Now Reading:

One Week in LONDON.

ลอนดอน มหานครที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรักและคิดถึงเสมอเมื่อได้ไปเยือนซักครั้งก็อยากจะกลับไปอีกเรื่อยๆ หรือถ้าใครยังไม่เคยไป นี่คือเมืองที่เป็น Bucket List ของใครหลายคนแน่ๆ กลางเดือนที่ผ่านมาเราแวะไปชิลที่ลอนดอนมา 1 อาทิตย์ เที่ยวแบบชิลๆ ให้ชีวิตได้พักผ่อนและทาทุกอย่างให้ง่ายที่สุดตามที่เราต้องการ เดินช๊อปปิ้ง เข้ามิวเซียม จิบกาแฟในคาเฟ่ และเดินมาร์เก็ตหาของเก๋ๆ ที่ต้องใช้เวลาหาของที่ดีที่สุดกันหน่อย นี่คือแพลนเที่ยวลอนดอนของเราแบบ 1 สัปดาห์ที่อยู่แต่ในลอนดอน นอนดึก ตื่นสายและใช้ชีวิตจริงๆ กับ 5 คาเฟ่ 4 มาร์เก็ตและ 3 มิวเซียม โดยพกบัตรแค่ใบเดียวจากไทยคือ Krungthai Travel Card เพื่อนคนใหม่ในการเดินทางของเราในทริปนี้

ซึ่งความดีงามของ Krungthai Travel Card ก็คือ สามารถแลกเงินเก็บไว้ในบัตรก่อนเดินทาง แถมได้เรทที่ดีที่สุดอีกต่างหาก! ไม่ต้องไปรอลุ้นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ต้องการรูดซื้อของ สามารถคานวณล่วงหน้าได้เพราะเราได้ทาการแลกเรทมาไว้ก่อนแล้ว แถมยังไม่มีค่าธรรมเนียมค่ารูดอีก 2.5% ความไม่ธรรมดาของเจ้าบัตรตัวนี้คือแลกเงินตราต่างประเทศผ่านแอป กรุงไทย NEXT ได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองก่อนเดินทางมากถึง 10 สกุลเงิน ทั้งดอลลาร์สหรัฐ ยูโร เงินเยน ฮ่องกง หรือเงินปอนด์ มันทาให้เราสะดวกสบายมากขึ้นไม่ต้องวิ่งไปแลกที่ร้าน หรือแลกที่สนามบินพร้อมอัตราแลกเปลี่ยนสุดโหด แถมถ้าใช้ไม่พอก็แลกเติมเพิ่มได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าธรรมเนียมในการรูดและแลกเงินด้วยนะ

 

London Natural History Museum

London Natural History Museum นี่คือมิวเซียมใหญ่ยักษ์ที่เก็บรวบรวมข้อมูล ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติของโลกใบนี้ไว้เยอะมาก ทั้งโครงกระดูกปลาวาฬยักษ์ ที่ห้อยอยู่โดดเด่นกลางมิวเซียม หรือจะเป็นฟอซซิลสัตว์ดึกดำบรรพ์ ร่างสตาฟของสัตว์สูญพันธุ์ไปแล้วที่เราไม่มีทางได้เห็นอีกแน่นอน นอกจากความอลังการของพิพิธภัณฑ์เก็บสะสมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโลกเราไว้มากมายแล้ว ที่นี่ยังมีนิทรรศการหมุนเวียนที่สลับสับเปลี่ยนมาให้ชม ในช่วงที่เราไปเเป็นการจัดแสดง wild life photographer of the year ที่ประมวลสุดยอดรูปถ่ายสัตว์ป่า ประจาปี2019 ถ้าใครมีโอกาสขอให้มาเพราะว่านี่คือนิทรรศการยิ่งใหญ่และหาดูได้ยากมาก

