Now Reading:

What’s up there, Mt.Fuji !

What’s up there, Mt.Fuji !

fuji_cvr2

ฟูจิซัง หรือภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝันถึงการมาเยือนซักครั้ง เราก็เป็นหนึ่งในนั้น ตั้งใจดิ่งมาเมือง ‘Kawaguchiko’ สถานที่ชมวิวภูเขาไฟฟูจิยอดนิยม แต่ไม่รู้ นี่ตัวฉันผิดหรือไร…ฉันต้องใช้หนี้กรรมที่มี มากี่ทีๆ ก็ฝนตก หมอกลง เมฆบัง ไม่มีโอกาสได้เห็นเต็มๆ สองตาซะที หรือจะเห็นสวยๆ ก็ได้แค่มองลงมาจากเครื่องบินแต่งวดนี้ เลยเก็บความคับแค้นใจที่มี กลับมาปีนมันซะเลย!


“มาฟูจิมา! , มันจะเห็นยากเห็นเย็นอะไรกันนักหนาคะ!!!!!” 

dscf1996

20160817_143718

เราเลือกเส้นทาง โยะชิดะงุจิ (Yoshido) เส้นสีเหลือง หรืออันที่ฮิต และง่ายที่สุดนั่นเอง 555 โดยใช้เวลาเดินทั้งหมด 5 ชั่วโมง และมีค่าธรรมเนียมในการปีนคนละประมาณ 1,000 เยน โดยเส้นทางนั้นแบ่งได้เป็น 4 ช่วงหลักๆ คือ


1. ช่วงง่ายโคตรๆ นึกว่าเดินช้อปปิ้งอยู่ชินจูกุ หรือคีบตุ๊กตาอยู๋ด้วยเสียงหัวเราะอันร่าเริง คือ ระหว่าง Station 5 ถึง 7 เป็นทางกรวดหินราบ สลับชันเล็กน้อย มีขั้นบันได และโซ่ให้จับตลอดทาง จงเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดีๆเอาไว้ เพราะมันจะอยู่กับคุณไม่นาน และถ้าใครปวดฉี่หรือปวดขี้ บริเวณชั้น 6 จะมีจุดพักเบาๆ ให้เข้าห้องน้ำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนเดินต่อด้วยนะ

20160817_160405
2. ช่วงสี่เท้า คือระหว่าง Station 7 ถึง 8 เป็นช่วงที่เหมือนโดนหักหลัง ว่าที่ผ่านมา หลอกให้ตายใจใช่ไหมมม!? เพราะเป็นทางหินผาชันเกือบ 90 องศา (ในความรู้สึกตอนนั้น) ที่แต่ละก้าวที่ต้องใช้มือช่วยดัน และพยุงร่างหนักๆให้ผ่านขึ้นไปได้แถมส่วนใหญ่ไม่ใช่หญ้ากับดินและเป็นหินและกรวดอีกต่างหาก

20160817_171217
3. ช่วงจราจรติดขัด คือ ตอนก่อนเช้า ระหว่าง Station 8 ถึง 10 เพราะทุกคนจะออกเดินพร้อมๆกัน เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า และทางเดินนั้นจัดว่าแคบมาก ถ้าใครคิดวิ่งแซงซ้าย อาจกลิ้งตกไปตายได้

dscf1965
4. ช่วงสไลเดอร์ คือช่วงทางลงนั้นเอง ซึ่งใครจะลงทางเดิมก็ได้ แต่ให้สะดวกกว่า คือใช้อีกทางที่เขาตัดเป็นทางราบยาวๆ วิ่งลงได้ แต่ไม่รับประกัน ว่าจะหน้าไม่คว่ำ เพราะความชันไม่เป็นรองเขาไหนๆเลยจริงๆ อันตรายต่อข้อเข่ายิ่งนัก

นอกจากเส้นทางที่จัดกลุ่มได้แล้ว พวกนักปีนเขา ก็แบ่งเป็นหลักๆ 3 กลุ่มเช่นกัน อันนี้สำหรับใครที่วางแผนว่าจะมายังไงนะ ก็คือ พวกที่เริ่มเดินแต่เช้าตรู่ ออกจากโตเกียวตั้งแต่ 6โมงเช้าก็จะได้ไปพักด้านบนไวๆ

