Now Reading:

There is more in MACAU.

 มันมีอะไรน่าเที่ยวบ้างอะ!’ นี่คือคำถามของคนรอบตัวหลังจากที่รู้ว่าเราพึ่งไปเที่ยวมาเก๊ากันมาแบบ  3วัน 2คืนเต็มๆ แถมเที่ยวเฉพาะมาเก๊าอย่างเดียวนะ ไม่ได้เลือกที่นี่เป็นเมืองผ่านหรือมาแบบผิวเผินเช้าเย็นกลับ เพราะตั้งใจว่าอยากซึมซับและรู้จักเมืองนี้มากขึ้น แถมทุกวันนี้มีน้อยเมืองมากที่เราสามารถสัมผัสวัฒนธรรมแบบผสมผสานโปรตุเกสตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคม มาเก๊าคือหนึ่งในเมืองเหล่านั้นที่เราสามารถบินตรงมาเที่ยวได้ง่ายๆ ได้สัมผัสทั้งวัฒนธรรมแบบมาเก๊า และมีกลิ่นอายความเป็นโปรตุเกสนิดๆ ที่ยังหลงเหลือในสถาปัตยกรรมสวยๆ ให้เราได้ฟินกับการถ่ายรูปอาหารและทาร์ตไข่แสนอร่อยที่ชิ้นเดียวไม่เคยพอ เพราะฉะนั้นทริปนี้เราขอพาทุกคนเที่ยวมาเก๊าแบบตั้งใจเที่ยว แวะถ่ายรูปตามจุดฮิปให้ได้มุมชิคกลับไปลงอินสตาแกรม ที่สำคัญที่สุดคือ มาเก๊าค่าครองชีพไม่แพงอย่างที่คิด เกาะเล็กเที่ยวง่ายและสะดวกมากกว่า งบน้อยเที่ยวได้ฟิน กินอิ่มท้องกว่าเดิมด้วยแก๊

Fly Direct to macau with Thai AirAsia

แอร์เอเชียเป็นสายการบินราคาประหยัดเพียงสายการบินเดียวของไทยที่บินตรงจากกรุงเทพ(ดอนเมือง) สู่มาเก๊ามากที่สุด 4 เที่ยวบินต่อวันตั้งแต่เช้ายันเย็น แถมบินตรงด้วยเครื่องลำใหญ่อย่าง A320 ด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้น ด้วยไฟลท์ที่เยอะและถี่ตลอดทั้งวันทำให้ค่าตั๋วของบินตรงไปมาเก๊าราคานั้นมีให้เลือกหลากหลาย เพื่อนๆ สามารถบินตรงจากกรุงเทพได้ในราคาประหยัด เหลือเงินเป็นกอบเป็นกำสำหรับซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่มเผื่อช๊อปกระจาย เราขอแนะนำให้จองแบบ Value Pack หรือแพ็คสุดคุ้มที่รวมมาแล้วทั้งอาหาร ที่นั่งแบบ Hot Seat และน้ำหนักกระเป๋าพร้อมประกันการเดินทาง ถ้าซื้อแบบแพ็คสุดคุ้มจะประหยัดกว่าเดิมมากถึง 20% เชียวหละ

ส่วนเพื่อนๆ ที่อยู่ตามหัวเมืองต่างๆ ก็อย่าน้อยใจไป เพราะแอร์เอเชียยังมีเที่ยวบินตรงจาก เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต อู่ตะเภาและใหม่ล่าสุดอย่างเชียงราย บินตรงสู่มาเก๊าด้วย ไม่ต้องเสียเวลาแวะมาเปลี่ยนเครื่องบินที่กรุงเทพอีกต่อไป ประหยัดทั้งเงิน ประหยัดทั้งเวลา จองได้เลยวันนี้ที่ www.airasia.com

 

