Now Reading:

Full Flavours in TAIWAN.

เอาอีกแล้ว! มาเที่ยวไต้หวันอีกแล้ว เกาะรูปมันเผาเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสีสัน จนใครหลายคนเรียกว่าญี่ปุ่นน้อย ความคิ้วท์ ใจดี และบ้านเมืองสะอาดสะอ้าน แถมยังฟรีวีซ่าให้คนไทย ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก ว่าทำไมใครๆ ถึงหลงรักไต้หวันได้มากขนาดนี้ นี่คือไต้หวันรอบที่ 2 ของปี 2018 เรียกว่าเที่ยวกันหัวปีท้ายปีเลย แต่รอบนี้เราไม่ได้อยู่แค่รอบๆ ไทเปเท่านั้น แต่ เอาให้ครบรสกัน นี่คือทริปเที่ยวไต้หวันแบบ 7 คืน 8 วัน เราจะพาลัดเลาะไปตามชายฝั่งตะวันออกของเกาะ ที่ใครๆมาแล้วก็ต้องประทับใจกับวิวเก๋ๆที่ไม่ซ้ำใคร เมืองก็มี ภูเขาก็มา ทะเลก็สวย รีวิวนี้อ่านจบปุ๊ปพร้อมเที่ยวได้เลยทันที หรือใครมีเวลาน้อยกว่านี้ก็เลือกเที่ยวแบบสั้นๆแต่ครบรสได้เหมือนกัน… เหมือนเดิม แถมยังยืนตะลึงและอ้าปากค้างงงกว่าเดิมว่ามาไต้หวันครั้งเดียวได้ครบขนาดนี้เลยหรอ

รอบนี้เราออกเดินทางจากเชียงใหม่ นี่คือเที่ยวบินใหม่ล่าสุดที่จะทำให้เพื่อนๆ ที่อยู่เชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนไปเที่ยวไต้หวันกันได้ง่ายขึ้น! เพราะแอร์เอเชียเริ่มบินตรงเชียงใหม่-ไทเป 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทำให้สะดวกขึ้นไม่ต้องลงไปต่อเครื่องที่กรุงเทพอีกแล้ว หรือเพื่อนๆ ที่อยู่กรุงเทพหรือภาคใต้แล้วอยากไปเที่ยวไต้หวันกับแอร์เอเชีย ก็บินมาเที่ยวเชียงใหม่กันก่อนซัก 2-3 วัน แล้วค่อยบินไปเที่ยวไทเปต่อก็ได้นะ หน้าหนาวแบบนี้อากาศดีทั้งเชียงใหม่ และไทเปเลย ใช้เวลาบินแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว

DAY 1 Wulai Onsen Town and Jiufen Old Street.

Wulai เมืองออนเซ็นกลางหุบเขาที่สามารถนั่งรถจากไทเปมาได้ และไปเช้าเย็นกลับได้ด้วยนะ วันแรกของการเดินทางเราเลือกที่จะเที่ยวรอบๆ ไทเปกันก่อนซึมซับบรรยากาศเดิมๆ ซักหน่อย จากไทเปนั่งรถมาที่นี่ใช้เวลาแค่ประมาณ ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้น ที่นี่วิวสวย อยู่กลางหุบเขามีหมู่บ้านเล็กๆของชนเผ่าพื้นเมืองที่สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปสัมผัสวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองได้ (ทางขึ้นกระเช้าอยู่ใกล้ๆกับน้ำตก)แต่ไม่วุ่นวายและคนไม่พลุกพล่านมากเกินไป Wulai สำหรับเราเหมาะกับคนที่ไม่ชอบไปในที่ๆ คนเยอะๆ อยากปลีกวิเวก นอนแช่ออนเซ็นดูวิวด้านนอกหน้าต่างแบบเพลินๆ ที่สำคัญไม่แพงด้วย และรอบๆ หมู่บ้านก็ยังมีถนนคนเดินเส้นเล็กๆ ไว้ให้หาของกินอร่อยๆ และช๊อปปิ้ง ข้อดีของออนเซ็นที่อู่ไหลคือนอกจากคนไม่พลุกพล่านแบบที่เป่ยโถวแล้ว น้ำที่นี่ยังไม่ค่อยมีกลิ่นกำมะถันแบบที่เป่ยโถวด้วย

ราคาแช่ออนเซ็นที่นี่ก็ไม่แพง เค้าคิดเป็นชั่วโมง มีตั้งแต่หลักร้อยถึงพันต้นๆ บางทีก็มีคอร์สอาหารกลางวันหรืออาหารเย็นรวมไปด้วย ถ้าไม่พักค้าง มีหลายเจ้ามากๆ สามารถเลือกเดินดูได้เลยตามซอยต่างๆ เราแนะนำให้เลือกบริเวณริมน้ำ วิวระหว่างแช่จะสวย

