มันก็คงจะมีไม่กี่ที่ ที่ไม่ว่าจะเอ่ยปากถามใครว่ารู้จักที่นี่ไหม เกือบร้อยทั้งร้อย ก็จะบรรยายภาพ และความรู้สึกเกี่ยวกับสถานที่นั้น ไปในทางเดียวกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน และแน่นอนว่า ถ้าพูดชื่อ Seattle และ Portland สองเมืองขนาดไม่ใหญ่ ทางด้าน North West ของอเมริกาขึ้นมาแล้วละก็ กลิ่นความเก๋ ชิค และฮิปก็ลอยฝุดขึ้นมาปั๊ป!

ว่าแล้วก็อย่าช้า มาตามเราขับรถ ออกตะลุย Road Trip นั่งลัดเลาะไปตามแนวเขา ที่จะหันซ้าย ขวา หน้า หรือหลัง ก็เจอภูเขาลูกใหญ่อลังการ ให้มองได้เพลินตา แล้วพอลงจากรถปุ๊ป ก็เดินเล่นชมเมืองเพลินๆได้ทั้งวัน ถ้าเหนื่อยก็หยุดแวะชิมกาแฟร้านดัง แล้วลองชวนคนแปลกหน้าข้างๆคุยเล่น จากนั้นก็แวะถ่ายรูปกับมุมเก๋ๆ หยุดชิมอาหารอร่อยๆ แล้วก็ขนขนม พากันไปปิคนิค รอชมพระอาทิตย์ตกดินสุดอลังการกันเถอะ!

*ด้วยความที่ดีเทลของแต่ละที่นั้นเยอะมาก เราขอยกน้ำจิ้มของแต่ละเมือง มาพอให้เกิดกิเลศกันก่อน  แล้วถ้าอยากอ่านละเอียดๆ กดตามลิ้งไปได้เลยนะจ้ะ*


Seattle

ถ้าว่ากันตามหลักการภูมิศาสตร์และประชากรศาสตร์แล้ว Seattle ถือเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ เป็นอันดับต้นๆของเมริกาเมืองนึงเลย แถมยังขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองที่สุดแสนจะโรแมนติก ไปแล้วไม่มีเหงา เพราะมี “เขา” อยู่รอบตัว 5555 บอกเลยว่า ถ้าในวันที่อากาศดีเนี่ย สามารถหมุนตัว ทำฟูลเทิร์น 360 องศา หันหน้าปรายตามองไปรอบตัว ก็จะสามารถมองเห็นภูเขาได้จากทุกทิศทาง เป็นเมืองที่ทั้งเจริญ แล้วก็สงบในคราวเดียวกัน

นอกจากความสวยงามเหล่านั้นที่เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลกันมาที่ Seattle แล้ว เรายังพบว่าวัฒนธรรมด้านดนตรีและศิลปะของที่นี่นั้น ก็แข็งแรงไม่ต่างกัน ทั้งพิพิธภัณฑ์ที่ไปยืนต่อคิวตั้งแต่ 7 โมงเช้าก็ยังไม่ทันซื้อบัตรเข้า ทั้งคอนเสิร์ตวงดีๆ ที่ถ้าเป็นบ้านเรา ค่าตั๋วคงแพงหูฉีก และต้องอดหลับอดนอน รอจองตั๋วที่หมดใน 10วิแรก


Downtown Area

Pike Place Market

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไปแล้ว ตลาดเก่าแก่แห่งนี้เปิดตั้งแต่เช้าตรู่ จนถึงพระอาทิตย์ตกดิน มีขายทั้งของสด อาหารทะเล ดอกไม้ ลามไปถึงของฝาก จนกระทั้งงานCraft และสินค้าท้องถิ่นก็มา บอกตรงๆว่าเดินสนุกมาก เราแวะเข้าร้านนู้น ออกร้านนี้ รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปหลายชัวโมงเลย ยิ่งเสาร์-อาทิตย์ตอนเช้าๆนิยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ ได้เห็นคนท้องถิ่นออกมาจับจ่ายซื้อของกันจริงๆ