Ruin of St.Paul and Love Lane

นี่คือสัญลักษณ์ของเมืองมาเก๊าเลยก็ว่าได้ เพราะ Ruin of St.Paul นั้นอยู่มายาวนานเหลือเกิน แม้จะถูกไฟไหม้หลายรอบจนเหลือแค่ประตูบานเดียว ชาวมาเก๊าก็ช่วยกันบูรณะให้บานเดียวที่เหลือนั้นสวยงามน่าเกรงขาม ประตูโบสถ์ St. Paul ที่เหลืออยู่เพียงด้านเดียวนั้นสูงถึง 5 ชั้นและมีบันไดหินทอดยาวขึ้นไป ส่วนด้านหลังของประตูบานเดียวนี้เป็นพิพิธภัณฑ์และที่เก็บศพของนักบุญผู้ก่อตั้งโบสถ์แห่งนี้ เอาหละค่ะ! เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยพอหอมปากหอมคอ มาถึงทั้งทีจะยืนตรงๆ ด้านหน้าโบสถ์ก็อาจจะเก๋น้อยไปเพราะฉะนั้นต้องหามุมดีๆ ซักหน่อย

แนะนำให้หันหน้าเข้าประตูโบสถ์จะเจอกับถนน Love Lane อยู่ด้านซ้ายมือให้เดินลงบันไดมานิดนึง จะเจอกันถนนที่ทากำแพงหลากสี และมีโฮสเทลชิคๆ อยู่ เราขอเตือนว่าทางเดินมันเป็นขั้นค่อนข้างเยอะให้เดินกันอย่างระมัดระวังจะถ่ายรูปสวยแน่นอน ทำหน้าจิกกล้อง แต่งชุดสีแดงๆ โอ้ยเริ่ด!

ส่วนอีกทางนึงถ้าหันหน้าเข้าประตูโบสถ์แล้วมองมาด้านขวามือจะเจอสวนสาธารณะเล็กๆ ให้เดินขึ้นมาได้เลยไม่เสียค่าเข้า จะเจอมานั่งเล็กๆ แนะนำให้มานั่งถ่ายรูปเห็นโบสถ์ St.Paul มุมสูงทั้งโบสถ์ก็เก๋ไปอีกแบบ ส่วนด้านหน้าของบันไดทางขึ้นโบสถ์จะเต็มไปด้วยร้านขายของฝากต่างๆ ของยอดฮิตคือพวกหมูแผ่น หมูหยอง ทองม้วนไส้หมูหยองชิมก่อนซื้อด้วยนะ

 

Famouse bib gourmand noodle!

จริงๆ จากโบสถ์ St.Paul เดินทะลุมานิดเดียวจะเจอกับย่านช๊อปปิ้งเหมือนสยามร้อนที่ชื่อว่า Senado Square แต่เราขอข้ามไปก่อนเพราะวันแรกที่มาถึงตรงกับวันหยุดคนแน่นมากกลัวจะช๊อปปิ้งได้ไม่สุด เลยแวะมากินร้านบะหมี่ชื่อดังที่ลองทานแล้วก็หลงรักเลยอย่าง Wong Chi Kei ร้านนี้ดังบะหมี่เกี๊ยวน้ำนั่นแหละ เส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปร้อนกลมกล่อม สั่งผักคะน้าฮ่องกงราดน้ำมันหอยมากินคู่กัน พร้อมกับเกี๊ยวหมูทอดเริ่ดๆ (อร่อยมาก) จิบน้ำชาร้อนไปพลางๆ อื้อหือ เป็นสวรรค์ของคนหิวที่ดีจริงๆ เอ้อ! อีกอย่างนึงที่ประทับใจคือร้านสะอาดมาก

 

Start Walking Tour from Happiness Street to Tap Seac Square and Gallery

ตอนได้ยินคนเรียกชื่อถนนนี้ว่า Happiness Street นี่ก็ยืนงงอยู่นะ ว่ามันแฮปปี้ยังไงวะ! สรุปไปอ่านประวัติย้อนหลังว่าปรากฏว่าย่านนี้ในอดีตคือย่านโคมแดง มานามนมตั้งแต่สมัยราชวงศ์ Qing เลยนะ ชื่อภาษาโปรตุเกสเรียกถนนนี้ว่า Rua de Felicidade (Search ใน Google Map ให้ใช้ชื่อนี้) แปลว่า Happiness Street จึงเป็นของความสุขในย่านนี้ที่ปัจจุบันได้ปิดตัวลงไปและเปลี่ยนเป็นร้านขายของแทน หลงเหลือเพียงตึกสองชั้นสีแดงคลาสสิคที่มีรอยยิ้มและความแซ่บของย่านนี้ซ่อนอยู่ แวะมาเดินเล่นเก๋ๆ ถ่ายรูปกันได้

 