แต่ถ้าชั้นไม่อยากแช่น้ำหละ Wulai มีอะไรให้ทำอีกบ้าง ?! แน่นอนว่ามันไม่ได้มีดีแค่ออนเซ็น เพราะเราสามารถนั่งรถไฟเล็กๆ ไปดูน้ำตกอู่ไหลต่อได้ด้วย เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่ใครอยากเดินจะต้องเดินประมาณ 1.5 กิโล หรือนั่งรถไฟเล็กไปได้

เราใช้เวลาอยู่ที่ Wulai ประมาณครึ่งวันเช้าหลังจากพอให้ซึมซับบรรยากาศดีๆ ก่อนที่ช่วงบ่ายจะกลับไปหมู่บ้านโบราณ ต้นกำเนิดของหนังสือ Spirited Away อย่างจิ่วเฟิน เพราะเราอยากเก็บรอบนอกให้หมดเลยภายในวันเดียวก็ไม่เหนื่อยนะ

Jiufen สำหรับเราเป็นเมืองที่ควรมาซ้ำเรื่อยๆ เพราะมีเสน่ห์โดยเฉพาะคนรักอาหารแบบเราๆ ใครที่มาไต้หวันครั้งแรก เราอยากให้มาเพราะที่นี่คือแหล่วงรวมของอร่อยที่เดินกินแทนข้าวเย็นได้เลย มีทั้งไอศกรีมผักชี บัวลอยเผือก QQ และขนมนมเนยจุกจิก รวมถึงอาหารทะเลแบบปิ้งย่างที่เดินกินได้ตลอดทาง ส่วนใครชอบช๊อปปิ้ง ของฝาก ของที่ระลึกก็ซื้อได้ที่นี่เลยราคาไม่แพงเกินไป แถมซื้อเยอะๆ ก็ถูกลงไปอีก แนะนำให้เตรียมเงินไว้เดินกินฟินๆ แถมช็อปของฝากได้ตลอด

ด้านหน้าทางเข้า Jiufen จะมีศาลาอยู่หลังนึงที่มองออกไปจะเห็นวิวทะเลและหมู่บ้าน เหมือนจุดชมวิวด้านใน Jiufen แต่เราแนะนำให้ถ่ายจากข้างหน้าทางเข้าก็สวยเหมือนกันและคนน้อยกว่ามากๆ วันไหนฟ้าระเบิด ท้องฟ้าสีอมส้ม จิ่วเฟินของเธอจะมีเสน่ห์ที่สุด!

 

DAY 2 Autumn in Taipingshan

วันที่ 2 ของการเดินทางจะเรียกว่า Road Trip ก็ได้ เราเช่ารถจากไทเปพร้อมคนขับมาที่ Taipingshan ก่อนเป็นที่แรก เพราะไปเห็นรูปต้นไม้ในเน็ตมาแล้วรู้สึกว่าที่นี่สวยมาก โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ดูร่มรื่นและบรรยากาศดี แถมคนไม่ค่อยเยอะอีกด้วย เลยปักหมุดที่นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น Road Trip ในไต้หวัน

ที่นี่ชื่อเต็มๆ คือ Taipingshan National Forest Recreation Area เป็นอุทยานแห่งชาติของไต้หวันที่ใหญ่มาก มีทั้งทะเลสาบ ภูเขาสูง และรถไฟวิ่งขนไม้สมัยก่อนที่เดี๋ยวนี้เอามาขนคนแทน รวมไปถึงที่พัก และหมู่บ้านเล็กๆ ในอุทยาน รอบนี้เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ทั้งวันก็ยังเที่ยวกันไม่ครบ เลยเลือกที่เด่นๆ คือ Bailing Giant Tree นี่คือต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานแห่งนี้มันคือ Gigantic Taiwan Cypress ที่อายุมากกว่า 2,500 ปี แล้วยังโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าดูจากรูปอาจจะเดาไม่ออกว่าใหญ่ขนาดไหน เค้าบอกกันว่าต้องใช้คนมากกว่า 6-7 ในการโอบต้นไม้ต้นนี้ ถ้าจินตนาการว่ากว่าจะได้เห็นคนต้องเดินไปอีกไกลแน่ๆ บอกเลยว่าผิดจ้า เพราะต้นนี้อยู่ข้างทางริมถนนใหญ่เลย สามารถลงไปดูรอบๆ ต้นไม้ได้ด้วย