20160817_122508

กับพวกที่สองแบบเรา ที่เลือกออกจากโตเกียวช่วงสายๆ นั่งรถบัสจากชินจูกุ ตรงมาส่งที่ Fuji 5th Station ตอนเที่ยงนิดๆ ก็พักกินข้าวเติมพลัง ตุนเสบียงและน้ำ เพราะทุกอย่างที่ขายบนเขา จะราคา x5  จากตรงนี้ แล้วก็เดิน สลับปีน บางช่วงก็คลานไปเรื่อยๆ จนถึงโรงแรมที่จองไว้ตรง 8th Station ตอนหนึ่งทุ่มพอดิบพอดี 

20160817_152806

ระหว่างทางเดินขึ้น ก็จะมีจุดพักเหนื่อยปลอบใจเป็นระยะๆ มีที่นั่ง พร้อมของกิน สามารถซื้อเป็นของขวัญที่แบกตัวเองขึ้นมาได้ 555
20160817_152821

และพวกสุดท้าย ที่ออกเดินช่วงหัวค่ำ ลากยาวไปรอพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า โดยไม่จองที่พัก ก็จะประหยัดหน่อย แต่ต้องเดินตอนกลางคืนที่ทุกอย่างมืดสนิท และหนาวเหน็บ

dscf1841

ความโหดร้ายระหว่างเดิน คือ สภาพอากาศที่เสมือนเป็นมนุษย์เมนส์ขี้วีนและเหวี่ยง เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก อ่ะ ไม่ทันไร หมอกมาจากไหน มืดฟ้ามัวดินไปหมด เอาให้ร่างกายงงกันไปเลยจ้า
dscf1827
ซึ่งเราว่า ก็อาจเป็นความโชคดีปนโชคร้าย ฟ้าไม่ใสมาก มันก็เดินสบายๆไม่ร้อน แต่มองไม่เห็นวิวเลย 5555 หัวเราะดังๆออกมาทั้งน้ำตา แต่ยังดีที่ช่วงปลายๆ ฝนตกลงมาหนัก แล้วฟ้าเปิด เลยได้มีโมเม้นท์ วนิลาสกาย เห็นพระอาทิตย์สีส้ม มุดลงไปใต้เมฆอย่างช้าๆ เป็นของรางวัลที่เดินเหนื่อยมาทั้งวัน

อ้อ! ถ้าให้ดีอยากอัพรูปอวดเพื่อนได้ไม่สะดุด หรือจะ Live สดๆจาก Fuji Summit ให้เพื่อนอิจฉาเล่น เตรียม Pocket Wifi มาด้วย รอบนี้เราเช่าของWifi Bank มาเพราะมันมีโปรโมชั่นค่อนข้างบ่อยน่าจะถูกใจกัน  เนตเร็ว แบตหมดช้า แชร์กันใช้ 5 คนก็สบายๆ ไม่กะตุกเลย ยิ่งไปหลายคน ยิ่งคุ้ม


ที่พักเราอยู่ตรง 8th Station ราคา 8,000 เยน รวมอาหารสองมื้อ แต่กระนั้น อย่าคิดว่าจะมีชาบูร้อนๆ เนื้อวากิวนุ่มๆ ให้กิน เพราะสิ่งที่ได้คือ ข้าวแกงกะหรี่ เนื้อบดหนึ่งก้อนเป็นอาหารเย็น และข้าวหมูมิโซะในซองสำเร็จรูป เป็นอาหารเช้า แถมน้ำหนึ่งขวด ชาเขียวหนึ่งกล่อง และเวลาจะเข้าห้องน้ำ ต้องหยอดเหรียญครั้งละ 200 เยน
dscf1850

dscf1874
สภาพที่นอน คือ ห้องโล่งใหญ่ๆ ทำเป็นสองชั้น แล้วเอาถุงนอนมาวางเรียงติดๆกัน แบบแขนชนแขน จัดว่าแออัดยิ่งกว่าไปเรียนรด. ก็ปลอบใจตัวเองว่า เห้ย เหนื่อยจะตาย ยังไงก็สลบเป็นตายแน่ๆ แต่เป็นความโชคดีของดิชั้นอีกแล้ว ที่ลำพังก็นอนยาก เปลี่ยนที่นอนทีไร นอนไม่ค่อยจะหลับทุกที นี่เจอเด็กมานอนข้างๆ หายใจแรงรดต้นคอไม่พอ นางพลิกตัวเอาขามาพาดด้วยจ้า ใกล้กันชนิดที่ได้กลิ่นเหงื่อที่น้องสะสมมาทั้งวัน ทำให้พี่ต้องยอมใจสละที่นอน แล้วออกมานั่งจิบชาข้างนอกแทน…

