จริงๆ การเดินทางของพวกเรามันก็มีหลายแบบนะ บางทีก็ลุ๊ย ลุย ลุยจนน้ำตาคลอแล้วถามตัวเองในใจว่า ‘อยู่บ้านดีๆ ไม่ชอบ!
จะพาตัวเองมาลำบากทำไมเนี่ย’ แต่บางทีก็หรูหราและสะดวกสบายจนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงก็ไม่ปาน นั่นแหละค่ะ ชีวิตก็แบบนี้ การเดินทางก็เช่นกันมันก็ต้องมีปะปนกันบ้างให้เป็นอรรถรสของชีวิต จะเที่ยวลุยๆ เสียเหงื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้ จะหรูหราไปตลอดมันก็ไม่จี๊ดจ๊าดเช่นกัน รอบนี้เราขอพามาสบายๆ ใกล้กรุงเทพ นั่งเครื่องมาชั่วโมงนิดๆ ก็ถึง แถมยังเป็นประเทศเพื่อนบ้านในเส้นทางใหม่ๆ ที่ไม่เคยเปิดบินมาก่อน เรากำลังพูดถึงไข่มุกของเวียดนามใต้ นางฟ้านางสรรค์ประจำอ่าวไทยฝั่งเวียดนาม ฟู้โกว๊ก” (Phu Quoc Island)


รอบนี้เราเลือกพักแบบสบาย เน้นกิน นอนอยู่ในโรงแรมเที่ยวแบบสวยๆ นัดแก๊งค์เพื่อนออกมาพักผ่อนกัน คอนเซ็ปต์ของรอบนี้เลยดูน่าหมั่นไส้นิดหน่อย คือ “ปรนเปรอชีวิตในฟู้ โกว๊ก” แต่อย่าพึ่งปิดหนี เรามาพร้อมกับ Checklist และบาร์ที่ควรมานั่ง ไม่ต้องหรูหรามากก็ชิคและคูลได้ในงบที่ทุกคนรับได้จริงๆ บอกเลยว่ามันเป็นทริปที่ต้องหลับตาพริ้มแล้วบอกทุกคนต้องกลับไปว่า
“มันดีมากกกกกกกกกกกกก แกร๊”


Fly with World’s Best Reginal Airlines.

เราออกเดินทางกับบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินที่พึ่งได้รับรางวัลระดับโลกจาก Skytrax มาหมาดๆ ในเรื่องของการบริการที่บูที๊คบูทีค จากกรุงเทพ-สุวรรณภูมิ เพื่อนๆ สามารถบินตรงสู่ฟู้โกว๊ก แค่ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว เผลอๆ อาจจะใกล้กว่าภูเก็ตอีเรียกว่าเบิกเนตรมาก เพราะเมื่อก่อนถามว่าไปไหนในเวียดนาม คำตอบก็จะวนๆ ที่ โฮจิมินท์ ฮานอย ดานัง แต่ตอนนี้เพิ่ม ฟู้โกว๊กมาอีกที่นึงแล้วนะ และน่าจะมีตามมาอีกเยอะมากในอาเซียนของเรา


เช็คอินเสร็จเรียบร้อยก่อนขึ้นเครื่องบางกอกแอร์เวย์สมีเลาจน์ให้สำหรับผู้โดยสารทุกคนให้กินขนมและเครื่องดื่มพอกล้อมแกล้มก่อนขึ้นไปทานต่อบนเครื่อง แต่ถ้าเป็นผู้โดยสารชั้นธุรกิจ หรือสมาชิกPremier Flyer Bonus ก็สามารถเข้าเลาจน์ที่เป็นส่วนตัวขึ้นมาอีกนิด พร้อมบริการอาหารร้อนและติ่มซำที่มากมายเหลือเกินที่ Blue Ribbon Lounge ชีวิตดีก่อนถึงอีก

GOOD TO KNOW
สายโซเชียลไม่ต้องกังวลถ้าไม่ได้เปิด Data Roaming หรือ หิ้ว Pocket Wifi มาจากไทย สามารถมาซื้อซิมได้ที่สนามบิน
6 GB ประมาณ 10 USD เล่นได้ตั้ง 7 วัน โทรหากันในประเทศได้ประมาณนึงเลยแหละ (ซื้อได้บริเวณฝั่งขาเข้าภายในประเทศ)


Phu Quoc Stay!