Taipingshan Villa คือจุดที่สองที่เราแวะไป ถ้าถามว่าดูใบไม้เปลี่ยนสีช่วงเดือนกันยายนได้ด้วยหรอ? (เราเดินทางช่วงกันยายน) บอกเลยว่าได้! ดูได้ที่นี่แหละ! ถ้าอากาศด้านล่างนั้นแดดแรงร้อนแค่ไหน ขึ้นมาบนเขานี้ก็เย็นยะเยือกกว่ามากที่ Taipingshan Villa มีบริการห้องพัก และมินิมาร์ทเล็กๆ ที่ขายแค่มาม่าและขนม แต่แค่นี้แหละกับอากาศเย็นๆก็ฟินละ ตรงทางเดินด้านข้างจะมีอุโมงค์ที่ใบเมเปิ้ลนั้นเปลี่ยนสีอยู่! สามารถเดินขึ้นไปจนถึง Bong Bong Train ได้เลย สำหรับเรามันแปลกตามากๆ ไม่คิดว่าจะสวยขนาดนี้ ถ้าฟ้าใสซักหน่อยคงถ่ายรูปกันเพลินเลย หรือหมอกลงนิดๆ ก็เกาหลีจริงจริ๊ง

Bong Bong Train to Maosing Reminiscent Trail

Bong Bong Train คือรถไฟโบราณที่เปิดให้บริการมาเกือบ 30 ปีแล้วนะ และมีปิดไปอยู่ช่วงนึงด้วยเพื่อซ่อมแซม เราสามารถขึ้นไฟนี้ได้ที่ Taipingshan Villa ไปลงที่ Maosing Station เพื่อเดินศึกษาธรรมชาติรอบๆ รถไฟจะวิ่งครั้งละ 20 นาที ระหว่างทางจะผ่านป่าไม้ขนาดใหญ่ เราจะเห็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ดอกไม้ป่ามากมายตามข้างทาง และจะได้ยินเสียงรถร้อง บอง บอง นี่เลยเป็นที่มาของชื่อ Bong Bong Train ค่ารถไฟไป-กลับคนละ 180 บาทเท่านั้น วิ่งทุกๆ ชั่วโมงตั้งแต่ 07.30-15.30 เพราะฉะนั้นกะเวลามาถึงที่นี่ให้ดีนะ

เรานั่ง Bong Bong Train ไป Maosing Staion เพื่อไปเดินศึกษาธรรมชาติกัน Maosing Reminiscent Trail ไม่ต้องกลัวหลงหรือลงผิดป้ายเลยจ้า เพราะมันมีอยู่ป้ายเดียวนั่นแหละ 5555 ที่นี่เป็นทางเดินศึกษาธรรมชาติบนเส้นรางรถไฟเก่าของ Bong Bong Train นั่นแหละ ความยาวประมาณ 900 เมตรแค่นั้น ระหว่างทางสวยมาก มาก

เราชอบที่นี่มากที่สุดในทริปนี้ เพราะมันไม่ได้ใหญ่เกินไป สามารถเดินได้ทั่วถึง ถ้าอากาศด้านล่างเป็นหมอกหนาๆ ด้านบนฟ้าอาจจะใสก็ได้นะ เพราะมันทะลุเมฆขึ้นไปอีก สำหรับเราเดินเพลินๆ อยู่บนนั้นประมาณชั่วโมงนึง รอนั่งรถไฟกลับไปด้านล่างกำลังดีเลย มีที่นั่งพักเยอะ ห้องน้ำก็สะดวก แต่! อย่าลืมพกขนมสำหรับรองท้องขึ้นไปด้วย เพราะด้านบนไม่มีอะไรขายเลย ตอนแรกเรากะจะขึ้นไปกินอาหารกลางวันด้านบน แต่กลับไม่มีอะไรขาย กว่าจะได้นั่งกลับมากินข้าวเที่ยงด้านล่างก็ปาไป 4 โมงเย็นแล้วจ้า

จาก Taipingshan ในเมือง Yilan เราตีรถยิงยาวๆ ไปนอนกันที่ Hualien เพื่อรอเที่ยว Toroko National Park ในวันรุ่งขึ้น ถ้าชอบที่นี่มากที่สุด Toroko National Park ก็คือสถานที่รองลงมาสำหรับคนรักธรรมชาติแบบเราๆ 😊

 

DAY 3 – TAROKO National Park

อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของไต้หวันคือ Toroko National Park หรือคนไต้หวันจะออกเสียงที่นี่ว่า ‘ไท่ลู่เก๋อ’ จากในเมืองฮวาเหลียนมาที่นี่ไม่ไกลมาก นั่งรถไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ขนาดอุทยานนั้นกว้างมากๆ  ซึ่งเที่ยวทั้งวันแบบยังไงก็ไม่ครบ และสำหรับคนที่เดินทางกันเองเป็นกลุ่มเล็กๆ 1-3 คน สามารถใช้บริการบัสที่มีทั่วอุทยานได้โดยจะมีรอบรถติดไว้ตรงสถานที่สำคัญๆ แต่เวลามันค่อนข้างห่างกันพอสมควรถ้าพลาดแล้วก็พลาดเลยและต้องรอนาน ถ้าให้เราแนะนำคือเช่ารถเป็นวันจากในเมืองฮวาเหลียนจะดีกว่า และบอกสถานที่กับคนขับว่าจะไปไหนบ้างให้เค้าคำนวณค่ารถมาเป็นวันๆ หรือแบบเราคือเช่ารถมาทั้งทริปไปเลย สะดวกกว่าจริงๆ อย่าลืมว่าค่าเงินไต้หวันกับไทยไม่ต่างกันมาก เพราะฉะนั้นค่าครองชีพก็ไม่แพงเท่าไหร่ แต่สะดวกสบายกว่าเยอะ Toroko National Park รอบนี้เราแวะเที่ยว 3 จุดหลักๆ คือ..