Victoria and Albert Museum

Victoria and Albert Museum ถ้ามาลอนดอนแล้วจัดให้วันนึงเป็นวันของมิวเซียมไปเลย หลังจากไป Natural History Museum ตรงข้ามกันนั้นก็คือ Victoria & Albert museum หรือเรียกย่อๆ ว่า V&A ที่นี่เป็นแหล่งเก็บชิ้นงานศิลปะสาคัญๆ จากทั่วทุกมุมโลก เหมือนเป็นหอจดหมายเหตุแห่งโลก เพราะว่าแต่ละห้องจะถูกจัดเป็นห้องๆ แบ่งเรียงตามประเทศ เช่น อียิปต์ กรีก ญี่ปุ่น จีน และมีห้องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีหลายชิ้นมาจากประเทศไทยและประเทศแถบเพื่อนบ้านอาเซียนของเรา เรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวเหมือนรู้เรื่องทั่วโลกกันเลยนะคะ และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ มีการเปิดห้องใหม่เป็นห้องภาพถ่ายโดยเฉพาะ โดยใช้เก็บประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรูปถ่าย กล้องถ่ายรูปเครื่องแรกของโลก ภาพถ่ายชิ้นประวัติศาสตร์ จากช่างภาพชื่อดังหลากหลายแขนง เป็นห้องใหม่ล่าสุดใน V&A ที่อยากแนะนาให้ไปดูกัน

 

Tate Modern Museum

Tate Modern Museum เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปแล้วมาชมงานศิลปะกันบ้าง Tate Modern Museum เป็นมิวเซียมขนาดใหญ่ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยล้วนๆ มีด้วยกันทั้งหมด 2 tower ด้วยกัน ส่วนใหญ่จัดแสดงงานหมุนเวียนตามเรื่องราวต่างๆ ด้วยความโดดเด่นเรื่องการจัดแสดงงานแล้วยังมี เรื่องสถานที่ของที่นี่ที่โดดเด่นมากเพราะตั้งอยู่ฝั่งใต้ของแม่น้า Thames โดยมีสะพานคนเดิน Millennium Bridge ที่เชื่อมระหว่างสองฝั่งเข้าด้วยกัน ถ้ามองกลับไปจะเห็น ยอดวิหาร St.Paul ตั้งตระหง่านสวยงาม เป็นสถานที่เช็คอินที่ไม่ควรพลาดอีก 1 จุด

สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากสาหรับมิวเซียมที่ลอนดอน คือทุกที่เข้าฟรี! แต่จะยกเว้นห้องจัดนิทรรศการพิเศษเท่านั้น ส่วนเหลือเราเข้าไปได้เลยไม่ต้องเสียเงิน! ตามจุดต่างๆก็จะมีตู้บริจาคตามใจเราชอบมาให้มาก แล้วแต่ใจเราและที่ชอบกว่าเพราะว่าแม้กระทั่งตู้บริจาคสาหรับในพิพิธภัณฑ์ก็ใช้ระบบ tap and pay ได้ด้วย อย่างทริปนี้เราเน้นใช้บัตร Krungthai Travel Card ถ้าเรามีบัตรนี้ติดตัวก็สะดวกสบายมากๆ ไม่ต้องพกเงินสดติดตัวไว้เยอะเวลาไปต่างประเทศ ลดความเสี่ยงจากการโจรกรรม แต่ใช้จ่ายก็แสนสะดวกแค่ Tap ก็ได้บริจาคแล้ว ไม่ต้องคุ้ยหาเหรียญหรือตามหาแบงค์ย่อยให้วุ่นวายเลย