Beecher’s cheese

ที่นี่คือหนึ่งในร้านที่ตั้งอยู่ในตลาด Pike Place ที่เราภูมิใจอยากเสนอมากกก สำหรับคอชีสทั้งหลายต้องกรี้ดสลบ เพราะ Beecher’s ทำชีสให้ดูกันในตู้สดๆ กันสดๆ มีขายทั้งชีสก้อนกลับบ้าน หรือชีสแท่งอบกรอบ ซื้อเป็นของฝากได้ รวมถึงอาหารปรุงร้อน

ถ้าใครเป็นคอชีสตัวยง อาจจะยังรู้สึกไม่จุใจพอกับเมนูนี้ ต้องโดน “Mac&Cheese” หรือมักกะโรนีผัดชีส อันนี้เยิ้มสุดใจ หวาน มัน หอมอร่อย แต่กินไปเรื่อยๆ ก็จะรู้สึกไขมันรอบเอวหนาขึ้นหนึ่งเซนติเมตรในทันที 555 รวมถึงอีกเมนูเด็ดได้แก่ “Grilled Cheese” หรือขนมปังปิ้งไส้ชีส ที่ปิ้งมาได้กรอบพอดิบพอดี บิครึ่งออกมาแล้ว ชีสข้างในไหลเยิ้ม ได้รสชีสเค็มๆ ตัดกับขนมปังหอมๆ กินตอนหนาวๆหิวๆเนี่ย หมดอันแบบไม่ทันรู้สึกตัวเลย


Northern Down Town Area

ย่านนี้อยู่พัดขึ้นมาทางตอนบนของถนน Pike Street ซึ่งแน่นอนว่ายังคงคอนเซปเดิม คือความเก๋ แต่เพิ่มเติม คือจะวัยรุ่นขึ้นมาอีกนิดนึง เห็นพวกพวกร้าน Craft Beer ร้าน Skateboard และร้านเสื้อผ้าแนว Street มากขึ้นต่างจาก Pioneer Sqaure ที่จะได้ฟิวผู้ดี สง่างาม สงบๆ ซึ่งเราอยากแนะนำให้มาย่านนี้ ช่วงบ่ายคล้อยๆ ที่พวกเด็กมหาลัย จะเลิกเรียนแล้ว พากันยกพวกมาเล่นบอร์ด เล่นกีฬาอะไรว่าไป เป็นอาหารตาชั้นดีนะเออ

Starbucks Reserve Roastery & Tasting Room

หลายๆคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่า เมือง Seattle เนี่ย เป็นต้นกำเนิดของตำนานกาแฟ Starbuck ร้านกาแฟที่มีสาขาดังไปทั่วโลก ซึ่งก็มีสาขาแรกตั้งอยู่ใน Pike Place Market ที่ตอนนี้แทบจะเป็นร้านขายของฝาก มากกว่าขายกาแฟไปแล้ว ส่วนตัวเราไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่

แต่กลับกัน พอเราเสิร์จเจอ Starbucks Reserve Roastery & Tasting Room ซึ่งเป็น Starbucks ที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หลักๆคือทาง Starbucks ตั้งใจทำให้เป็นคอนเซปห้อง Lab ที่เป็นทั้งที่คั่วกาแฟขายให้กับแบรนด์ Starbucks Reserve ทั้งอเมริกา รวมถึงมีเมนูแปลกๆ และเทคนิคใหม่ๆให้ได้ชิมกัน ลามไปถึงการขายเสื้อผ้า ขาย accessary และมีแม้กระทั่งห้องสมุด! โอ้ยยย ล้ำเหลือเกินเด้อ ยอมแล้วจ้า