Chungte Recreation Area

ริมทะเลแปซิฟิกที่น้ำสีฟ้าสุดลูกหูลูกตาหาได้จากที่นี่แหละ! Chungte Recreation Area เป็นจุดชมวิวริมทะเลใกล้ๆ กับ Qingshui Cliff วิวริมหน้าผาเหมือน Highway 1 ตอนไป West Coast Road Trip ที่อเมริกาไม่มีผิดจริงๆ แถมที่นี่ยังมี Black Beach หาดทรายสีดำที่ไม่คิดว่าจะเจอด้วย สามารถลงไปขับ ATV เลียบชายทะเลด้วยนะ

Swallow Grotto อุทยานนี่มันเป็นหินแกรนิตที่ถูกน้ำกัดเซาะมานานทำให้มันมีช่องเล็กช่องน้อยที่เค้าเอามาทำเป็นเส้นทางสำรวจธรรมชาติต่อได้ อย่างเส้นนี้เค้าก็เจาะมันเข้าไปให้เป็นทางที่รถวิ่งได้ และสามารถเดินลึกเข้าไปในหุบเขาได้ด้วย บางช่วงมืด บางช่วงสว่าง หันไปทางขวาคือลำธารและหุบเขา ยิ่งใหญ่มากจริงๆ ที่นี่ทางเดินยาวเป็นกิโล และที่ทุกคนจะต้องสวมหมวกกันน๊อคทุกคนและทุกครั้งที่เดินทางเส้นทางนี้เพราะอาจมีเศษหินขนาดใหญ่ตกลงมาเพิ่มเมื่อไหร่ก็ได้ วิวด้านข้างก็สูงอลังการมาก

Eternal Spring Shrine

วัดฉางชุนเป็นวัดที่อยู่ริมหน้าผาแล้วด้านล่างก็มีน้ำจากใต้ดินผุดขึ้นมาไหลเป็นลำธารเลย ส่วนอีกฝั่งของวัดที่เราไปยืนถ่ายรูปกันก็จะมีคาเฟ่เล็กๆ ของอุทยานที่ขายชา กาแฟ ที่รสชาติไม่ดีเหมือนวิวและค่อนข้างแพงแต่ถ้าอยากได้วิวสวยๆ คนน้อยๆ ก็ต้องยอมแหละ เพราะด้านบนคนแน่นมาก ส่วนวัดเราว่ามองไกลๆ จะสวยกว่านะ

สำหรับเราที่นี่ไม่ควรเร่งเที่ยวให้ครบๆ ลองดูหลายๆ รีวิวและเลือกจุดที่ตัวเองอยากไปมากที่สุดและใช้เวลาอยู่กับมัน ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ละเมียดไปกับบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติไปเรื่อยๆ จะทำให้แฮปปี้มากกว่าเร่งไปจุดนั้น จุดนี้ให้ครบ เพราะมันจะเหนื่อยเกินไป และที่นี่คือภูเขาบางจุดมีซ่อมแซมทางเป็นเวลานาน อย่างตอนเราไปก็ปิดถนนซ่อมอยู่เกือบชั่วโมง แพลนหลวมๆ ไว้เที่ยวเท่าที่เที่ยวได้ เพราะ Toroko National Park มันมีเสน่ห์ทุกที่อยู่แล้ว

เรากลับมานอนที่ Hualien อีกคืนที่นี่มีตลาดกลางคืนที่คึกคักที่สุดและเป็นตลาดกลางคืนที่พื้นที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวันด้วย Dongdamen Night Market ถ้ามีเวลาอยากให้แวะมาเดินเพราะมันมีสีสันดี เดินกินขนมไปเรื่อยๆ หรือถ้าอยากกินแบบเป็นมื้อจริงจังที่นี่ก็โด่งดังเรื่องซีฟู๊ดมีหลายร้านมากๆ สามารถเลือกกุ้งหอยปูปลากันสดๆ ให้ปิ้งย่างกันได้เต็มที่เลย แต่บอกตรงๆ ว่าราคาค่อนข้างสูงพอสมควร แต่อร่อยและสดมาก อยากให้ลองซดหอยนางรมสดๆ จากท้องทะเล แฮปปี้!