บอกแล้วไงว่าทริปนี้ตั้งใจมาพักผ่อนแบบลูกคุณหนู ทุกอย่างคุณหนูหมดตั้งแต่รถที่ไปรับมาจากสนามบินยังมีชุดน้ำชาและคุ๊กกี้ให้กินบนรถแบบไม่กลัวกระเฉาะ ขาดยังเดียวจริงๆ ค่ะคือพี่ๆ เค้าเป็นคนเวียดนามไม่งั้นคงเรียกเราว่าคุณหนูแน่ๆ เพราะบริการแทบจะปูพรมแดงซะขนาดนี้ เกรงใจรองเท้าแตะที่ใส่มาเลย 5555


เราพักกันที่ JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay นี่ไม่ใช่โรงแรมธรรมดาแต่มาในธีมมหาวิทยาลัยนะจ๊ะ เก๋ไปอีกกกก บรรยากาศในโรงแรมนางก็มโนขึ้นมากันว่านี่คือมหาวิทยาลัยเก่าที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ อารมณ์เหมือนมาอยู่ในยุคดัมเบอร์ดอร์ ปกครองฮอกวอกส์อะไรอย่างงั้นแหละ แต่ที่นี่ชื่อ Lamark University ธีมของมันก็จะแบ่งตามสีตึกเป็นคณะต่างๆ ถ้าเปลวเทียนที่รามคำแหงให้แสงและให้ทาง ที่นี่ก็ให้การพักผ่อนที่สะดวกสบายเหลือเกิน


ที่นี่ไม่มีติดศูนย์นะ มีแต่ติดอกติดใจไม่อยากกลับบ้านเท่านั้นแหละค่ะคุณผู้ชม เพราะมุมถ่ายรูปเยอะมาก เหมือนหลุดมาอยู่ในเมืองอีกเมืองนึงในฟู้โกว๊ก เดินเล่นทั้งวันก็ไม่ไหว เพราะไม่งั้นจะไม่ได้เที่ยวที่อื่น อิอิ

ดูห้องพักซะก่อนมีความประดิษฐ์ประดอย โซฟาปลายเตียง Turndown ทุกคืน โอ้ยยยยย ถ้าหอพักในมหาลัยเป็นแบบนี้ นี่ก็ยอมไม่กลับบ้าน จะลงเทอมละ 100 หน่วยกิต เรียนสิบปียังไม่จบก็จะหาค่าเทอมมาจ่ายให้ครบทุกงวดจริงๆ


HO QUOC PAGODA

เคยเห็นอ่าวไทยจากประเทศเพื่อนบ้านมะ? ถ้ายังไม่เคยก็แวะมาฟู้โกว๊กนี่แหละ ด้วยความที่เกาะนี้มันตั้งอยู่บนอ่าวไทย ขนาดใหญ่กว่าภูเก็ตนิดหน่อย นักท่องเที่ยวต่างชาติบางคนที่ชอบอะไรที่มันดูดิบกว่าและสงบกว่าก็จะเลือกมาที่นี่ แถมหลายๆ อย่างก็ถูกกว่าด้วย เพราะกำลังเป็นเมืองที่รัฐบาลเวียดนามกำลังผลักดันให้เป็นเมืองหลักของการท่องเที่ยว


เราขึ้นมาดูวิวบนเจดีย์ HO QUOC เจดีย์นี้ไม่มีอภินิหารอะไรมาเล่าหรอก เพราะมันพึ่งสร้างเสร็จเมื่อประมาณปี 2012 นี่เอง เป็นเจดีย์ใหม่ๆ ถ้าจะมีตำนานก็คงจะมีเรื่องราวของแก๊งค์สาวสวยจากเมืองไทย ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเที่ยวบนเกาะนี้ แล้วชาวบ้านคิดว่าเป็นนางฟ้า … นั่นก็คือพวกชั้นนั่นเองค่า 55555

