความคิดที่เยี่ยมเลย เพราะอากาศดีมากๆ และถ้าไม่รู้จะไปกินมื้อเย็นที่ไหน ในโรงแรมมี Signature Dish อย่าง Hot Rock Seafood และ Hydrogen Ice Cream อร่อยใช้ได้เลย!


Ba Duong

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

จาก Bana Hills มาถึงโรงแรม เราใช้เวลาจัดแจงและเอกเขนกประมาณครึ่งวัน ก่อนออกมากินมื้อเที่ยงร้านที่เรารักที่สุดในดานัง คือ ‘Ba Duong’ กินแหนมเนืองมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำก็ไม่มีที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่ ร้านขายแหนมเนืองและขนมเบื้องญวณที่ขอเคลมเองจัดอันดับเองว่าอร่อยที่สุดในดานัง 555555 แม้หน้าตาร้านจะดูธรรมดาแต่รสชาติไม่ไก่กา เพราะเสิร์ฟหมูมาเป็นไม้ๆ หนึ่งไม้พอดีต่อหนึ่งคำ พร้อมขนมเบื้องญวนที่กินเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ขอสั่งเพิ่มจัดเต็มมาให้เต็มโต๊ะ เราชอบแป้งแหนมเนืองเวลากินที่เวียดนามอย่างนึงคือ แป้งที่นี่จะเป็นแบบแห้งๆ ไม่ต้องแช่น้ำทิ้งไว้ เราว่าแบบนี้อร่อยกว่า บอกเลยว่ากินกัน 5 คน แต่หมดไม่ถึงพัน! อาหารเวียดนามอร่อยๆ แบบนี้ ถ้าหาทานที่บ้านเราก็แพงมาก แต่พอมากินที่นี่เหมือนสั่งก๋วยเตี๋ยวราคาเบามากินชามนึงเลย ที่สำคัญคือแม้เป็นร้านบ้านๆ ห้องแถวธรรมดาแต่ก็สะอาดสะอ้านมาก


Yenday Café / Local Café

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

เพราะสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เวลามาเที่ยวคือการได้เช็คอินคาเฟ่เก๋ๆ  และแวะพักนั่งจิบกาแฟเติมคาเฟอีนให้ร่างกายสูบฉีด เพื่อเติมพลังให้วันนี้เที่ยวต่อได้แบบเต็มที่กับ ‘Yenday Café’ คาเฟ่บรรยากาศสบายๆ ที่ตั้งอยู่ในตึกและตกแต่งสไตล์เกาหลีเกาใจโทนสีอบอุ่นเอาใจคนที่ชอบถ่ายรูป โดยเฉพาะชั้นบนมีดาดฟ้า และ Courtyard ตรงกลางให้นั่งรับลมชมธรรมชาติและโพสต์ท่าถ่ายรูปคู่กับเมนูเครื่องดื่มและขนม ที่เค้าทำออกมาอร่อยทั้งรสชาติและหน้าตาที่ดูดี ที่สำคัญราคาเป็นมิตรจนต้องให้คะแนน 10 เต็ม 10 แบบไม่หัก

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

หรือถ้าใครอยากได้บรรยากาศแบบโลคอลมากๆ แนะนำว่าให้หาร้านกาแฟที่มีเก้าอี้วางเป็นตับอยู่หน้าร้าน จะได้ฟีลแบบ Traditional ขึ้นมานิดนึง ราคาถูกกว่านิดหน่อย แต่ได้ Experience เช่นสั่งกาแฟเย็น ได้กาแฟร้อน + ชามใส่น้ำแข็ง 555


My Khe Beach

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

พอคล้อยบ่ายแดดเริ่มตก เราก็แวะกลับมาที่โรงแรมก่อนเดินเล่นเลียบชายหาดจากโรงแรมไปเรื่อยๆ เจอคนเวียดนามออกมาทำกิจกรรมกันเยอะมาก ทั้งพาลูกมาเล่นทราย นอนอาบแดด รวมไปถึงกิจกรรมที่เพื่อนๆ อาจคิดไม่ถึงอย่างการเล่นเซิร์ฟ! เพราะคลื่นลมของที่นี่ก็แรงใช้ได้เหมาะที่จะเริ่มต้นหรือเปลี่ยนบรรยากาศมาเล่นเซิร์ฟสนุกๆ ที่ต่างประเทศกัน