DAY 4 Instagrammable spot in Taitung

จากเมืองภูเขาในฮวาเหลียนเรานั่งรถยิงยาวกันมาที่เมืองริมชายทะเลอย่างไถตง ที่นี่เป็นเมืองฝั่งตะวันออกของไต้หวันที่นักท่องเที่ยวไทยอย่างเราๆ ยังไม่ค่อยมากัน ความดีงามของที่นี่คือที่เที่ยวริมทะเลแปซิฟิก ธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ โขดหินขนาดมหึมาที่ตั้งรอน้ำทะเลพัดใส่ หรือทุ่งนาที่กว้างสุดลูกหูลูกตาที่ไถตงนี้ก็มีเหมือนกัน! เรามีเวลา 1 วันถ้วนสำหรับเที่ยวเมืองนี้ เลยศึกษามาอย่างดีว่าที่ไหนควรไปบ้าง เลยเลือกแต่เฉพาะที่ๆ ถ่ายรูปได้สวยๆ ลงอินสตาแกรมแล้วเพื่อนร้องอู้หูว

Mr. Brown Avenue

Mr. Brown Avenue หรือที่คนไต้หวันเรียกกันว่า Bólǎng Dàdào มันคือทุ่งนาที่กว้างหลายร้อยไร่แล้วมีถนนตัดผ่านตรงกลางให้รถสามารถวิ่งได้ ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็น The Green Road of Paradise. เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชอบกันมาก เพราะสามารถได้รูปเก๋ๆ ระหว่างปั่นจักรยานเที่ยวรอบๆ ทุ่งนายิ่งถ้ามาถูกจังหวะมันจะเปลี่ยนเป็นทุ่งนาสีทองสวย แถมจักรยานก็มีให้เช่าหลายแบบและทุกแบบเป็นจักรยานแบบไฟฟ้า นั่งคร่อมและบิดคันเร่งอย่างเดียวก็เที่ยวได้ทั่วแล้ว ที่นี่โด่งดังจากการที่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายโฆษณา Mr.Brown Coffee เลยได้ชื่อกาแฟนี้มาตั้งเป็นชื่อสถานที่ซะเลย เราแนะนำให้มาช่วงเช้าคือประมาณ 8 โมง หรือช่วงเย็นๆ ไปเลย เพราะกลางวันแดดค่อนข้างแรงเดี๋ยวจะป่วยเอาได้ง่ายๆ เพราะมันเป็นทุ่งนากลางแจ้งที่แทบไม่มีจุดให้แวะพักเลย

และถ้าใครปั่นจักรยานไฟฟ้าไม่แข็งแรงก็อยากให้ระวังไว้นิดนึงเพราะมันจะลงข้างทางได้ง่ายๆ แบบนี้…

ตอนเที่ยงเราแวะกินข้าวที่ร้านนึงคอนเซ็ปต์ของร้านมันน่ารักดีคือข้าวกล่องรถไฟ ถ้าเสิร์จดูใน Google Map มันจะชื่อร้าน Box Lunch Supplier เป็นกล่องข้าวไม้ไผ่น่ารักๆ สามารถเลือกได้ว่าจะเอาข้าวกับไก่หรือกับหมู มันจะมาพร้อมเครื่องเคียงต่างๆ น่ารักมากเลยแหละ ส่วนรสชาตินั้นก็พอไปวัดไปวาได้จ้า มีรถไฟเก๋ๆ จอดที่หน้าร้านด้วยนะ

Sanxiantai

มีคนไต้หวันบอกเราว่าที่นี่คือหมู่เกาะ Faroe Islands ของไต้หวันจ้า อะ!ต้องยอมนะถ้ามาหน้าหนาวกว่านี้อาจจะเหมือนก็ได้ เพราะเกาะตรงกลางที่มีสะพานทอดยาวข้ามไปก็คล้ายๆ อยู่ Sanxiantai เป็นสถานที่พักผ่อนริมทะเลของชาวไถตง มีสะพานโค้งๆ หลายโค้งทอดยาวไปยังเกาะตรงกลาง เอาจริงๆ ว่าถ้าสะพานมันเป็นทางเลียบเราอาจจะข้ามไปอยู่ แต่โค้งเดินขึ้นเดินลงแบบนี้ขออนุญาตชื่นชมอยู่ห่างๆ นะคะ 555 และเราก็ไม่แน่ใจว่าเค้าให้ข้ามได้รึป่าวเพราะไม่เห็นคนเลย รอบๆ Sanxiantai นั้นค่อนข้างหลากหลายมากมีทั้งก้อนหินขนาดใหญ่ให้นั่งหลบร้อน มีต้นไม้ชนิดต่างๆ ให้เราได้ศึกษา รวมไปถึงชายหาดที่น้ำใสแจ๋วและอนุญาตให้ลงไปเล่นน้ำได้ด้วย! แต่ช่วงที่เราไปคลื่นลมค่อนข้างแรงเลยไม่ได้เห็นใครเล่นน้ำเลย มัวแต่ยืนดูคลื่นซัดกันเป็นแถว