ซึ่งใครอยากมาสัมผัสประสบการณ์ชิมกาแฟแบบมีผู้เชียวชาญ คอยซักถาม และแนะนำ ยกมาให้ชิมทีตัว จนกว่าจะเจอสูตร และเมล็ดที่ชอบที่สุดเนี่ย เขาก็มีบริการฟรีๆนะ แต่แนะนำว่าต้องมาเช้าๆหน่อย เพราะสายปุ้ป คนจะเยอะมากกก ต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเลยทีเดียว

The Elliott Bay Book Company

เป็นอีกที่นึงที่ประทับใจมาก ง่ายๆเลย มันคือ ร้านหนังสือจ้า 5555 พูดไปจะหาว่าเป็นเด็กเนิร์ด แต่ร้านหนังสือที่นี่มันน่าอยู่จริงๆนะ คือเขาจัดบรรยากาศให้มันโปร่งสบายตา เพดานสูงโล่ง มีที่นั่งอ่าน สลับกับชั้นหนังสือ และมุมแนะนำจัดอันดับ แบบมีโน้ตเล็กๆจากทางร้าน ว่าเกี่ยวกับอะไร ชอบเพราะอะไร โอ้ยยย ก็ว่ากะจะมาเล่นๆแป้ปเดียวนะ แต่ทำไมเงยหน้ามาอีกทีผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วหละ 555

Everyday Music

ตรงข้ามกัน ก็จะมีร้านแผ่นเสียงใหญ่ ใหญ่มากกกก จนสามารถเรียกว่าเป็นโกดัง น่าจะเหมาะกว่า โดนจะมีทั้งแผ่นเสียงใหม่ และของเก่า โดยของนั้นอัพเดทกันทุกวัน อือหือออ คนรักแผ่นเสียงมานิต้องมีล้มละลายกันบ้างไม่มากก็น้อยอะ

Molly Moon’s

อยู่ไม่ไกลกัน จะมีร้านไอศกรีมเจ้าดังที่กลิ่น Waffle Cone ที่ทำสดๆใหม่ๆนั้นลอยหอมเตะจมูกมาตั้งแต่หัวโค้ง ซึ่งได้กลิ่นปุ้ป เราพูดกับเพื่อนว่า กินกันคนละโคนเลยนะ แต่ดีที่ไหวตัวทัน เพราะ 1 scoop ของนางนั้นใหญ่ยักษ์มาก แบบแบ่งกินกัน 3 คนยังแทบจุก แต่เอ้ะ ทำไมหันไปข้างๆ แล้วคุณพี่ฝรั่งชาวมะกัน เขาสั่งกัน 3 scoop เลยหละ บ้าไปแหล่ววว


Lower Queen Anne Area

Space Needle  

ไหนๆก็ไหนๆ มาถึง Seattle ทั้งทีจะพลาด Landmark สุดคลาสสิคของเมือง ที่อยู่ในหนังสือ และโปสการ์ดแทบจะทุกอันไปได้ยังไง 555 ไอ่เจ้า Space Needle เนี่ยคือ ตึกที่สูงที่สุดของเมือง มีรูปร่างเหมือนเข็มสูงๆเพรียวๆ และมีจานบินอยู่ด้านบน อันเป็นที่มาของชื่อนั่นเอง ซึ่งเราสามารถขึ้นไปชมวิว และมีร้านอาหารด้วย ซึ่งในวันที่อากาศดีๆ ฟ้าใสๆเนี่ย ก็จะมองทะลุเห็น Mount Rainier ได้แบบสบายๆเลย

Chihuly Garden and Glass

ถัดมาข้างๆ ก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะการเป่าแก้ว ฝีมือคุณ Dale Chihuly ผู้ซึงเป็นศิลปินเป่าแก้วที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ตอนแรกก็คิดว่าจะน่าเบื่อๆ บ้านเราก็มีเป่าแก้วเนี่ย แต่เหยยยย มันดีย์อ่ะ เราชอบตรงที่มันเหมือนเป็นอีกก้าวนึงของการงานศิลปะการเป่าแก้ว คือเน้นเพื่อจัดแสดง โชว์ความสวยงามของเครื่องแก้ว ที่ไม่จะเป็นต้องเป็นของใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องประดับเท่านั้น