แม้จะไม่ได้มีเรื่องเล่าอะไรมากมาย นอกจากที่มันใช้เงินหลายร้อยล้านในการสร้าง แต่ที่นี่ก็ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนาบนเกาะ เพราะฉะนั้นมาถึงแล้วก็ควรหาเวลาขึ้นมาสักการะขอพร ขอให้ได้กลับมาอีกรอบหน้ากับแฟน ขอให้นอนที่นี่แล้วอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านอะไรก็ว่าไป

เรากลับมาทานดินเนอร์กันที่โรงแรม เพราะตั้งใจอยากกินซีฟู๊ดที่สะอาดๆ เลยเลือกกินกันที่โรงแรมนี่แหละ สะดวกสุด ราคาสูงกว่าข้างนอกนิดหน่อยแต่เรื่องบริการและรสชาติก็ถือว่าผ่านและไร้ที่ติ สดกว่านี้ก็ต้องเอานางเงือกเป็นๆ มาให้กินแล้วค่ะพี่!


ปกติอยู่บ้านนอกจากจะต้องเดินไปตักข้าวเองแล้ว ยังต้องตักเผื่อเวลาพ่อขอเบิ้ลจะได้ไม่ต้องลุกไปเติมบ่อยๆ แต่ที่นี่พี่บริกร
ยืนห่างๆ อย่างห่วงๆ ไม่ให้คลาดสายตา พึ่งเข้าใจว่าใช้ชีวิตแบบลูกคุณหนูมันแบบนี้นี่เอง(เม้มปากเวลาเคี้ยวข้าวแบบสวยๆ)

ถ้ายังไม่ง่วงแล้วอยากออกไปเดินดูแสงสีของบ้านเมืองยามค่ำคืน ต้องบอกก่อนว่าที่นี่กำลังพัฒนาอาจจะไม่มีแสงสีมากนัก แต่ที่มีอยู่ก็ไม่ได้น้อยเลย เราแนะนำให้ออกไปเดิน Phu Quoc Night Market เผื่อกินไม่อิ่มมีของจุ๊กจิ๊กๆ ให้เดินซื้อ เดินกินทั้งตลาดเลยแหละ เราชอบมะม่วงคลุกเหมือนที่ซื้อกินที่ดานัง และเครปเวียดนาม ผงชูรสแน่นดี เลิศ!


เช้าวันต่อมาสายรักสุขภาพอย่างเราที่ออกกำลังกาย 1 ครั้งในทุกๆ 100 วันก็ไม่พลาดโยคะกลางน้ำแบบสวยๆ คือเล่นในสระน้ำโรงแรมนี่แหละ ค่อยๆ เคลื่อนไหวกวักน้ำในสระและทรงตัวบน Board ดีๆ ให้ไม่ล้ม อู้หูววว เก๋กว่านี้ก็ต้องไปเล่นในอ่าวไทย

อ้อ! แถมยังมีกิจกรรมคูลๆ สำหรับสายน้ำข้าวที่รักสุขภาพอย่าง Yoga Beer ด้วยนะ! จิบเบียร์เพลินๆ ยกแขนหนึ่งข้าง กระดกหนึ่งกรึ๊บ เอ้า ยกแขนอีกข้างให้รางวัลตัวเองอีก 2 กรึ๊บอะไรอย่างงี้ เล่นไปเล่นมาเมาพอดีค่ะ 5555

พวกเราก็แพลนกันว่าออกเกาะซักหน่อยดีกว่า เลยเลือกที่เป็น Finger Island กับ Mayrut Island แต่น่าเสียดายวันที่เราไปอากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลยต้องตัด Finger Island เหลือแค่เกาะเดียว

ถ้าถามเราว่าสวยมั้ย เค้าบอกว่าเหมือนอันดามันเลยแหละ แต่เราก็ไม่เห็นเพราะสภาพอากาศไม่ค่อยดี เลยไม่เห็นน้ำที่ใสแจ๋วจริงๆ แต่มีอย่างนึงที่เมืองไทยหรือประเทศไหนๆ ในโลกไม่มีแน่ๆ คือเรือกระด้งนะ signature ที่สุด