Albergue SCM

ตึกสีเหลืองมัสตาร์ดสีสดใส ฉาบลงบนอาคารสองชั้นที่อายุมากเกือบ 200 ปีและมีต้นการบูรต้นใหญ่อยู่ตรงลานตรงกลาง ที่นี่ถูกเปลี่ยนจากที่พักคนจนในอดีตให้กลายเป็นจุดแสดงงานศิลปะต่างๆ ด้านล่างของตึกมาคาเฟ่และร้านอาหารเล็กๆ รวมถึงขายของที่ระลึกต่างๆ เสียดายว่าเราเวลาน้อยเลยแค่แวะมาดูต้นการบูรเฉยๆ เพราะเห็นในรูปแล้วน่ารักดี ของจริงก็น่ารักมากๆ เลย คือชื่นชมที่เค้าสามารถรักษาทั้งตึกเก่าโบราณแบบนี้และต้นไม้ไปพร้อมๆ กับกรพัฒนาเมืองได้ ถ้าอยากหาที่ปลีกวิเวก ที่นี่ก็เงียบใช้ได้เลยหละ

 

Tap Seac Square and Gallery

ตอนแรกก็เด๋อด๋าอ่านย่านนี้ว่า แท๊ปแซ็ก แต่คนมาเก๊าบอกว่า ‘ไม่ใช่ค่ะ เค้าเรียกว่าย่าน ทัปเส็ก ต่างหากค่ะคุณ’ 55555 ย่านนี้เป็นอาคารอนุรักษ์โบราณที่ถูกเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์และบางส่วนก็เปิดให้เค้าชมฟรีด้วย บอกเลยว่าถ้า Walking Tour จาก Happiness Street  นั้นแวะถ่ายรูปมาได้ตลอดทาง มาเหนื่อยๆ ถึงตรงนี้แวะเข้ามิวเซียมเดินตากแอร์ซักพักก็มีแรงเดินต่อไปถึงฮ่องกงเลย นี่คือความพิเศษของมาเก๊าที่เดินถึงกันหมดและแวะถ่ายรูปได้ตลอดทาง

 

Macau Fisherman’s Wharf

บอกเลยว่ามาเที่ยวมาเก๊าคนในกรุ๊ปควรมี 1. คนที่ชอบถ่ายรูปเก๋ๆ 2. คนที่ชอบถ่ายรูปของคนที่ชอบถ่ายรูปเก๋ๆ 555 ถ้ามีสองคนนี้ในทริปบอกเลยว่ามันส์ค่ะ เพราะมันจะผลัดกันถ่ายรูปทั้งวันทั้งคืนเผลอๆ มาเที่ยว 3 วันอาจจะลงไปได้อีก 3เดือน เรานั่งแท็กซี่จากทัปเส็กมาที่นี่ Macau Fisherman’s Wharf เพราะเดินไม่ไหวแล้ว ค่ารถแท็กซี่ที่นี่ไม่โหดเกินไป คันนึงนั่งได้ 4 คนก็แทบไม่ต่างจากนั่งแท็กซี่ที่กรุงเทพนั่นแหละ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวริมอ่าว โดยดัดแปลงให้เหมือนอยู่ในยุโรป เค้าเรียกโซนนี้กันว่า East Meets West มีการจำลองโคลอสเซียมมาให้เราได้เค้าไปเล่นใหญ่ถ่ายรูปกันพลาง

Affordable to stay chic in Macau

จากนั้นเราก็กลับไปเช็คอินโรงเรมเพื่อล้างเนื้อล้างตัวเตรียมพร้อมสำหรับออกมาตะลุยราตรีค่ำคืนนี้ โรงแรมที่เราเลือกนอนกันทริปนี้ หลังจากเคยนอนในคาสิโนหรูๆ กันแล้ว อยากแนะนำโรงแรมเผื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากนอนสบายๆ สะอาดและราคาไม่แพง เราพักที่ Caravel Hotel เป็นโรงแรมเปิดใหม่ได้ไม่นาน สะอาดสะอ้านและราคาไม่แพงเลยคืนละ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น สำหรับคนที่จะมาเที่ยวมาเก๊าให้เลือกค้างมาเก๊าในคืนวันอาทิตย์-พฤหัสบดี เพราะค่าที่พักจะถูก