แล้วแต่ละห้องก็จะใช้เทคนิคการจัดแสดง ที่แต่งต่างกันไป แบบ ป้อปจ๋าๆ ใช้ไฟ LED ก็มี แบบเชิงสร้างฝันหน่อยๆ อย่างห้องใต้ทะเล ที่ใช้ไฟส่องทะลุเครื่องแก้วสีต่างๆกัน ก็สนุกไม่เบาเลย

พอเดินออกมาด้านนอก ก็จะเป็นสวน ที่ไม่น่าเชื่อว่า เครื่องแก้วจะสามารถปรับให้เข้ากับการจัดสวนได้ขนาดนี้ ชอบมากเลย เป็นที่ๆอยากให้ทุกคนได้มาที่สุดแล้วถ้าได้มา Seattle

Museum of Pop Culture

เป็นอีกพิพิธภัณธ์ที่ไม่อยากให้พลาดกัน ยิ่งถ้าใครอินเรื่องดนตรี และ Pop Culture แล้วละก็ ที่นี่น่าจะเรียกว่าเป็นสวรรค์ได้เลย ส่วนตัวเราไม่ได้เข้าข้างในเพราะเวลาไม่พอ แต่แค่ได้เดินผ่าน ถ่ายรูปตึกสวยหน้าตาล้ำ กับแวะช้อปเบาๆ ที่ร้านขายของที่ระลึกด้านใน ซึ่งรวบรวมทั้ง CD แผ่นเสียง เสื้อยืด และของจุกจิกของศิลปินวงดังมาไว้ในที่เดียว ก็คุ้มค่ากับการโฉบผ่านแล้ววว

**อ่านเกี่ยวกับ Seattle แบบเต็มๆต่อที่นี่**


คำถามแรกที่เจอเมื่อทุกคนรู้ว่าเราไป Seattle คือ “ฝนตกทุกวันไหม”?

เพราะที่นี่ เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อ ว่าฝนตกตลอด 80% ของทั้งปีนั้น ดังนั้นถ้าจะต้องกับวันที่เจอฝนพรำๆ ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ กลับกัน ถ้าวันไหนแดดออก ฟ้าใส นั้นถือเป็นเรื่องผิดปกติมากกก ผู้คนนิจะพากันอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตามท้องถนนและร้านค้าจะเฟรนลี่ขึ้นสามเท่า และจะพบคนนั่งตากแดดกับเต็มสวน 555

ดังนั้นการเก็บกระเป๋าเตรียมเสื้อผ้ารอบนี้นั้นถือว่ามีความยากประมาณนึง ต้องให้พร้อม ไม่ว่าจะเจออากาศเย็นตอนกลางคืน หรือร้อนอบอุ่น เมื่อมีแดดออกตอนกลางวัน แถมยังเสี่ยงจะเจอฝนตกได้ทุกเมื่ออีก เราเลยเลือกแต่เสื้อผ้า และของใช้ แบบที่ใช้งานได้หลากหลายฟังค์ชั่นในชิ้นเดียว และมีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ไม่กินพื้นที่ในการซื้อของฝาก 555

อย่างอันที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือ เสื้อกันฝน ที่สวย น้ำหนักเบา และใส่แล้วไม่ร้อน! อย่าง Dri phoon hooded jacket ของ Columbia ที่มี omni technology ที่กันน้ำทั้งตัว แบบว่าเอาน้ำมาราด ก็ไม่เปียก แถมยังระบายอากาศได้ดีเยี่ยม หมดกังวลว่าใส่แล้วจะร้อน อึดอัด เหนียวตัว แถมยังสามารถพับให้เหลือเป็นชิ้นเล็กเท่าฝ่ามือได้อีก จะพกไปไหนก็ไม่เกะกะ สะดวกสุดๆ