แต่แค่มานอนเล่นๆ ใส่แว่นกันแดดทั้งๆ ที่พายุเข้า นอนฟังเพลงเพลิน กับลมโชยเบาๆ แค่นี้ก็ฟินแล้วนะ

เรากลับมาเที่ยวในเมืองกันต่อแบบเบาๆ ช่วงบ่าย โดยเริ่มจากการไปหวนรำลึกความหลังที่ไม่ค่อยมีใครอยากจำ นั่นก็คือ เรือนจำต้นมะพร้าว (Phu Quoc Coconut Prison) ในอดีตที่นี่เคยเป็นเกาะที่เอาไว้คุมขังนักโทษสงครามถึง 2 ครั้ง ทั้งตอนที่มีปัญหารบกับฝรั่งเศส และอเมริกา ด้านในแม้บรรยากาศจะไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะสร้างขึ้นเพื่อให้ดูเตือนใจคนรุ่นใหม่มากกว่า

ด้านในยังมีรูปปั้นเอาแสดงวิธีการหลบหนีของนักโทษที่เคยหลบหนีสำเร็จ และคุกรูปแบบต่างๆ เช่นคุกกรงเสือ


ประเทศอื่น เมืองอื่นอาจจะมีของดังประจำถิ่นแบบของที่ระลึกเก๋ๆ แต่ที่นี่ของฝากยอดฮิตคือ น้ำปลา!  มีเป็นสิบๆ เจ้าทั้งเกาะ แต่มีไม่กี่เกาะที่เปิดให้เข้าชม ถามถึงความจริงจังในการทำน้ำปลา บอกเลยว่าเค้าพิถีพิถันมากกกกกกก เป็นของดังประจำเกาะ

เหมือนไปนครสวรรค์ต้องซื้อโมจิ ไปกำแพงเพชรต้องแวะกินกล้วยฉาบ เข้าเชียงใหม่ต้องกินไส้อั่ว นี่แหละมาฟู้โกว๊กต้องน้ำปลา จริงๆ แล้วมีบางร้านที่เอาน้ำปลามาทำไอศกรีมด้วยนะ แต่เราหาร้านไม่เจอ เลยอดชิมไอศกรีมน้ำปลาเลย และถ้าใครอยากซื้อกลับ ต้องซื้อแบบขวดพลาสติก ไม่เกินขวดละ 1 ลิตร  และโหลดลงใต้ท้องเครื่องเท่านั้นนะ ห้ามถือขึ้นเครื่องโดนยึดแน่นอน


พอแดดเริ่มคล้อยเราก็ไปดูวิวเมืองสวยๆ ที่ Chuồn Chuồn Bistro Sky Bar สำหรับร้านนี้วิวสวย บรรยากาศดีและประทับใจมาก แต่การบริการไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เช่น จองโต๊ะไว้ แต่พนักงานพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เลยปล่อยโต๊ะให้ฝรั่งที่มาทีหลังนั่งที่ของเราทั้งๆ ที่จองไว้แล้ว หรือ เอาเมนูมาให้ดู สั่งเสร็จปุ๊ปให้เดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ก่อนถึงจะเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ

แต่มาเที่ยวอะเนาะ อะไรยอมได้ก็ยอม เลยไม่ได้สนใจอะไร แค่มีเครื่องดื่มเย็นๆ เข้าปากก็สดชื่นไปถึงกรุงเทพ

อีกร้านนึงที่อยากแนะนำเลยคือ  Nha Hang Crab House ความสดของอาหารทะเลในฟู้โกว๊ก ผสมกับการปรุงรสแบบอเมริกัน นี่เป็นร้านของคนเวียดนามที่ไปอยู่อเมริกานาน กุ้งถังและซีฟู้ดรสชาติจัดจ้านบอกเลยว่าห้ามพลาด เราชอบหอยนางรมกับกุ้งมากเป็นพิเศษเพราะสด กรอบ แถมมีผู้ชายแกะให้กินไปอีก ฟินเว่อร์ค่า ถ้าใครไม่กินอาหารทะเลเค้าก็มีไก่ทอดรสชาติดีด้วยนะ ส่วนปูนั้นเราไม่ถนัด ขอข้าม 5555 แค่นี้ก็กินอิ่มนอนอุ่นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!