Macau Strip อีกมุมนึงของมาเก๊าที่เหมือนเป็นของคู่กันที่หลายคนรู้คือมาเก๊าเป็นเมืองแห่งการเสี่ยงโชค ปฏิเสธไม่ได้หรอก แม้หลายคนจะบอกว่าให้มองข้ามเรื่องคาสิโนไป แต่เรากลับมองว่ามันคือสีสันที่ทำให้มาเก๊ามีเอกลักษณ์และดูสนุกขึ้นจริงๆ ทั้งโชว์ฟรีที่โรงแรมเครือใหญ่ๆ มอบให้ หรือตึกอลังการยิ่งใหญ่ที่แค่เดินเข้าไปถ่ายรูปก็คุ้มแล้ว คืนนี้เรามาดูน้ำพุแห่งความร่ำรวย และมังกรแห่งความโชคดี 555 จำไม่ได้ว่าติดปากชื่อภาษาไทยแบบนี้มาจากไหน สงสัยจำมาจากทัวร์ไทยนี่แหละ แต่ชื่อภาษาอังกฤษของมันคือ Performance Lake and Dragon of Fortune เป็นโชว์น้ำพุเต้นระบำและโชว์มังกรยักษ์ ในโรงแรม Wynn Macau โดยโชว์น้ำพุจะมีทุกๆ 15 นาทีตั้งแต่ 11.00 – 22.00 ส่วนโชว์มังกรจะมีทุกๆ 30  นาทีตั้งแต่ 10.00-24.00 น.

DAY 2 : More Fun in Macau!

เข้าวันที่ 2 ของการเที่ยวมาเก๊า วันนี้เราเริ่มจากการออกเดินทางเพื่อไปสัมผัสวัฒนธรรมมาเก๊าแบบดั้งเดิมกันบ้าน เราเริ่มวันที่ 2 กันที่วัน A-Ma Temple ไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยกันซะหน่อย ใครบอกเป็นวัยรุ่นมาเที่ยวไม่ชอบเข้าวัดนี่ไม่จริงนะ ชอบเข้าแต่ไม่ใช่เข้าทุกที่ 555 เราเลือกมาวัดอาม่ากันเพราะเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า ชาวเรือ ชาวประมงสมัยก่อนชอบมาไหว้เพื่อขอให้ท่านคุ้มครองก่อนออกทะเล ภายในวัดที่จุดไหว้พระหลายจุด แนะนำว่าไหว้ด้วยจิตใจที่เลื่อมใส ตั้งสมาธิให้แน่วแน่ หลีกเลี่ยงการจุดธูปเพื่อสร้างมลภาวะก็ได้ เราว่าเจ้าแม่รับรู้แน่นอน และที่พลาดไม่ได้เลยคือหินรูปเรือใบที่ใครไปใครมาก็ต้องมาลูบคลำซะหน่อยเพื่อเสริมสร้างโชคลาภและความร่ำรวย มูเตลูกันสุดๆ 555

 

Mandarin House

Mandarin House บ้านสไตล์จีนโบราณในพื้นที่กว้างแบ่งแยกสัดส่วนเป็นชัดเจน ส่วนนึงเป็นสวน ส่วนนึงเป็นบ้านไม้ผสมปูนสองชั้นเป็นหลังๆ ประตูบางบานเป็นทรงกลมเก๋ ถ่ายรูปสวย หน้าต่างเป็นไม้ระแนงแกะสลัก บ้านนี้มีอายุรวมๆ กันเป็นร้อยปีแถมเข้าชมฟรี ปิดทุกวันพุธ สามารถเดินมาจาก A-Ma Temple ได้ไม่ไกลเลยจ้า

Chapel of lady of Penha (โบสถ์พระแม่เพนญ่า) ตอนแรกเราอ่านว่าโบสถ์แม่เพนหา  ทำไมชื่อพระแม่ประหลาดจัง จุดนี้เป็นโบสถ์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาในมาเก๊าเห็นวิวมุมสูงไกลๆ ทั้งเมือง น่าเสียดายวันที่เราไปฝนกำลังจะตก อากาศไม่ค่ยอเปิดเท่าไหร่ แนะนำให้เพื่อนๆ ไปช่วงเย็นวิว Sunset  จะสวยมากกกกก