Jialulan Recreation Area

คนไถตงยกให้ที่นี่เป็นจุดถ่ายรูปสำหรับชาว Instagramer นะจ้ะ เพราะ Jialulan เป็นทุ่งหญ้ากว้างๆ ริมทะเลให้มานั่งสูดอากาศบริสุทธิ์กันได้เช้ายันเย็น และยังมี Installation Art ของศิลปินชาวไต้หวันมาจัดแสดงถาวรด้วยนะ เพื่อนๆสามารถ เข้าไปจับ ไปถ่ายรูปและหามุมสวยๆ ได้เลย เตรียมพร็อพมาให้พร้อมด้วยนะ

DAY 5 – Kaohsiung and Taipei.

จาก Taitung เรานั่งรถยิงยาวเกือบ 6 ชั่วโมงมาที่ Kaohsiung เพื่อนั่ง THSR หรือรถไฟความเร็วสูงกลับเข้าไทเปเพื่อไปกิน เที่ยว ช๊อปปิ้งอีกซัก 2 วันก่อนกลับเชียงใหม่ หลังจากถึงเกาสงแล้วดูเวลายังเหลืออีกนิดหน่อย เลยพากันไปเดินเล่น Kaohsiung Pier 2 มีศิลปะ มีภาพกราฟิตี้ คาเฟ่เก๋ๆ และร้านขายของจุกจิกน่ารักให้เดินเล่นได้ทั้งวันเลย

ขอพรขอคู่ที่ Xia-Hai City God Temple

จากเกาสงใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง พอถึงไทเปปุ๊ปรีบเอากระเป๋าไปเก็บโรงแรมแล้วโบกแท็กซี่บึ่งมาที่วัดนี้ทันที เพราะที่นี่คือ Xia-Hai City God Temple (ภาษาจีนเผื่อเอาไว้เรียกแท๊กซี่ 台北霞海城隍廟) ที่นี่ร่ำลือกันมากว่าศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะขอพรเรื่องความรัก ใครโสดก็ได้คู่กลับไป ใครมีแฟนอยู่แล้วแฟนก็อยู่ในโอวาท  เพราะเทพเจ้าที่นี่สามารถบอกสเป็คที่ต้องการได้ด้วยนะจ้ะ! 555555 เออเก๋ปะหละ อยากได้แบบไหนก็บอกท่านเทพไปได้เลย ที่นี่ก็จะมีวิธีไหว้ง่ายๆ คือจุดธูปสามดอก ขอพรจากเทพเจ้าฟ้าดินให้ท่านเปิดทางด้านนอก แล้วก็หันเข้ามาขอพรกับท่านเทพแห่งความรักด้านในต่อ เสร็จปุ๊ปให้เดินออกมาด้านนอกจะมีน้ำชาพุทราร้อนๆ ให้บริการฟรี แล้วเค้าบอกว่าห้ามเป่านะไม่งั้นพรที่ขอจะหายไป สรุปไม่ทันมีผัวน้ำชาร้อนลวกปากตายก่อนจ้า5555

เสร็จจากไหว้พระแล้วโล่งอกโล่งใจว่าชาตินี้มีผัวแน่ๆ เราก็ไปเดินหาของกินอร่อยๆ กันต่อที่ตลาดกลางคืนอย่าง Shida Night Market ที่นี่จะแตกต่างจากตลาดกลางคืนอื่นๆ นิดหน่อยเพราะมันใกล้มหาวิทยาลัย นอกจากอาหารคาวหวานแล้วยังมีพวกเสื้อผ้าวัยรุ่น และเครื่องแต่งกายอื่นๆ ในร้านเก๋ๆ ค่อนข้างเยอะมาก คือมาเดินที่นี่ที่เดียวได้ตั้งแต่เย็น

มีร้านนึงใน Shida Night Market ขายเหมือนซาลาเปาทอดก็ไม่ใช่ จะเป็นเกี๊ยวทอดก็ไม่เชิง แต่คือแป้งทอดนั่นแหละข้างในมีไส้หมูสับและกระหล่ำสับอร่อยมากกกกก รสชาติดีที่สุด ด้านนอกแห้งและนุ่มแป้งส่วนด้านในชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำจากผัก

ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนานเราไปต่อที่ Gongguan Night Market ที่นี่ถ้าเป็นคนชอบอุปกรณ์กีฬาหรือพวกรองเท้ากีฬาต้องถูกใจแน่ๆ เพราะรองเท้าคุณภาพดี ราคาถูกมีเยอะมากๆ ที่นี่แถมยังมีร้านนมสดไข่มุกที่เราชอบมากๆ ด้วย ชื่อร้าน Chen San Ding ไข่มุกที่ถูกเคี่ยวมาในน้ำตาลทรายแดงหอมๆ กับนมสดจืดๆ เข้ากันได้อย่างดี แก้วละประมาณ40-50 บาทเอง