Tate Modern Museum Cafe

Tate Modern Museum Cafe ถ้าใครไม่อินศิลปะแต่ช๊อบชอบอินกับวิวเหลือเกิน ให้มากินข้าว/กาแฟ ที่คาเฟ่ Tate เพราะเป็นคาเฟ่ที่วิวอลังการล้านแปดมาก แต่ราคาอาหารและเครื่องดื่มสามัญชานิยมลอนดอนอย่างเรายังจับต้องได้อยู่ เธอจะเห็นวิวริมแม่น้า Thames ทอดยาวแบบพาโนรามา แถมทานอาหารเที่ยงก็ไม่แรงแต่อิ่มอร่อยเยี่ยงราชนิกูลเราเลยคิดว่าคุ้มกับวิวแน่นอน ถ้าใครได้ไปลอนดอนช่วง เสาร์ อาทิตย์ พอดีแนะนาสองตลาดที่น่าไปดูชม

 

Bricklane Market

Bricklane Market ตลาดขายของมือสองและแหล่งรวมความชิคคูลของสิ่งของหลากหลาย Bricklane เดิมทีเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวบังกลาเทศในลอนดอน ถ้าไปเดินในBricklaneแล้วเจอร้านอาหารเหมือนอยู่ในนิวเดลีก็ไม่ต้องตกใจ Bricklane เติบโตขึ้นเมื่อมีวัยรุ่นที่รักศิลปะเข้ามาจับจองพื้นที่สร้างStudio มีParks ที่มีแต่ Graffiti Wall และ ในวันเสาร์อาทิตย์ก็เป็นแหล่งเปิดท้ายขายของชั้นดี ทั้งเสื้อผ้าเก่าสไตล์วินเทจ ของสะสมต่างๆ ให้มาหาของถูกและดีกัน เลือกกันดูดีๆ ได้ของดีแน่นอนที่สาคัญคือมีตลาดอาหารและคาเฟ่กระจายตัวทั่วไปเพียบเลย!

Long & Shot cafe

Long & Shot cafe ร้านนี้คือคาเฟ่ใน Bricklane เราแนะนาคาเฟ่เล็กๆ ที่กาแฟดี๊ดี อยู่ด้านในโซน Tea Room Market ทั้งบาร์จะประกอบไปด้วย Barista สองคนแข็งขันซึ่งใช้เวลาทานานหน่อยเพราะความพิถีพิถัน เป็นแหล่งหลบมุมหนาวๆ ได้ดีใน Bricklane Market ของเราเลยหละ!

 

 Columbia Street Flower Market

Columbia Street Flower Market  ตลาดขายดอกไม้ที่ยังคงการค้าขายสไตล์คลาสสิคแบบเดิม ทุกๆ วันเสาร์อาทิตย์ ถนน Clumbia street
จะถูกปิดให้เป็นถนนแห่งการค้าดอกไม้ นึกไม่ออกก็คือจตุจักรบ้านเรานั่นแหละ แต่ดอกไม้สดฤดูหนาวสีสันสวยงามเพียบ ใครจะมาเลือกดูเพื่อจัดช่อเป็นของขวัญ หรือจะซื้อแบบลงดินไปปลูกก็มีหมด แต่นักท่องเที่ยวแบบเราเดินๆดูดอกไม้รูปร่างแปลกตาก็ฟินสุดๆ ก่อนเข้าไปในตัวถนนก็มี Vibes Sunday Brunch น่ารักๆ ที่ชาวอังกฤษจะเข็นลูกจูงหลานออกมานั่งกินข้าวเช้าคาบเที่ยงกันในช่วงสายๆ มองแล้วเพลินตาดีจริงๆ

 

Cafe space and design

Cafe space and design คาเฟ่เล็กๆ ที่ฝังตัวอยู่ใน Columbia st. คือคาเฟ่น่ารักๆ สีขาวที่มีเมนูไม่มากแต่อร่อยทุกอย่างและที่สำคัญ คือ Vegan ทั้งหมด! ที่อังกฤษกระแส Vegan หรือกลุ่มผู้ไม่ทานเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก คาเฟ่นี้ที่เราเลือกก็เช่นกัน มีขนมหลากหลายชนิดที่ใช้นมทางเลือก ตัดเนย ตัดไข่ แต่ให้รสชาติเข้มข้นเหมือนเดิม! เราเลือก Seasalt Caramel บราวนี่ ที่รสชาติปกติและอร่อยมากและเราก็เชื่อว่ากินแล้วอ้วนน้อยกว่าปกติแน่นอน เย้!