Tou Tou Koi ติ่มซำดีๆ ใครมามีแค่ที่ฮ่องกง เพราะที่มาเก๊าก็มีจ้า! เราแนะนำให้มากินที่ Tou Tou Koi ร้านนี้ดังมากได้รางวัล Bib Gourmand จาก Michelin Star อีกแล้ว แนะนำให้จองที่ไว้ก่อนเพราะอร่อยทุกอย่างเลย ขนมจีบกุ้ง ฮะเก๋า ซาลาเปาไส้ผัก คือดีทุกอย่างเลยอะ รอคิวนานหน่อยแต่คุ้มค่านะ พนักงานหลายคนพูดภาษาอังกฤษได้ ร้านจะอยู่แถว Happiness Street จองคิวร้านไว้ก่อนแล้วแวะไปถ่ายรูปเล่น กลับมาเวลาก็เหลือเฟือ

 

Coloane Village เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงอยู่โซนตะวันออกของมาเก๊ามาก่อน บรรยากาศค่อนข้างเป็นส่วนตัว เงียบสงบมาก เหมาะแก่การมาเดินเล่นชิวๆ และชิมทาร์ตไข่แบบต้นตำรับที่นี่! ร้านดังของเกาะมาเก๊าก็เริ่มต้นที่นี่แหละ ชื่อร้าน Lord Staw’s Bakery เป็นร้านทาร์ตไข่เจ้าแรกของมาเก๊าก็อยู่ที่โคโลอานนี่แหละ ปัจจุบันมีทั้งร้านแบบร้านนั่งกิน และคาเฟ่เล็กๆ อยู่บริเวณใกล้กันทั้งหมด เป็นร้านของ Lord Staw’s Bakery ทั้งหมด ไม่ว่าจะมากี่โมง อย่าลืมเผื่อท้องไว้กินทาร์ตไข่!

และระหว่างทางเดินไป โบสถ์ St. Francis Xavier Church แลนด์มาร์กชื่อดังของโคโลอาน สมัย Full House มาถ่ายหนังตั้งแต่พวกเธออยู่ ป. 4 ทุกวันนี้ก็ยังฮิตกันอยู่ โบสถ์หลังนี้เป็นศิลปะสไตล์บารอค ทาสีเหลืองมัสตาร์ดสลับกับสีขาวรอบๆ วันที่เราไปนั้นคนเงียบมาก แต่จริงๆ ที่มีเป็นสถานที่ยอดอิตของชาวเกาหลีที่มาเที่ยวมาเก๊า เธออาจจะเจอออปป้าหล่อๆ แบบพี่เรนก็ได้นะจ้ะ ระหว่างทางเดินทางไปโบสถ์เธอจะเห็นบ้านของชาวมาเก๊าเป็นอาคารตึก 2 ชั้นเรียงติดกัน ทาสีรอบนอกอาคารเหมือนรู้ว่านักท่องเที่ยวอินสตาแกรมเมอร์อย่างเราๆ ต้องชอบ เพราะสีน่ารักมากเป็น  Rainbow เหมือนไอศกรีมแพดเดิ้ลป๊อป คิวท์เชียวหละ!

 

DAY 3 : Café Hopping!

วันที่ 3 ของมาเก๊าเราเปลี่ยนจากเที่ยวแลนด์มาร์กต่างๆ มาเป็นสายกิน สายคราฟต์กันบ้าง เพราะอยากทำให้ชัวร์ว่าถ้าใครตามรอยพวกเรามาเที่ยวมาเก๊าจะอยู่ที่นี่ 3-4 วันเต็มๆ ยังไงก็ไม่มีเบื่อแน่นอน เพราะฉะนั้นวันนี้ขอเปลี่ยนเป็นชวนกินกาแฟ ขนมอร่อยๆ 6 ร้านอร่อย รสชาติกลมกล่อม กาแฟก็ทีเด็ด ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์ตระเวนกิน

Café Nam peng เริ่มร้านแรกเป็นอาหารเช้าแบบชาวมาเก๊า พักอาหารเช้าโรงแรมเปลี่ยนมากินท้องถิ่นซักหน่อย ร้านนี้ชื่อ Café Nam Peng อารมณ์หว่องๆ หน่อยเหมือน Mido Café ในฮ่องกง ที่นี่ดังตั้งแต่เรื่องของเบเกอรี่ ขนมปังปิ้งทา Salted Butter หรืออาหารร้อนประเภทมักกะโรนี บะหมี่ พร้อมไข่ลวกหอมๆ โอ้โห.. โคตรดี ร้านนี้ควรมากินนะ อร่อยให้ 6 บรรยากาศของร้านให้ 10 รวมๆ แล้วได้ 8.5 มาเถอะค่ะ แล้วเธอจะชอบ