ตบท้ายมื้อดึกในไทเปด้วย Shabu Shabu Taiwan MALA1 ร้านชาบูยอดฮิตที่ใครมาก็ต้องกินด้วยราคาหลักร้อยแต่คุณภาพแน่นมากทั้งเนื้อออสเตรเลีย เนื้อจากอเมริกา และซีฟู๊ดให้เลือกมากมาย แถมของหวานแบบจัดเต็มอีกต่างหาก ร้านนี้มีหลายสาขาให้เลือก แถมเปิดเกือบตลอด 24 ชั่วโมงเลยถ้าไปช่วงหัวค่ำอาจต้องรอคิวนานหน่อยเน้อ

 

DAY 6 – TAIPEI

วันที่ 7 ในไต้หวัน นี่เป็นการมาเที่ยวไต้หวันนานที่สุดแล้วเท่าที่เคยมา 555 เราเริ่มต้นวันดีๆ ด้วยการมาไหว้พระที่วัด Longshan Temple วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในไทเป และมีอายุมากกว่า 300 ปี เป็นวัดที่มีคนแวะมาไหว้ขอพรเรื่องไหนๆ ก็ครบครัน ที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ แถมมีดีที่เครื่องรางด้วยนะ ถ้าใครชอบพกไว้แล้วอุ่นใจมาซื้อที่วัดนี้ได้เลย มีภาษาไทยด้วย

และใกล้ๆ กับวัดก็มีย่านเมืองเก่าของไทเปชื่อ Bopiliao Old Town หรือถนนปัวผีเหลียวย่านเมืองเก่าที่น่ารักและเหมาะสำหรับการเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากที่สุดในไทเป เป็นย่านเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ถ้ามีเวลาอยากให้มาเดินดูตึกเก่า ตึกอิฐแดงที่รูปทรงเหมือนโกดังแถมยังมีนิทรรศการสั้นๆ บอกเล่าเรื่องราวของถนน ผู้คนและร้านค้าแถวนี้อีกด้วย

ช่วงสายๆ เราไป Fujin Street กันต่อ ถนนขึ้นชื่อเรื่องความฮิป ถิ่นกาแฟและร้านค้าสวยงาม ราวกับเด้งหลุดออกจากแมกกาซีน ที่กระจุกตัว แทรกซึมไปกับบ้านเรือนและร้านโลคอล อ่อ…ร้านกาแฟที่นี่ บังคับสั่งขั้นต่ำคนละ 1 แก้วนะ พวกขนม/อาหารเนี่ย ก็ไม่นับนะจ้ะแถมนั่งได้คนละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น บ้านเรือนในย่านนี้หลายๆ หลังถูกดัดแปลงมาให้เก๋ ฮิป ชิค คูล บ้างเป็นสตูดิโอ บ้างเป็นร้านหนังสือ บ้างเป็นร้านแบรนด์ดังอย่าง BEAMS ก็อยู่แถวย่านนี้เหมือนกันนะ เอาเป็นว่ามาฝังตัวนั่งในร้านดีๆ ซักร้านนึงได้ทั้งวันเลยแหละ แต่คงต้องเตรียมตัวมากินหลายมื้อหน่อย ที่สำคัญถ้าจะหา Fine Dining ดีๆ แถวนี้มีเยอะมาก แต่ต้องจองเท่านั้นเราลองเดิน Ramdom อยู่หลายร้านไม่ได้กินเลยเพราะไปวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เต็มเกือบทุกร้านจริงๆ

Si Si Nan Cun Village

หมู่บ้าน ซื่อซื่อหนันซุน นี่เค้าว่ากันว่าเป็นหมู่บ้านทหารหมู่บ้านแรกตั้งแต่สมัยที่เจียง ไคเชกและทหารก๊กมินตั๋ง เริ่มย้ายเข้ามาที่เกาะไต้หวัน หมู่บ้านนี้ยังได้รับการดูแลเป็นอย่างดี คือสามารถเข้าบ้านนู้น ออกบ้านนี้ ที่เดี๋ยวนี้ถูกเปลี่ยนมาเป็นร้าน คาเฟ่น่ารักๆ เต็มไปหมด ช่วงที่เราไปมีบางส่วนปิดซ่อมบำรุงเลยไม่มีโอกาสเดินดูรอบๆ แต่ด้านหน้าตรงทางเข้าจะมีเนินหญ้าสูงๆ เหมาะแก่การนั่งอ่านหนังสือเพลินๆ ฟังเพลง หรือถ่ายรูปคู่กับตึก Taipei 101 ที่เป็นฉากหลังก็ได้