อีกอย่างก็คือ เสื้อแขนยาว Silver Ridge plaid long sleeve ที่จะใส่ตัวเดียวก็ได้ลุคลุยๆ เข้ากับบรรยากาศป่าเขาเขียวๆ หรือจะได้ทับคลุมเฉยๆ สำหรับวันที่เดินเที่ยวในเมือง ให้ไม่ดูบู้จนเกินไปก็ดี Mix & Match ง่ายขนาดนี้ยังไม่พอ ยังกันแดดได้สวยๆ ถึง UPF 30 จะรังสี UVA หรือ UVB ก็ไม่หวั่นทั้งนั้น เนื้อผ้าใส่สบาย มีช่องระบายอากาศ ใส่แล้วไม่ร้อนแน่นอนเด้อ


All about National Park

ทริปนี้นอกจากจะเน้นกิน เที่ยว ช้อปในเมืองแล้ว เราก็ไม่พลาดโอกาสไปสัมผัสธรรมชาติรอบๆ ที่ขึ้นชื่อว่า อุดมสมบูณ์ และมีชื่อเสียง โด่งดังติดอันดับต้นๆของประเทศกัน ซึ่งน่าเสียดายว่า ก่อนที่เราจะมาเพียง 1 อาทิตย์มีเหตุไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่แถว Columbia River Godge ทำให้แผนการกางเต้นท์ตั้งแคมป์นั้นต้องพับไป หรือเป็น Day Trip ชิวๆ กินลมชมวิวดูพระอาทิตย์ตกแทน ซึ่งก็ดีงามไม่แพ้กันเลยแหละ

**อ่านเกี่ยวกับ National Park รอบ Seattle และ Portland แบบเต็มๆต่อที่นี่**


GOOD TO KNOW

นอกจากจะต้องเจอสภาพอากาศที่แปรปรวน เหมือนผู้หญิงตอนประจำเดือนกำลังจะมา เอาแน่เอานอนอะไรไม่ซักอย่างแล้ว แพลนของทริปนี้ ยังแน่นเอี๊ยดไปหมด ตอนจะคิดว่าจะใส่อะไรบ้างเนี่ย ก็ต้องคิดเผื่อว่าต้องเป็นเสื้อผ้า ที่ทั้งพร้อมลุย บุกป่าฝ่าดงได้ แต่ก็ต้องสวย และเก๋พอ ที่จะเอาไว้ไปเดินเล่นชิวๆในเมืองได้อย่างไม่เคอะเขิน ซึ่งแต่ก่อน เราจะเห็นว่าเสื้อผ้าลุยๆ ที่มีฟังค์ชั่นพร้อมสรรพเนี่ย มักจะดีไซต์ไม่สวย แต่เหยยยย โลกมันเปลี่ยนไปแล้วแก จะลุยแค่ไหน ก็ต้องคูลได้เช่นกัน

อย่างรอบนี้ เราพก Irico macro short sleeve shirt เป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทรง Slim Fit ที่น้ำหนักเบา และมีเทคโนโลยี Omni-Freeze ZERO™ sweat-activated super cooling ที่ยิ่งใส่จะยิ่งเย็นขึ้นเมื่อเหงื่อออก และแห้งสบายตลอดทั้งวัน ด้วยเนื้อผ้าพิเศษ อย่าง Omni-Wick™ รับรองว่า ต่อให้ไปตะลุยเดินทางไกล เหงื่อออกเยอะ หน้ามันวิบวับแค่ไหน เนื้อผ้าตัวนี้ก็ระบายความชื้น ระบายลม ไม่อมเหงื่อ ให้เหม็นกวนใจตลอดทั้งวัน