dscf1866
ไอ่เราก็รอ ร้อ รอจนตี 2 ครึ่ง ก็ได้เวลาเดินต่ออีกประมาณ 2 กิโลเพื่อไปยัง Mt.Fuji Summit ซะที ได้หยุดพักไปรอบนี้ แล้วกลับมาเดิน ก็รู้สึกเหนื่อยน้อยกว่าเดิม แต่ขนม น้ำที่พกมาระหว่างทางเริ่มร่อยหรอ ซึ่งก็มีพี่คนนึงที่ไปด้วยกัน บอกว่า อยากกิน ก็รีบเดินให้ถึงดิ ข้างบนมีตู้กดเต็มเลย เอาจริงๆก็ไม่ได้เชื่อหรอก จะบ้าหรอ สูงตั้ง 3,000กว่าเมตร เปิดแค่ 2 เดือน จะเอามาตั้งให้ใครกด! แต่….พอไปถึงปุ้ป สิ่งแรกที่สะดุดตาเราคือ ตู้กดน้ำอัตโนมัติ!!! และร้านค้าอีกมากมาย มีทั้งโอเด้งร้อนๆ ชา กาแฟ และเอวารี่ติง งืออออ ยอมใจพี่ยุ่นแล้ว ไม่ว่าไปที่ไหน หนูคงไม่อดตายแน่ๆค่ะ

dscf1907

dscf1911

dscf1893

บน Summit ค่อนข้างคนเยอะ และอากาศหนาว ฉะนั้นเผื่อเวลาดีๆ ถ้ามาเร็วเกิน ก็ต้องนั่งตัวแข็งรอ แต่ถ้ามาช้าเกิน ก็จะอดได้มุมดีๆ หรือขึ้นมาไม่ทันได้นะจ้ะ

อ่อ! เป้าหมายสูงสุดของการปีนภูเขาไฟฟูจิ นอกเหนือจากการชมพระอาทิตย์ขึ้น บนทะเลหมอก(ที่ดิชั้นไม่เห็นอะไรเลย)แล้ว กิจกรรมที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาด ก็คือ “การเก็บแสตมป์บนไม้พลองงง”

dscf1914

เรากรี๊ดกร้าดมากเพราะเดินผ่านจุดนึง ก็ยื่นไม้ พร้อมเงิน 300/500 เยนเพื่อให้เขาประทับตราให้ และบนยอดสูงสุด จะเป็นตราประทับแบบพิเศษสีแดง เอาไว้โชว์ว่าครั้งหนึ่ง ชั้นพิชิตเส้นทางนี้ด้วยตัวเองนะเหวยยย เรื่องราคารวม เราขอไม่พูดถึง 5555 ถือซะว่าเป็นของฝาก ที่อุดมด้วยความทรงจำไง

dscf1944

dscf1945

ขออภัยที่ไม่มีรูปพระอาทิตย์ขึ้น ลอยสวยๆ เหนือทะเลหมอกแบบใครเขา เพราะสิ่งที่เจอ คือ หมอก หมอก หมอก และหมอก 5555 แต่ก็นั่นแหละเนาะ ความสวยงามธรรมชาติ ไม่มีใครบังคับได้ พวกที่ได้พระอาทิตย์ขี้นและทะเลหมอกก็ไม่ได้วิวที่มีแต่หมอกเหมือนไปไง มาไง คิดบวกซะไม่มี!

dscf1935

dscf1971

แล้วก็ถึงช่วงเดินลง เป็นช่วงเวลาที่ได้เก็บเกี่ยวภาพรอบตัวเต็มๆอีกรอบ หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาสองวัน ได้เอาชนะใจตัวเอง ค่อยๆเดินขึ้นมาพิชิตยอดเขาที่ขึ้นชื่อว่า ” สูงที่สุดในประเทศญีปุ่นและเป็น UNESCO’s World Heritage ” แล้ว