 

Spital Field Market

Spital Field Market ในระยะที่เดินถึงกันจาก Columbia st. ก็มีตลาดที่น่าสนใจอีกที่ชื่อ Spital Field เป็นคล้ายโกดังใหญ่ๆ ที่รายล้อมไปด้วย Boutique Shop ของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงต่างๆ ส่วนตรงกลางจะเป็นซุ้มขายของเล็กๆ ของ Local Designers จากทั่วทุกมุมเมืองมาเปิดบูธขาย อารมณ์ Artbox บ้านเรานั่นแหละ

 

Liberty

Liberty ห้างที่เก่าแก่ที่สุดในย่าน Oxford Street ย่านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดรวมใจสายช้อปที่มาเที่ยวลอนดอน แต่เราอยากแนะนำให้มาเยี่ยมชมห้างเล็กๆ เก่าแก่ห้างดังที่ยังคงเอกลักษเก่าแก่ห้างดังที่ยังคงเอกลักษณ์ตึกเก่า สวยงาม ห้าง Liberty ถ้าใครมาช่วง Christmas ห้าง Liberty จะถือว่าเป็นห้างที่ใครๆก็รอคอยว่า Window Display สำหรับคริสมาสที่ Liberty ปีนี้จะสวยแค่ไหนน้อออ!

 

Grand State Bank Cafe

Grand State Bank Cafe  รีวิวลอนดอนทั้งที เราอยากพาทุกคนมาธนาคาร!!! 555 เพราะคาเฟ่หรูน่าเช็คอินที่ฝังตัวอยู่ในธนาคาร! Courtyard อันสวยงามของตึก Grand Statebank ถูกจัดให้เป็นคาเฟ่สวยเก๋ที่ได้ Background เป็นตึกสไตล์ยุโรปสวยงาม แต่น่าเสียดายวันที่เราไป มีการปิดเพื่อจัดอีเว้นท์ เลยอดรีวิวของอร่อยมาให้ดูแต่ถ้าใครเป็นสายอินตราแกรมแล้วเราว่าร้านนี้แปลกดีห้ามพลาดเด็ดขาด

 

H.J. Aris Cafe

H.J. Aris Cafe พาออกไปด้านนอกกันบ้าง สถานี Overground Dalston Junction ตรงข้ามกับสถานีจะมีตึกวินเทจตั้งอยู่ ตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไรแต่พออ่านดีๆแล้วมันคือคาเฟ่! ยิ่งพอได้เปิดเข้าไปแล้วยิ่งตะลึงใหญ่ เพราะว่าทั้งคาเฟ่ประกอบไปด้วย ของเก่าห้อยแขวนเรียงรายกันอย่างสวยงาม แถมเรายังสามารถนั่ง และใช้งานได้จริงๆ ถ้าใครถูกใจกับเก้าอี้หรือโต๊ะตัวนั้นจริงๆ ก็ถามได้เพราะว่าเค้าขายทั้งร้าน! เราเข้าไปหลบหนาวกินช็อคโกแลตเย็นหนึ่งแก้วแต่เป็นร้านที่อยู่นานที่สุดเพราะแค่เดินเข้าไปก็เพลินแล้ว

ข้อแนะนำในการเดินทางให้สะดวกในลอนดอน คือการมีบัตร Krungthai Travel Card ติดตัวไว้ใบนึงเพราะรอบนี้เราไม่ได้แลกเงินสดไปเลย แต่สามารถเหาะเหินเดินอากาศแบบตัวปลิวได้ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยใช้บัตรแค่สองใบคือ บัตรกดเงินสด Krungthai Travel Card และบัตร Oyster สำหรับเดินทางในลอนดอน โดยเพื่อนๆ สามารถใช้บัตร Krungthai Travel Card เติมเงินหรือเติมเที่ยวเข้าบัตร Oyster ได้ทันทีที่ตู้อัตโนมัติ สะดวกจริงๆ