เดินถัดจากร้านเดิมมาไม่กี่สิบก้าวเราแวะกินนมตุ๋นกันซักหน่อย เพราะคิดถึงจริงๆ เคยกินที่ฮ่องกงแล้วชอบ ร้าน Yee Shun Milk Company เป็นร้านต้นตำรับของมาเก๊าและขยายสาขาไปฮ่องกง ราคาเท่าๆ กันแต่ถ้าจ่ายเป็นเงินมาเก๊าจะถูกกว่านิดหน่อย รสชาตินมตุ๋นที่นี่หอม หวาน อร่อย กินเพลินๆ เหมือนเต้าฮวยหลังอาหารก็ฉ่ำดี

อย่างที่บอกว่ามาเก๊าเป็นเรื่องเล็กๆ มันเดินถึงกันหมดยิ่งวันไหนอากาศดีๆ แทบจะไม่อยากนั่งรถกันเลย เพราะทั้งเมืองมีแต่มุมถ่ายรูปให้เราสนุกกันเต็มที่ อย่าหาว่าอวยเลยนะ ถ้าเพื่อนๆ เคยไปฮ่องกงแล้วรัก อยากให้ลองมามาเก๊าก็จะรักเหมือนกัน ยิ่งถ้าชอบความวุ่นวายที่น้อยกว่า เที่ยวสะดวกกว่า แสดงว่าเธอต้องรักมาเก๊ามากกว่าฮ่องกงแน่นอน

จากร้านนมตุ๋นเดินมาอีกไม่กี่สิบก้าว เอ้า! ถึง Senado Square แล้ว วันนี้เราแวะไปเดินดูของและโบสถ์ St. Dominic’s Church โบสถ์สไตล์บาร็อคคล้ายๆ กับโบสถ์ในโคโลอานที่เราพึ่งไปดูกันเมื่อวาน ที่นี่เคยเป็นโรงหนังสือพิมพ์โปรตุเกสมาก่อนด้วยนะ ส่วนรอบนั้นคือย่านช็อปปิ้งที่เรียกกันว่า Senado Square เดินทะลุกันไปดูโบสถ์ St. Paul ได้ สถาปัตยกรรมแถวๆ นี้ก็เป็นแนวโปรตุกีสผสมๆ กับความจีนนิดหน่อย

อยากแนะนำร้านกาแฟ 3 ร้านและร้านขนมอีก 1 ร้านที่ควรไปกินมากๆ ร้านแรกคือ Pace Café เป็นร้านกาแฟเปิดใหม่ในมาเก๊า ตกแต่งร้านแบบ Minimals ที่สุดเห็นแล้วอยากแวะเพราะความแสนเก๋แต่เรียบง่ายของนาง ขนาดกาแฟใส่น้ำแข็งยังทำเป็นก้อนกลมก้อนใหญ่ก้อนเดียวเลยอะ น่ารักไปอีกก

เดินถัดมาอีกไม่ถึง 5 ก้าวจะเจอกับ A Porta da arte ร้านกาแฟที่ดูเหมือนรกแต่เข้าไปแล้วทุกอย่างดูลงตัวไปหมด ด้านในมีขายพวกงานคราฟต์เล็กๆ ส่วนชั้นสองของร้านก็เป็นที่นั่งให้กินกาแฟกันเก๋ๆ ด้านในมีแอร์เย็นฉ่ำ ถ้ามาหน้าร้อนเราว่าเป็นที่หลบร้อนกินกาแฟยามบ่ายหลังจากเดินเล่น Senado Square ได้เป็นอย่างดี!