พอแดดออก เริ่มเห็นวิวกันชัดๆ ก็พึ่งจะรู้สึกตัวก็ตอนนี้ ว่านี่ก็ขึ้นมาสูงเหมือนกันนะ เห็นเมฆลอยต่ำ เห็นคนเป็นอนูเล็กๆ ไกลตาลิบๆ เล่นเอาต้องหยุดถ่ายรูปทุกสิบก้าวเลย แล้วพอสังเกตุรอบตัวดีๆ ก็จะเห็นความหลากหลายของสิ่งแวดล้อมบนนี้ ทั้งหิน ดิน ทราย บลาๆ มันมีหลายแบบดีเนอะ ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่มี เล่าไปก็เท่านั้นไปดูรูปกันดีกว่า

dscf1990

dscf1987
อันแหน่ะ! อยากไปบ้างใช่ไหมละ? แต่ภูเขาไฟฟูจิ เขาเปิดให้ปีนได้เฉพาะช่วงหน้าร้อน คือ ตั้งแต่ต้นเดือน 7 ถึงปลายๆ เดือน 8 เท่านั้นเพราะเป็นช่วงที่หิมะไม่เยอะและละลายไปแล้ว ทั้งนี้ก็แล้วแต่สภาพอากาศของแต่ละปี ถ้าให้สรุป สำหรับเรา ภูเขาไฟฟูจิ จัดว่าไม่ได้ปีนยากเย็นอะไรนัก ระดับที่สามารถพบเจอเด็กน้อย และคนสูงวัย เดินสวนทางกันให้ควัก เป็นที่ๆ ให้เรามาชนะใจตัวเองไปด้วยในตัว

dscf1824
แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของคนนักปีนเขามือใหม่แบบเรา ไม่อยากให้ชะล่าใจกันไป ใครกะว่าไปขำๆ ไม่เตรียมอุปกรณ์อะไร
ใส่เสื้อชุดเท่ๆ แต่ไม่กันฝน รองเท้าวิ่งสวยๆ อาจร้องไม่ออกแน่ เมื่อพื้นรองเท้าหลุด หรือข้อเท้าพลิกเอา

ปัจจัยสำคัญที่สุดในการปีน คือ การเตรียมพร้อม ทั้งร่างกาย และอุปกรณ์ ออกกำลังกายมาให้พร้อมและเลือกซื้ออุปกรณ์การเดินทางที่ดี อย่าไปดูราคาเป็นหลัก แต่ให้ดูจากการใช้งานและความถี่ของมันเพราะบางทีซื้อถูกแต่ซื้อบ่อยๆเพราะมันพัง ก็แย่กว่าการซื้อแพงๆแต่ใช้ได้ดีและนานไปเลยยังจะดีกว่า! เพราะยังไงซะ ระหว่างการไต่ระดับขึ้นไปที่ระดับความสูงมากๆ นั้น เราต้องเผชิญสภาพอากาศที่สวิง เดี๋ยวฝนตก ลมแรง ซักพักแดดเผา รวมถึงระดับอ็อกซิเจนที่เบาบางลงเรื่อยๆ ทำให้เหนื่อยง่ายกว่าปกติ อาจเกิดภาวะ AMS (Acute Mountain Sickness) หรือโรคแพ้ความดันอากาศในที่สูงเฉียบพลัน ซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยนะ…..

อ่าวๆ อย่าพึ่งกลัว และถอดใจกันไปซิ ถ้ากายพร้อม ใจพร้อม เราทำได้กันอยู่แล้ว!


เสื้อผ้า

ควรเป็นเสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ง่าย แห้งไว จะแขนยาว หรือแขนสั้นตามใจชอบเลย ส่วนตัวชอบสั้นๆ 555 เพราะไม่กลัวแดด และรู้สึกว่าคล่องตัวกว่า ตัวที่ใส่บ่อยที่สุด คือ ของ Columbia มันดีกว่าตรงที่มี พกเสื้อผ้าไปเปลี่ยนชุดนึง แล้วใช้ทิชชู่เปียกเช็ดตัว แทนการอาบน้ำ แต่จริงๆอากาศมันเย็นมาก (5-10องศา) ชนิดที่ว่า ต่อให้มีห้องน้ำก็คงไม่อาบ