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

แนวชายฝั่งของที่นี่ล้อมรอบไปด้วยต้นมะพร้าวเป็นหย่อมๆ  แต่ละจุดก็จะมีเก้าอี้เอนพร้อมร่มชายหาดแบบเก๋ๆ วางไว้ให้ถ่ายรูป และแวะนอนเล่นพักผ่อนหลบแดดฟังเสียงคลื่นทะเล ที่สำคัญ My Khe Beach ยังติดอันดับชายหาดที่ดีที่สุดสิบอันดับแรกจาก Forbes และ The Sydney Morning Herald ของออสเตรเลียด้วยนะว่าไป แต่จากที่เห็นมันก็สะอาดสะอ้านตลอดทั้งแนวจริงๆ สิ่งที่ควรระวังให้มากคือคลื่นลมค่อนข้างแรงถ้าจะเล่นน้ำ และว่ายน้ำไม่เก่งควรสวมเสื้อชูชีพ


Seafood Seafood Seafood!

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

มื้อเย็นๆ ปิดท้ายวันนั้น มาเที่ยวดานังเมืองชายทะเลที่ขึ้นชื่อแบบนี้ ก็ขอให้มีซีฟู๊ดซักมื้อ! เราขอพาไปกินซีฟู้ดของดีของเด็ดเมืองดานัง ที่แค่เดินเลียบไปยังชายหาด My Khe Beach ก็ได้ทานซีฟู้ดสดๆ อร่อยรสชาติถูกปาก เพราะมีหลายร้านให้เลือกจิ้มกันแบบสด ๆ เลย

แต่เราขอแนะนำให้ซื้ออาหารทะเลเป็นกิโลและให้เค้าทำเมนูตามที่เราอยากได้จะคุ้มกว่าซื้อกุ้งเป็นตัว หรือสั่งเป็นจานๆ ขอเตือนอีกอย่างเวลานั่งทานอาหาร พนักงานเค้าจะวางกระดาษทิชชูเปียก ถั่ว ผลไม้ ก่อนเสิร์ฟอาหาร ให้รีบปฎิเสธเพราะเค้าคิดตังค์ทุกอย่างไม่ใช่ฟรี และไม่ใช่เซอร์วิสของร้าน ถ้าไม่เอาให้ปฏิเสธแต่แรกหรือคุยกันก่อนให้เคลียร์


Linh Ứng

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

เช้าวันที่ 3 ก่อนจะไปเที่ยวฮอยอันตามแพลน ช่วงเช้าเรายังพอมีเวลาเที่ยวดานังอีกนิดหน่อย เพราะถ้าไปฮอยอันเลยมันจะร้อนมากๆ เราเลยแวะไปขอพรเอาฤกษ์เอาชัยกันต่อที่วัดหลินอึ๋ง (Phap Lam Pagoda) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนแหลม Son Tra สร้างขึ้นด้วยหินอ่อนสวยงามและยิ่งใหญ่จนเราประทับใจในความเวอร์วัง และมีเจ้าแม่กวนอิมปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดในเวียดนามยืนหันหน้าออกทะเล ซึ่งชาวเวียดนามต่างเชื่อกันว่าเจ้าแม่กวนอิมกำลังประทานพรให้ชาวประมงและผู้คนที่สัญจรไปมาเดินทางอย่างปลอดภัย รวมถึงเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก


Gram Café

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

เรากลับมาแวะคาเฟ่สวยๆ ในเมืองดานังอีกที่นึงชื่อว่า Gram Café มู้ดอบอุ่นมากๆ ที่สำคัญขนมโคตรอร่อย! แถมกาแฟก็ราคาไม่แพง ทั้งคุ้กกี้ ชีสเค้ก อะไรๆ ก็ดีหมดเลย แถมพนักงานและเจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษได้ฉะฉานมาก แนะนำที่เที่ยว ที่กิน และชวนคุยได้สนุก ร้านนี้ถ้าใครเคยมาก่อนโควิดไม่เคยเจอแน่นอน เพราะพึ่งเปิดเมื่อปีที่แล้วนี่เอง