คู่กับกางเกงขาสั้น รุ่น Battle ridge II หรือ กางเกงขายาวรุ่น Kilch spire stretch pant ที่สามารถกันแดด ได้สูงถึง UPF 30 และด้วยการตัดเย็บพิเศษของ Columbia ทำให้ใส่แล้วเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ กระโดดโลดโผน เหาะเหินเดินอากาศได้สบาย แถมดีไซน์ก็ดี้ดี ใส่แล้วไม่โดนแซวว่าเป็นลุงเด้ออ


Portland

ถ้าใครติดตามเรื่อง กาแฟ และเบียร์ อยู่ละก็ น่าจะต้องเคยอ่านชื่อเมืองนี้ผ่านๆ จากนิตยสาร และบทความซักอัน เพราะคนที่นี่นั้น เขาเอาจริงเอาจังกับสองเรื่องนี้แบบสุดๆ อาจจะเรียกได้ว่าโลกของพวก Nerd ด้านกาแฟ และเป็นแหล่งดึงดูด Geek เรื่อง Craft Beer เลยแหละ สังเกตง่ายๆว่า เดินไปทางไหนทุกหัวมุมถนน จะต้องเจอร้านกาแฟอย่างน้อยหนึ่ง และอีกสิบก้าวถัดไป ก็จะเจอโรงบ่มเบียร์ เป็นอย่างนี้สลับกันไปเรื่อยๆ 555

ดังนั้น ถ้าถามว่า Portland มีอะไรให้เที่ยวบ้าง มันก็จะตอบยากนิดนึงอะเน้าะ เพราะก็จะไม่ได้มีสถานที่เด่นๆ แบบถ่ายรูปลงแล้วพ่อแม่พี่น้องรู้ทันทีว่าเราอยู่ที่ไหนขนาดนั้น ส่วนตัวคิดว่า ไอ่เมืองที่เขาบอกกันว่า เป็นต้นกำเนิดของฮิปเตอร์โลกอย่าง Portland เนี่ย เหมาะกับคนที่มองหาที่เที่ยวแบบชิวๆ มาใช้ชีวิตช้าๆ เอ็นจอยผู้คน และธรรมชาติ ถ้าใครติ้กถูกหมดทุกข้อที่ว่ามา ตีตั๋วมา และหาวันว่างมาเลยจ้ะ อยู่ยาวๆเป็นอาทิตย์ก็ไม่มีเบื่อแน่นอน

อย่างเรา พอมาถึงปุ้ป ก็พุ่งตัวไปสถานที่ๆอยากไปมากที่สุดอันนึงในทริปนี้ นั่นก็คือ Powell’s book store ใช่แล้ว! เราอยากมาเที่ยวร้านหนังสืออีกแล้วจ้า 555 แต่อย่าพึ่งเบ้ปากเบือนหน้าหนี เพราะที่นี่ไม่ใช่ร้านหนังสือธรรมดา แต่มันเหมือนห้องสมุดซะมากกว่า ด้วยขนาดที่ใหญ่ถึง 3 ชั้น จนต้องมีแผนที่ของร้านแจกตรงทางเข้า ว่าจะหาหนังสืออะไร ได้จากห้องไหน

เขาจะใช้การแบ่งหมวดหมู่ตามสี แล้วถ้าใครสนใจเล่มไหน ก็สามารถหยิบไปลองอ่าน พร้อมนั่งจิบกาแฟ กินขนมได้ชิวๆ ไม่ต้องกลัวเมื่อย ไม่ต้องกลัวโดนพนักงานจ้องตาเขม็ง ว่าอ่านอยุ๋แล้วไม่ซื้อซะที เพราะที่นี่บรรยากาศดีสุดๆ รับรองว่าใครรักหนังสือ สามารถอยู่ที่นี่ได้เป็นวันๆเลย อย่างเรานิเข้าไปแล้ว เหมือนโดนดูดเข้าไทม์แมชชีน รู้ตัวอีกที เห้ย! ผ่านไป 3 ชั่วโมงแล้วหรอ