เช้าวันที่ 3 เราตื่นสายๆ ออกไปกินอาหารเช้าของโรงแรม บอกเลยว่าตั้งแต่เที่ยวมาทั้งปี 2017 นี้ อาหารเช้าโรงแรมนี้อลังการสุด ชนิดที่ว่าถ้าเพื่อนบอกให้หยิบอะไรมาให้ก็ได้ ก็หยิบไม่ถูกเพราะมันเยอะมีเป็นร้อยๆ ชนิด ตั้งแต่จีน ไทย เวียดนาม ฝรั่ง
เลือกกินกันไม่ถูกเลยแหละว่าจะกินอันไหนก่อนดี

เสร็จแล้วก็เดินเล่นรอบๆ โรงแรมเพราะมีมุมถ่ายรูปให้เลือกเยอะเหลือเกิน ถ้าเวลาเหลือก็เผื่อไปทำสปา ชีวิตชิวๆ มาเที่ยวเพื่อพักผ่อนมันเป็นแบบนี้นี่เองค่า ตกสายหน่อยก็จิบกาแฟ เป็น Brunch แทนก็ได้ เพราะกาแฟเวียดนามอร่อยเหมือนกินลูกอมกาแฟละลาย 5555 ชอบมาก

GOOD TO KNOW
จริงๆ แล้วถ้าใครจะมาแบบ Budget นั่งบางกอกแอร์เวย์สมาที่ฟู้โกว๊กราคาไม่ได้สูงเลยนะ เหมือนบินไปเที่ยวภูเก็ต เชียงใหม่นี่แหละ ส่วนโรงแรมนั้นก็มีให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย ถูกลงมาหน่อย ชิคและฮิปก็มี ถ้าไม่ได้พักแต่อยากเข้ามาเดินเล่นถ่ายรูปในโรงแรม ก็เข้ามาได้ฟรีๆ แค่โชว์ Boarding Pass ที่เดินทางมาฟู้โกว๊กกับบางกอกแอร์เวย์ส ประหยัดไปตั้งสามแสนดอง แถมได้ Welcome Drink อีก 1 แก้วด้วย แต่ถ้าอยากมาพักก็มีส่วนลดอีกมากมาย เช่น อัพเกรดห้องฟรี ลดค่าห้อง 20% จากราคาที่ดีที่สุด และรับส่งถึงสนามบินฟรีๆ สำคัญที่สุดมาเที่ยวเวียดนามไม่ต้องทำวีซ่าอยู่ยาวๆ ได้นานถึง 30 วันแหนะ

ไฟลท์กลับกรุงเทพของบางกอกแอร์เวย์สออกจากฟู้โกว๊กประมาณ บ่ายสองโมง แสดงว่าเราจะมีเวลาชิวๆ ตื่นสายๆ ไม่ต้องรีบร้อนอีกตั้งครึ่งวันก่อนกลับกรุงเทพ แถมมีอาหารร้อนให้กินบนเครื่องเป็นอาหารเที่ยงอีกด้วย

บอกเลยว่าฟู้โกว๊กเป็นอีกดินแดนสวรรค์ของคนรักทะเล ที่ใครๆ ก็อยากมาและควรมา มาสัมผัสชีวิตแบบชาวเวียดนามใต้ กินอาหารซีฟู๊ดสดๆ พักผ่อนแบบบรรยากาศดีๆ ให้ชีวิตพร้อมกลับไปใช้ได้ต่อ อย่าลืมว่าที่สวยๆ และดีแบบนี้ ห่างจากกรุงเทพแค่ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น สวรรค์กลางอ่าวไทยอีกช้อยส์ดีๆ สำหรับเพื่อนๆ ทุกคนนะ :)