ร้านพวกนี้จะตั้งอยู่ในย่านชุมชนและการค้าของมาเก๊ารอบๆ Senado Square นั่นแหละ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนประตูบ้านอาเจ๊กคนนั้น เปลี่ยนม้านั่งหน้าบ้านอาอึ้ม หรือเดินผ่านอาแปะเข็นรถ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นมุมอินสตาแกรมเรียกยอดไลค์ได้

ส่วนอีกร้านอยู่นอกโซน Senado Square ไปหน่อยแต่ว่าเดินถึงประมาณ 10 นาทีแค่นั้น ชื่อร้านว่า Single Origin เป็นร้านกาแฟที่เล็กมากที่สุดเท่าที่เคยนั่งมาแต่ต้องยอมใจนางนะเพราะว่าคัสตาร์ดเค้กก้อนเล็กๆ ราคาร้อยกว่าบาทนั้นอร่อยฉ่ำๆ เกินราคาไปมาก

Lai Kei  Sorvetes ร้านนี้เป็นร้านที่เรา  Recommend มาก! ไอศกรีมแซนด์วิชโบราณที่เปิดมาแล้วร่วม 70 ปี Signature ของร้านคือไอศกรีมแซนด์วิชนั่นแหละ และไอศกรีมกับถั่วแดงต้มอร่อยอย่างเข้ากัน แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ไอศกรีมอร่อยเหมือนเดิมตั้งแต่เปิดร้านใหม่ๆ คือบรรยากาศภายในร้านที่ยังคงไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุด ถ้าอยากนั่งกินไอศกรีมแบบเหงาๆ แนะนำให้มาประมาณตอนเที่ยงตรงที่ร้านเปิดใหม่ๆ เก๋มาก เหมือนหลุดออกมาจากหนังฮ่องกงสมัยก่อน

จะบอกว่า Café Hopping เหล่านี้เราจัดการให้เสร็จภายในครึ่งวันเท่านั้น! บอกเลยว่าถ้ามาเที่ยวคนเดียวอาจจะกินไม่ไหว แต่มากับเพื่อนอะไรก็กลายเป็นเรื่องสนุกไปหมด ผลัดกันสั่ง ผลัดกันกิน มึงกินกาแฟร้านนี้นะ เดี๋ยวกูไปกินร้านนู้นแทน 55 ไหนๆ ก็มาทั้งทีก็อยากลองให้ครบทุกร้านนั่นแหละเนอะ ส่วนช่วงบ่ายเราเปียกปอนกับฝนที่อยู่ดีๆ ก็ตกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเลยกลับไปเปลี่ยนชุดสวยซักรอบก่อนไปเที่ยวที่ฝั่ง Taipa กันต่อช่วงบ่าย!

เริ่มช่วงบ่ายกันต่อที่ The Parisian ที่นี่เป็นศูนย์ความบันเทิงเปิดใหม่ ทั้งโรงหนังเอย โชว์เอย และเกมส์คาสิโนเสี่ยงโชคต่างๆ แต่ไฮไลท์ของมันคือ หอไอเฟลที่จำลองของจริงจากปารีสมาเลย แล้วไม่ได้มาแบบเล็กน้อยความสูงเท่าคนเหมือนในเมืองจำลองนะ แต่ย่อส่วนมาใหญ่โตให้ถ่ายรูปได้ง่ายขึ้นเลยเถอะ ถ้าอยากเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มนิดหน่อย แต่ความคิดเห็นส่วนตัวเราว่าเล็กๆ แบบนี้ก็น่ารักดีแล้ว ถ่ายไกลหน่อยแต่เก็บได้ทั้งหอไอเฟล ถ่ายง่ายกว่าที่ปารีสอี๊กกกก แต่ถ้าใครอยากขึ้นไปด้านบนจริงๆ ให้เลือกวันที่อากาศดีหน่อยจะเห็นวิวเกาะ Taipa ทั้งเกาะเลย

จุดเช็คอินสุดท้ายของเราสำหรับทริปนี้คงไม่พ้นเรื่องกิน เรามาปิดทริปกันที่ Taipa Street Food ย่านของกินอร่อยอีกย่านนึงในมาเก๊า แถมมีกำแพง Street Art เก๋ๆ ให้เราแวะถ่ายรูปกันด้วยนะ อย่างที่บอกว่าเราไปกันหลายคน Taipa Street Food รอบนี้เลยจัดไปทั้งหมด 4 ร้านเลยค่ะคุณขา