Elephant Mountain

จุดชมวิวยอดฮิตอีกที่นึงของไทเปที่ต้องใช้กำลังขามากหน่อยคือที่นี่แหละ Elephant Mountain เพราะต้องเดินขึ้นเขาที่ค่อนข้างชันและบันไดเล็กมาก เท่านั้น ที่นี่ใช้เวลาเดินขึ้นเขาอย่างน้อยประมาณ 20 นาทีก็เล่นเอบหอบแห่กๆ แล้วเหมือนกัน แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับวิวที่ได้มา Elephant Mountain หรือคนไต้หวันเรียกว่าเขา Xiangshan อยู่ถัดจาก Sisinan Cun Village ที่เราไปมาเมื่อกี้แค่ 1 สถานีรถไฟใต้ดิน ถ้าวันไหนฟ้าเปิดและแสงสวยๆ ที่นี่จะคุ้มค่ามากแก่การเดินมา อ้อ! ขากลับทางค่อนข้างชันและมืดอย่าลืมระมัดระวังในการเดินกันด้วยนะ

 

DAY 7 – TAIPEI, We will miss you!

วันสุดท้ายที่ไต้หวันเราเว้นให้ตัวเองได้พักผ่อนเหมือนทุกๆ ทริปนั่นก็คือตื่นสายๆ หาของอร่อยกิน และช๊อปปิ้งเท่านั้น!!!!!!
เราเริ่มวันสุดท้ายในไทเปที่ Taipei Fish Market ตลาดปลาที่นี่ไม่เหมือนของญี่ปุ่น เพราะเค้าทำเหมือนห้างสรรพสินค้า ที่เราสามารถเดินเข้าไปเลือกขาปู ปลาดิบ หอยเชล์ แซลมอน เยอะแยะมากมายได้ทันที ทั้งแบบเป็นๆ ซาซิมิหรือปรุงสุกแล้วก็อร่อยเลิศมากกก ทั้งสด ทั้งหอมเนียนนุ่ม ซาบซ่านที่สุด แถมยังมีของหวานที่อยากจะยกมือไว้แล้วแนะนำว่า “ซื้อเถอะ!” คือชีสเค้กรสชาติดีแบบ โอ้ยยยย ดีเกินไป สิ่งนึงที่สัมผัสได้จากการไปมาหลายรอบแล้วคือ ของที่นี่แพงขึ้นทุกครั้งที่มา 555 แต่ยังคงความสดและอร่อยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ก่อนกลับเราแวะไปเดินเล่น Ximending ฆ่าเวลาก่อนกลับเชียงใหม่ซักหน่อยอยากบอกว่าที่นี่ของไม่แพงเลยและค่อนข้างหลากหลายแถมยังคึกคักตลอดทั้งวันไม่แปลกใจว่าทำไมใครๆ ก็ชอบมาเดินเล่นกันแถวนี้ มันช๊อปปิ้งชื่อดังที่ใครไปใครมาก็ต้องมาเดินเหมือนมาเที่ยวสยามนั่นแหละจ้า สนุกสนาน และค่าเงินไต้หวันกับไทยไม่ต่างกันมาก เรียกได้ว่า 1 บาทไทย = 1 ดอลลาร์ไต้หวันเลยก็ได้เพราะต่างไม่มากจริงๆ ทำให้จับจ่ายใช้สอยกันเพลินมาก ตรงข้ามยังมี Red House อาคารเก่าที่เปลี่ยนมาเป็นร้านขายของชิคๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยนะไปเดินดูได้ หรือแวะกินหมี่อาจงชื่อดังซักถ้วยก็แฮปปี้

แอร์เอเชียกลับเชียงใหม่สามารถเช็คอินออนไลน์มาล่วงหน้าจะได้ไม่ต้องต่อคิวยาวๆ แล้วลากกระเป๋ามา Baggage Drop ตรง Terminal 1 ได้เลยนะ สะดวกสบายมาก ขากลับจากไทเปบินไปเชียงใหม่ใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมงอย่าลืมสั่งจองอาหารล่วงหน้าเผื่อหิว และซื้อน้ำหนักกระเป๋าให้พร้อมก่อนเดินทางอย่างน้อย 3 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุดด้วยนะ

ไต้หวันสำหรับเรารอบนี้เป็นอะไรที่พิเศษมากๆ เพราะมันได้เที่ยวทั่วทั้งเกาะและครบรสจริงๆ ที่นี่ค่าครองชีพไม่ต่างจากไทย แถมมีทั้งออนเซ็น ใบไม้เปลี่ยนสี ความคิ้วท์ของผู้คนและสถานที่บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่ามีความ Japanese Sense เบาๆ หวังว่าถ้าใครตามรอยรีวิวนี้มาเที่ยวจะรู้สึกรักและอยากมาเที่ยวไต้หวัน
อีกบ่อยๆ ไม่ต่างกัน 😊

Input your search keywords and press Enter.