dscf1978

เราชอบใส่ Columbia ตรงที่มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าแบรนด์อื่นๆ ไม่ว่าจะหนาว ฝน ร้อน แดด Columbia ก็มีให้เราเลือกค่อนข้างหลากหลาย ส่วนเสื้อตัวที่เราเลือกไปใส่ในครั้งนี้มีเทคโนโลยี Omni Freeze Zero ช่วยให้เราเย็นขึ้นระหว่างเดินทางอย่างกรณีที่เราปีนฟูจิมันหนาวก็จริงแหละ แต่เดินๆ ไปเหงื่อก็แตกเทคโนโลยีนี้จะช่วยเราได้เยอะขึ้น และ Omni Wick Evap ทำให้เราเย็นสบายและแห้งได้เร็วขึ้น อุปกรณ์เสื้อผ้าของ Columbia ที่เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เราได้แปลกใจและเอื้อต่อการเดินทางที่ดีของเราเสมอจริงๆ

ที่ขาดไม่ได้อีกตัวก็เป็นเสื้อกันหนาว กันลม กันฝน เราพกตัวเดียว 3 in 1 ของ Columbia โอ้ย ชีวิตง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก
ตัวเสื้อจะมีสองชั้น คือ ชั้นนอก เป็นตัวบาง กันฝน กันลม มีช่องระบายอากาศ พร้อมกระเป๋าน้อยใหญ่ สะดวกมากสำหรับช่วงกลางวันที่อากาศประมาณ 15 องศา และชั้นในที่เป็น เสื้อขนเป็ด อุ่น และน้ำหนักเบามาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราให้ความสำคัญมาก เพราะอย่างที่บอก ทุกอย่างต้องแบกเอง พอช่วงกลางคืน ก็นำทั้งสองชั้น รูดซิบประกอบรวมร่างเข้าด้วยกัน 5 องศาทนได้สบายบรื๋อ มีเสื้อตัวนี้ตัวเดียว ลุยได้ทุกที่จริงๆ

dscf1791


รองเท้า และ เป้สะพายหลัง

dscf1811

อย่ามัวงก! คิดว่าใส่อะไรก็ได้ มันส่งผลเสียต่อข้อเข่าในระยะยาวจริงๆนะ รองเท้าที่เหมาะสม จะช่วยรองรับน้ำหนัก พยุงข้อเท้า และพื้นที่ออกแบบมาให้ยึดเกาะเส้นทางได้ดี ไม่ทำให้ลื่น ส่วนตัวลองมาแล้วทั้งสองแบบ

คือ แบบหุ้มมาถึงข้อเท้า ที่แม้จะมีน้ำหนักมากกว่า แต่ก็ต้องยอมรับว่า Support ข้อเท้าได้ดีกว่า เหมาะสำหรับการเดินที่ปีนป่ายเยอะๆ และแบบไม่หุ้มข้อ ที่ชอบมากกว่า เพราะน้ำหนักเบา และเอาไปใช้เป็นรองเท้าวิ่ง หรือเดินเล่นในเมืองได้ด้วย เหมาะกับเราที่ทริปนึง ไปเที่ยวหลายๆ แบบ พกคู่เดียวทั้งทริปเลย แต่ไม่ว่าจะแบบไหน คุณสมบัติที่สำคัญคือ ดอกพื้นรองเท้า ที่ยึดเกาะทุกทิศทาง และเทคโนโลยี Out Dry กันน้ำเข้า แต่ระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น ซึ่งช่วยชีวิตเราไว้ในทริปนี้ ในสภาพอากาศเหวี่ยงเหลือเกิน เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก ถ้ารองเท้าไม่กันน้ำ ต้องเดินเท้าแฉะๆทั้งวัน คงไม่สนุกแน่

20160818_071835

20160818_071827

ส่วนเป้สะพายหลังนั้น สำคัญว่าต้อง Support หลังได้ ไม่กดน้ำหนักลงบนบ่า เพราะที่นี่ไม่มีลูกหาบ แบบบ้านเราไง 555 จะของใช้ น้ำ อาหาร ขนมต้องแบกเองหมด เราใช้ขนาด 35 ลิตร พอดิบพอดีสำหรับทริปเบาๆ ค้างหนึ่งคินแบบนี้ มี Rain Cover สำหรับกันฝนพร้อม 

อย่าหาว่าอวยเลย! เพราะทุกอย่างเราใช้จริงและใช้มาเป็นปีๆ แล้วกับทุกทริป ออกตัวเลยว่าเป็นแฟนคลับและ User experience ทีแท้จริง :)