อ่ะๆ แต่ถ้าใครไม่ใช่หนอนหนังสือ ก็เพียงแต่เดินออกมาฝั่งตรงข้าม ก็จะพบกับร้านค้ามากมาย ให้ได้ช้อปปิ้งกันแบบจุใจ เพราะที่ Portland นั้น Tax Free จ้าาาา ไม่ต้องคอยบวก Tax ให้ปวดหัว เหมือนสวรรค์นักช้อปตัวจริงจ้า เห็นราคาไหน จ่ายราคานั้น และมีมาหมดทุกแบรนด์ จะ Sephora, Nike, Adidas, Apple และทุกอย่างที่นึกออก ของครบ แน่นเต็มshelf ลุยเลยจ้า

**อ่านเกี่ยวกับ Portland แบบเต็มๆต่อที่นี่**


TIPS FOR ALL TRAVELLERS

สุดท้าย ท้ายสุดนอกจากการจัดพวกเสื้อผ้าในกระเป๋าใบหลักแล้ว การเลือกสิ่งของที่จะมาอยู่ในกระเป๋าใบเล็กนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน จะมาเป็นบ้าหอบฟาง แบกทุกอย่างติดตัวไปเผื่อเหลือดีกว่าขาดก็ไหล่พัง แถมถ่ายรูปไม่สวยกันพอดี! เริ่มจากอันที่ขาดไม่ได้แน่นอน อย่างพวกพาสปอร์ต กระเป๋าสตางค์ และสำเนาเอกสารสำคัญ

ถัดมาก็เป็น หมวก เราพกตัว Flash Trail Running Hat ที่มีเทคโนโลยีช่วยใช้เหมาะกับการใช้งานกลางแจ้ง ทั้งระลายอากาศ แห้งไว ไม่อมเหงื่อ กันแดดสูงสุดถึง UPF 50 รวมถึงมีตัวรีเฟรกวิ้งๆ ที่เพิ่มความปลอดภัยหากต้องอยู่ในที่แสงน้อยอีกด้วย เป็นใบที่ตอบโจทย์สุดๆ พกติดตัวไว้ รับรองได้ใช้

นอกจากนั้นด้วยความเป็นชะนีเยอะสิ่ง ก็ย่อมมีของเล็กๆน้อย อย่างเครื่องสำอาง เราเลยชอบพกกระเป๋าในกระเป๋าอีกที ไว้จัดระเบียบ กันของหกเลอะเทอะ กันน้ำได้ด้วย คือมี Input Utility Bag ใบนี้จัดการอยู่หมัด

และชิ้นสุดท้าย เปรียบเหมือนหัวใจของทริป ขาดเธอไป ฉันจะอยู่อย่างไร ได้แก่ Pocket Wifi มาอเมริการอบนี้ มากันทั้งหมด 4 คน เราเลยเลือกใช้ของ Tripizee ที่สัญญาณโอเค ครอบคลุมเกือบทุกที่ที่ไป แถมยังเป็นแบบไม่จำกัดจำนวน เราใช้เปิดดูแผนที่ นำทางทั้งวันแล้ว ตกเย็นก็ยังใช้อัพรูป และให้เพื่อน Face Time คุยกับผู้ชายได้สบายๆเลอ


สำหรับ Road Trip Seattle และ Portland ทั้งหมด 8วันนี้ นอกจากธรรมชาติสุดอลังการ ร้านค้าสุดเก๋ บรรยากาศสุดชิว ฟ้าฝนที่เป็นใจบ้าง ไม่เป็นใจบ้างแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็หนีไม่พ้น เพื่อนร่วมทาง เป็นส่วนผสมที่สำคัญที่ทำให้การออกเดินทางทุกครั้ง มีเรื่องราวที่ต่างกันไป ดังนั้นถ้าอ่านรีวิวนี้จบแล้วอยากไป ก็อย่าลืมแชร์ไปชวนคนข้างๆกันเด้อ :)

Comments

comments