Pescador Restaurant
มาถึงมาเก๊าอย่าลืมกินอาหารโปรตุเกส! เพราะที่นี่คืออดีตอาณานิคมของโปรตุเกสทำให้หลายๆ อย่างทั้งวัฒนธรรม ภาษารวมไปถึงอาหารถูกถ่ายทอดมาจนถึงมาเก๊าในปัจจุบัน มีหลายๆ ร้านอร่อยที่ขายอาหารโปรตุเกสแท้ๆ รสชาติดีมาก อย่างร้าน Pescador Restaurant  นี่ก็เหมือนกัน ทำอาหารได้โคตรอร่อย โดยเฉพาะสปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศแบบเข้มข้นถึงใจ ปลาซาดีนย่างเกลือ หรือพวกขนมหวานอย่างคัสตาร์ดและครีมโรลฝอยทองก็เด็ดไม่แพ้กันเด้อ

อีกร้านนึงสำหรับคนชอบโจ๊กและอาหารทะเลพร้อมๆ กัน Seng Cheong Restaurant คือคำตอบค่ะ เพราะที่นี่เอาปูเนื้อแน่นเป็นตัวๆ มาต้มรวมกันกับโจ๊กร้อนๆ ให้เธอกินแก้หนาวเวลาฝนพรำ สำหรับคนไม่ชอบอาจจะรู้สึกคาวๆ นิดหน่อย แต่เราว่ายังพอไหว ตอนแรกก็เหม็นคาวอยู่หรอก แต่ตักเข้าปากคำแรกลิ้นที่ได้สัมผัสเนื้อปูและไข่ผสมกับโจ๊กเนื้อเนียนแบบฮ่องกงและมาเก๊านั้นอยู่ดีๆ ความคาวก็หายไป กลายเป็นขอเบิ้ลชามที่ 2 แทน อย่าลืมสั่งลูกชิ้นปลาทอดด้วยหละ ทีเด็ด!

ปิดท้ายความอร่อยของ Taipa Street Food กับร้านด้านหน้าทางเข้าเลยกับ Sai Kee Café จริงๆ ร้านนี้มีสาขาอยู่ที่แถวๆ โบสถ์ St. Paul แต่ร้านเล็กมาก แนะนำให้มากินที่นี่จะดีกว่า ของเด็ดของร้านนี้คือ Porkchop Bun แต่เราไปสายนิดหน่อยเลยเหลือแต่ Beef Bun ให้กินก็อร่อยไม่แพ้กันเลย รสชาติดีมากผสมกับไข่กวนแผ่นหนาที่โปะมาพร้อมกันยิ่งน่ากิน แถมร้านนี้ยังมีชานมที่โคตรอร่อยเพราะเค้าต้มกันสดๆ ในหม้อดิน หอม ไม่หวานมากเกินไป กลมกล่อมกำลังดี

นี่คือการเที่ยวมาเก๊าตลอด 3 วันของเราแบบเต็มอิ่มมากๆ เพราะเมืองเล็กที่หลายคนอาจมองข้ามให้กลายเป็นแค่เมืองทางผ่านหรือแวะเที่ยวประเดี๋ยวประด๋าว แต่กลับทำให้รู้สึก Happening มากกว่าที่เคยมองมาเก๊าแบบที่ผ่านมา มาเก๊ากลายเป็นอีกเมืองนึงที่เรากล้าบอกต่อและแนะนำให้คนอื่นๆ มาเที่ยวได้แบบเต็มปากเต็มคำว่า “มันมีมากกว่าที่แกคิด!” ลองเปิดใจชวนกันมาถ่ายรูปเล่นที่มาเก๊ากันให้สนุกที่สุด นี่คือเมืองกินอิ่ม นอนอุ่น งบไม่แพงเที่ยวได้หลากหลายมากก

อย่าลืม! แอร์เอเชียบินตรงจากกรุงเทพสู่มาเก๊ามากถึงวันละ 4 เที่ยวบินต่อวัน รวมไปถึงบินตรงจากเชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ อู่ตะเภา และเชียงรายให้เธอบินตรงไม่ต้องมาต่อเครื่องที่กรุงเทพให้เสียเวลาอีกด้วย เธอสามารถเอาแพลนเที่ยวของเรามาปรับให้เหมาะกับเธอ เปิดใจ ลองสัมผัสกับมาเก๊าแล้วจะรู้ว่าที่นี่มีดีกว่าที่คิดจนหลงรักและอยากกลับมาอีกหลายๆ รอบ

Input your search keywords and press Enter.