ระบบการจับจ่ายที่ลอนดอนเป็น cashless หมดแล้ว บางร้านถึงกับขึ้นป้ายว่าไม่รับเงินสดแล้วด้วย! เพราะฉะนั้นมีเงินก็ไม่สำคัญเท่ามีบัตร Krungthai Travel Card ที่ให้เรทดีที่สุดกับเราในวันที่ต้องการเดินทาง แลกเงินเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ เติมเพิ่มได้เท่าที่เราจะใช้ ไม่ต้องกลัวแลกเกินแลกขาด วันไหนเรทดี ก็แลกไว้เยอะๆ  เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่แบบเราๆ รีบหามาไว้ติดตัวนะ เวลาใช้ก็ง่ายมากๆ เมื่อเราซื้อของ หรือกินอาหารเสร็จ ก็ทำการแตะบัตรที่เครื่องอ่าน ที่พนักงานจะถือไว้เวลาเราเรียกมาเช็คบิล ก็เป็นอันเรียบร้อยใช้จ่ายอย่างสมบูรณ์ หมดยุคคุ้ยเหรียญหาแบงค์แลกเงิน กระเป๋าตังใบใหญ่ๆที่ ซื้อมาก็เป็นหม้ายไปเลยจ้ะคุณ

Tips เพิ่มเติมสำหรับการเดินทางในลอนดอน

การเดินทางในลอนดอนเราว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่การเดินทางสะดวกสบายมากๆ  เพราะว่ามีทั้งใต้ดินที่ชาว ลอนดอนเนอร์จะเรียกกันสั้นๆว่า Tube หรือหลอดภาษาบ้านเรา 555 และเดี๋ยวนี้ยังมีเพิ่มเติมมาเป็น Over ground หรือรถไฟแบบบนดินที่ให้บริการไกลขึ้น และยังมีจุดเชื่อมต่อมากมาย และสำหรับ Classic Bus รถสีแดงสองชั้นที่มาลอนดอนสักครั้ง ขอให้ได้ลองขึ้น เข้าไปปุ้ปรีบวิ่งขึ้นชั้นสองเห็นวิว แบบ พาโนรามาเลยการเดินทางนั้นง่ายมากๆ มีบัตรเดียวเดินทางได้ทุกการขนส่ง คือบัตร Oyster ใช้แค่ง่ายๆ เติมเงินเท่าที่จะใช้ได้ตามต้องการ ตามตู้เติมเงินทุกๆสถานี ไม่ต้องเสียเวลาแลกเงินหรือหาเหรียญถ้าเรามี Krungthai Travel Card ก็แค่แตะเติมเงินในบัตร โดยกดตามขั้นตอนในตู้ได้เลยจ้า

สำหรับเราลอนดอนคือเมืองที่ไปเที่ยวได้ไม่รู้เบื่อ! เป็นเมืองที่ไกลจากไทยแต่รู้สึกเหมือนใกล้ มันมีฟิลลิ่งของความอบอุ่นทุกครั้งที่เราเดินทางในลอนดอน ถ้ามีเวลาซัก 1 อาทิตย์และอยากเที่ยวแบบชิวๆ แต่ในอาเซียนและเพื่อนบ้านก็ไปบ่อยแล้ว ลองหาเวลามาเที่ยวลอนดอนแบบชิวๆ ซักครั้ง แล้วเธอจะหลงรักที่นี่เพิ่มอีกเรื่อยๆ ลอนดอนจะกลายเป็นเมืองที่น่ารักในสายตาเธอเพิ่มขึ้นอีกเมืองนึงแน่ๆ

#KrungthaiTravelCard #NEXTแล้วที่London

Input your search keywords and press Enter.