Coconut Forest

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

ระหว่างทางจากดานังไปฮอยอัน เราแวะกันที่ Coconut Forest หมู่บ้านที่โด่งดังเรื่องเรือกระด้ง ที่นี่ห่างจากดานังประมาณ 30 นาที และอยู่ห่างจากฮอยอันแค่ประมาณ 10 นาทีเท่านั้น เราแวะที่นี่เพื่อล่องเรือกระด้งชมวิว เพราะมันเป็นเหมือน Signature ของเวียดนามเลยแหละ เป็นไม้ไผ่สานและผ่านกรรมวิธีของเค้าที่ทำให้น้ำมันไม่เข้า มีลักษณะเหมือนฝาชีแต่เราสามารถเข้าไปนั่งตรงกลางได้ เหมือนนั่งรถบั้มในน้ำ  

พอพายไปถึงกลางน้ำ แก๊งคนพายก็แท็กทีมกันหมุนเรือให้เป็นวงกลม พร้อมโชว์สเต็ปลีลาการควงไม้พาย หมุนเรือกระด้งตามจังหวะเพลงเกาหลีบ้าง หญิงลีบ้าง ส่ายนิดโยกหน่อยตามเพลงดังที่ทำเอาเราใจหายใจคว่ำเพราะกลัวเรือจะคว่ำแทนลงมาแทน 5555

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

แนะนำให้เดินทางมาพายเรือกันในช่วงเช้าหรือเย็นไปเลย เพราะแดดจะกำลังดีไม่ร้อนมากจนเกินไป และได้สัมผัสบรรยากาศ วิถีชีวิตริมแม่น้ำของคนเวียดนามแบบเพลินๆ โดยจะมีคนพายเรือตามติดนั่งไปกับเราคนละกระด้ง เพราะถ้าให้พายเองเราคงล้มคว่ำลงไปในน้ำก่อนได้รูปสวยๆ มาฝากเพื่อนๆ แน่นอน

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam


Bale Well Restaurant

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

มาถึงฮอนอันแล้วเราแนะนำให้ทานร้านนี้มากๆ Bale Well Restaurant เป็นร้านแหนมเนืองชื่อดังของฮอยอันที่คนท้องถิ่นเองก็ชอบมากิน มีเมนูแค่ 4 อย่างเท่านั้น คือขนมเบื้องญวน, ปอเปี้ยะทอด และแหนมเนือง แต่ความพิเศษของร้านนี้คือปกติแหนมเหนืองจะมาเป็นหมูก้อนๆ แต่ร้านนี้มีแบบหมูย่างด้วย เพิ่มความอร่อยเข้าไปอีกเพราะหมูย่างมันฉ่ำ! คืออยากห่อข้าวเหนียวมาจากไทยเลยอะ เป็นหมูที่ไม่มีมันแต่นุ่ม หอม กินกับแป้งกับผักคือดีมากๆ มาถึงฮอยอันแล้วควรมากินร้านนี้จริงๆ แถมราคาคือจิ้บๆ เหมือนสั่งอาหารตามสั่งบ้านเรา


Hoi An

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

เราใช้เวลาครึ่งบ่ายจนถึงค่ำในเมืองเก่าฮอยอัน พร้อมเช่าจักรยานส่วนตัวไว้คนละคัน คันละ 150,000 ดองหรือประมาณ 200 บาทเอาไว้ขับเล่นชมวิวในเมืองเก่า ฮอยอันนั้นเคยเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ในสมัยก่อนที่คึกคักและเต็มไปด้วยบรรดาชาวต่างชาติที่เข้ามาแลกเปลี่ยนขนย้ายสินค้า และเป็นอีกหนึ่งเมืองเก่าที่ผ่านตามาจากละครช่องสามเรื่อง ‘ฮอยอันฉันรักเธอ’ ก่อนจะกลายมาเป็นความทรงจำดี ๆ ที่เราอยากกลับมาเยือนอีกครั้งในทุกๆ ปี (บอกเลยว่าเรามาฮอยอันประมาณ 4-5 รอบแล้วแบบส่วนตัวเพราะชอบ Vibes ของที่นี่มาก โดยเฉพาะหน้าหนาวคือฟินสุด)