ของใช้อื่นๆ ที่ควรพกมาด้วย

  • Head Lamp หรือไฟฉายคาดหัว สำหรับการเดินตอนกลางคืน ถ้ามีก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ใช้ไฟฉายธรรมดาๆถือเอาก็ได้ ,
  • ถุงเก็บขยะ เพราะของทุกอย่างที่เอาขึ้นไป เราต้องเอาลงมาทิ้งข้างล่าง ข้างล่างนิหมายถึง ที่บ้านเลยนะ 555 เพราะใครช่างสังเกต ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่หาถังขยะยาก จะมีแค่หน้าร้านสะดวกซื้อ หรือตามห้างใหญ่ๆ และเขตนักท่องเที่ยวเท่านั้น คิดว่าน่าจะเพราะกฏหมายที่เคร่งเรื่องการแยกขยะมากๆ ดังนั้นห้ามทิ้งเรี่ยราดเลยนะ เดี๋ยวตีมือเลย!
  • ยาสามัญ และยาประจำตัว พกไว้ซักนิดไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอก

ของพร้อมแล้ว ก็ลุยกันได้เลย! Thai AirAsia X บินตรงทุกวัน เวลาดี๊ดี ออกจาก สนามบินดอนเมืองตอนเที่ยงคืน นอนยาวๆใน Quite Zone ที่รับประกันว่า ปลอดเสียงร้องงอแงของลูกเด็กเล็กแดง พร้อม Blue Light ที่เป็นแสงสีฟ้าอ่อนๆ ไม่แยงตา ช่วยให้หลับสบายตลอดเที่ยวบินไปอีก รู้ตัวอีกที ก็โผล่มาอยู่ Tokyo ตอนเช้าซะแล้ว ได้มีเวลาเที่ยวพักผ่อนเต็มๆ ในเมือง ก่อนไปปีนฟูจิด้วยนะ

dscf2014

ขากลับถ้ากลัวหิวหรืออยากกินอาหารไทยแล้วอดใจไม่ไหวก็สั่งออนไลน์ล่วงหน้าไว้ซะเพระามันถูกกว่าค่อนข้างเยอะพอสมควร และไปญี่ปุ่นอย่าคิดว่าโอ้ยย ไม่ซื้ออะไรหรอก คือไปญี่ปุ่นยังไงมันก็ได้ใช้เงิน ทุกอย่างดูล่อตาล่อใจไปหมด แล้วถ้าเดินทางกับ Thai AirAsia X ก็อย่าลืมซื้อน้ำหนักกระเป๋าล่วงหน้าไว้ซะด้วย เพราะยังไงก็ขนกลับมาเยอะแน่นอน แถม Bagtag ของ Thai AirAsia X ก็ยังสามารถเอามาใช้เป็นส่วนลดมากมายในกรุงเทพอีกด้วยนะ เออคุ้มอยู่! ทำทุกอย่างให้มันพร้อมก่อนเดินทางจะได้ไม่เจ็บใจทีหลังกับราคาที่แพงขึ้นนะฮ้าาา

DSCF4960

เราเชื่อว่าการเดินทางแต่ละครั้งมีเหตุผลที่ต่างกันออกไปแม้ว่าจะไปสถานที่เดิมๆ ก็เถอะ ญี่ปุ่นก็จะยังคงเป็นแค่ญี่ปุ่นเดิมๆ อยู่วันยันค่ำถ้าเราไม่รู้จักวางแผนหาเส้นทางการเดินทางใหม่ๆ ให้ตัวเอง ปีนฟูจิรอบนี้ทำให้เราบอกตัวเองว่า เฮ้ยไม่ได้ละ ครั้งต่อไปของญีปุ่่นก็ต้องวางแผนให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ใชแค่โตเกียว โอซาก้า ฮอกไกโด หรือฟุกุโอกะ แต่มันจะต้องออกไปรอบๆ เดินดูรอบๆ ไปยังเมืองที่ไม่เคยไป แล้วกลับมาเล่าให้ทุกคนเตรียมพร้อม ออกไปตามรอยบ้าง คิดเส้นทางใหม่ๆ ของตัวเองบ้าง แล้วเจอกันระหว่างทางนะ :)

fuji_cvr

Input your search keywords and press Enter.