ฮอยอันเป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารักและเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตึกสีเหลืองมัสตาร์ดที่คุ้นตา รวมไปถึงการอนุรักษ์ชุมชนด้วยการรักษาอาคารเก่า และดูแลสถานที่ท่องเที่ยวอย่างดี ทำให้เมืองฮอยอันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกที่ใครๆ ก็ต่างอยากมาเยือน บนถนน ‘Tran Phu Street’ ซึ่งเป็นเส้นหลักของที่นี่จึงเต็มไปด้วยรถจักรยานสามล้อเบาะแดงที่เรียกว่า ‘แซบาแบ้ง’ หรือ ‘Cyclo’ และบรรดานักท่องเที่ยวที่แต่งตัวมาในลุคชิลล์ๆ สวมหมวก Nón Lá หรือหมวกทรงกรวยแหลม เดินจิบน้ำดอกบัวกันทั่วบ้านทั่วเมือง และเราเองก็ไม่พลาดที่จะเช่าจักรยานมาขับเล่นเพื่อชมความสวยงามจุดต่าง ๆ ของฮอยอันไม่ว่าจะเป็น วัด ริมฝั่งแม่น้ำ คาเฟ่ โฉบเข้าร้านอาหารโลคอล และซื้อของฝากที่ร้านขายของที่ระลึกกลับไปฝากเพื่อนๆ วันไหนอากาศดีๆ ก็จะได้เห็นสาวๆ สวมชุดอ่าวหญ่ายเดินขวักไขว่ไปมาโพสท่าสวย ที่นี่จึงกลายเป็นเมืองที่น่ารักและดูเป็นมิตรมากๆ อีกเมืองหนึ่งที่เราชอบมากที่สุด

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

อีกหนึ่งจุดที่เราปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ และแวะชมคือ ‘Japanese Covered Bridge’ หรือสะพานญี่ปุ่น แลนด์มาร์กสำคัญในเมืองฮอยอันที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนี้ เพราะสะพานแห่งนี้ถูกสร้างโดยชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาพักอาศัยในเมืองเมื่อประมาณ 400 ปีก่อน โดยตั้งใจเชื่อมชุมชนเวียดนามและญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกันเหนือแม่น้ำทูโบน โดยเราจะเห็นว่าสะพานออกแบบให้คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นหลังคาลอนที่มุงด้วยกระเบื้องสีเขียวและเหลือง จุดนี้ก็จะเป็นจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีคนแวะเวียนมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกและมีคู่รักมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันตลอดทั้งวัน

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

กิจกรรมยอดฮิตอีกอย่างของคนมาเที่ยวฮอยอันคือหาคาเฟ่ที่มี Roof Top เพื่อดูวิวบ้านเมืองสีมัสตาร์ดจากบนดาดฟ้า เดี๋ยวนี้ร้านหายไปเยอะ แต่ก็ยังพอมีอยู่บ้าง แต่อยากบอกว่ามันไม่ได้สวยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อาจจะเป็นเพราะสีเหลืองๆ ตามบ้านเรือนนั้นมันจางลงไปเยอะจริงๆ แต่ถ้าโชคดีเจอพระอาทิตย์ตกสวยๆ ก็น่าจะไหวอยู่ แต่… เราไม่เจอ

พอฟ้าเริ่มมืด ทั้งเมืองฮอยอันจะประดับไปด้วยแสงจากโคมไฟที่มีสีสันสวยงามสลับกันไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ทำให้บรรยากาศของทั้งเมืองชวนโรแมนติกเป็นที่สุด อีกหนึ่งโลเคชั่นที่ไม่ควรพลาดเพราะสวยงามสมคำร่ำลือ คือฝั่งตรงข้ามเมืองเก่าที่แค่ข้ามสะพานไป ก็จะกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ให้ฟีลเหมือนถนนคนเดินเชียงใหม่ที่เราคุ้นเคย และวางขายโคมไฟเรียงสลับกันสวยงามจนกลายเป็นแลนด์มาร์กที่ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูป เมื่อก่อนแม่ค้าอาจจะหน้ามุ่ยที่ร้านตัวเองกลายเป็นแลนด์มาร์คที่ต้องมาเช็คอิน แต่ปัจจุบันนั้น.. นางผันตัวเองจากร้านขายโคมมาเป็นร้านถ่ายรูปซะเลย ทุกร้านเซ็ตเหมือนฉากถ่ายรูปที่เราสามารถซื้อพร็อบคือโคมได้ด้วย 5555 แถวๆ นั้นก็มีสตรีทฟู้ดร้านกระจุกกระจิกจิกเป็นรถเข็นขายตามทางของอร่อยๆ ที่เราชอบคือมะกอก มะม่วงคลุกน้ำปลาหวานเวียดนาม และพิซซ่าเวียดนาม กับพวกของแห้งต่างๆ อร่อยดี

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

เราเลือกปิดท้ายฮอยอันด้วยกิจกรรมที่มากี่รอบๆ ก็ไม่เคยจะทำเลยนั่นคือการล่องเรือในแม่น้ำทูโบน ที่ใจอ่อนรอบนี้เพราะไปสัญญากับป้าเวียดนามไว้ว่าจะนั่ง ซึ่งนางก็ตื้อตลอดเวลา ค่าเรือประมาณ 250 บาทต่อ 30 นาทีนั่งได้ประมาณ 4 คน แต่จะบอกว่าไม่ผิดหวังนะ เพราะสวยจริงๆ โดยเฉพาะเวลาเราอยู่ในเรือ เราจะเห็นแสงระยิบระยับจากโคมไฟของเรือลำอื่นๆ ใกล้เคียง สวยแบบประทับจิตประทับใจ เรือจะค่อยๆ พายและพาเราลัดเลาะสองฝั่งแม่น้ำไปเรื่อยๆ เป็นเวลากว่า 30 นาที คนพายเรือจะจัดแจงแจกกระทงกระดาษให้เราคนละหนึ่งอันเพื่อลอยลงสู่แม่น้ำเป็นการยืนยันว่าเรามาถึงดานัง-ฮอยอัน เมืองมรดกโลกของเวียดนามแล้วจริงๆ

เราใช้เวลาในฮอยอันจนถึงค่ำ แล้วกลับมาพักผ่อนที่โรงแรมชิลๆ ในคืนสุดท้าย กับอีกครึ่งวันของวันที่ 4 ก่อนเตรียมตัวบินกลับกรุงเทพ นี่เป็นทริป 4 วัน 3 คืนที่ไม่เหนื่อยเกินไป แถมใช้งบไม่เยอะแต่ กินดี นอนดี เดินทางดี และสถานที่ท่องเที่ยวคือดีมาก เราว่าดานังเป็นทริปที่เหมาะกับทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะมากับแฟน แก๊งค์เพื่อนหรือครอบครัวก็เอ็นจอยกันได้ทุกกลุ่ม ที่นี่เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ลุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมอันเก่าแก่ ธรรมชาติสวยงามอลังการ และเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิกที่มีเรื่องราวน่าสนใจจนอยากให้ลองมาสักหน ประเทศเปิดแล้วนะ อย่ากลัวและกังวลจนไม่สนุก ออกเดินทางตามรอยพวกเรา และให้แอร์เอเชียและ Klook เป็นตัวช่วยที่ดีในการวางแผนการเดินทางกันนะ มันจะช่วยฮีลใจเธอและทำให้หายคิดถึงการเดินทางต่างประเทศได้เยอะเลย 😊  

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

Da Nang, A Contemporary Sense in Central of Vietnam

Booking.com
Input your search keywords and press Enter.