Now Reading:

The moving windows, train ride through in central Japan.

“ทริปต่อไปแกจะไปไหน ?” “ไปญี่ปุ่น!” นี่เป็นคำถามและคำตอบที่บ่อยมากในรอบสองสามปีที่ผ่านมา เราต้องตอบคำถามแบบนี้ๆ รวมๆ แล้วก็ได้ประมาณ 6 รอบได้ แต่ใน 6 รอบก็วนๆอยู่ประมาณ2 – 3 ที่ ไม่ฮอกไกโด ก็โตเกียว หรือคิวชู รอบที่ 7 นี้เป็นครั้งแรกที่เราจะได้เหยียบตอนกลางของประเทศ และที่สำคัญคือเดินทางสำรวจทั้งภูมิภาคด้วยรถไฟ

เราบินด้วยสายการบินไทยที่มีไฟล์ทออกจากเมืองไทยดึกๆ บินตรงสู่สนามบินโอซาก้าคันไซตอนเช้าพอดี เดินทางไปญี่ปุ่นเป็นเส้นที่ต้องนั่งเฉยๆ บนเครื่องบินเกิน 4-5 ชั่วโมง เรานับว่าเป็นไฟล์ทที่ยาวทีเดียว การบินไทยเป็นอีกสายหนึ่งที่เป็นชอยส์แรกๆ สำหรับเรา บินสบายๆ ขึ้นเครื่องปุ้ป กินอาหาร ปิดตา ห่อผ้า เบาะดูดวิญญาณเหมือนกินยาสลบช้าง พอรู้สึกตัวอีกทีพี่แอร์มาสะกิดให้ปรับเบาะขึ้น เพราะเครื่องจะลงแล้วค่ะ (โอ้โห หลับลึกมากเช็ดน้ำลายเกือบไม่ทัน)

การบินไทยบินตรงสู่ญี่ปุ่น 5 เมือง 6 สนามบินหลักเช่น ซัปโปโร โอซาก้า นาโกย่า ฟุกุโอกะ และโตเกียว ฮาเนดะและนาริตะ แถมบางไฟลท์บินด้วยเครื่องใหญ่ที่ทันสมัยอย่าง A380 ด้วยนะ

และแล้วเราก็มาถึงสนามบินโอซาก้าคันไซ จุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้ ไม่ต้องแตกตื่นรีบออกจากสนามบินไปไหน สำหรับใครที่อยากเดินทางด้วยรถไฟแบบเรา ให้ตามมาทางนี้ก่อนเพราะว่าเราจะต้องเอาตั๋ว JR ที่ซื้อมาตั้งแต่ที่ไทย(ต้องซื้อตั้งแต่ที่ไทยเท่านั้นนะเพราะตั๋วแบบนี้ใช้ได้เฉพาะนักท่องเที่ยว) มาออกตั๋วกันที่นี่ก่อน รอบนี้เราใช้ตั๋วสาย Ise-Kumano-Wakayama ที่ใช้งานได้เต็มๆ ถึง 5 วัน

เดินออกมาจาก Terminal 1 จะเห็น JR Ticket Office แบบใหญ่เท่าบ้านเท่าเมือง หาไม่ยากเพราะมันง่ายเหมือนออกจากสถานีสยามแล้วเห็นพารากอน ต่อแถวเตรียมพาสปอร์ตและตั๋ว JR ที่ซื้อมาจากเมืองไทยเพื่อออก Tourist Pass แบบรวดเร็วทันใจ

เซ็นสองกริ๊ก เราก็จะได้กุญแจสู่ภูมิภาคนี้แล้วจ้ะ กอดมันไว้ให้ดีเพราะเป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดตลอด 5 วันนี้ ถ้าหายก็คือจบเห่ซื้อเป็นรอบๆซึ่งจะแพงเหมือนโดนปล้นบ้าน เพราะฉะนั้นกุมตั๋วให้แน่น ท่องในใจว่า “ไอ เฮฟ สติ”  แล้วไปลุยเลยโลดดดดด

นั่งรถไฟ JR ออกมาไม่เกินชั่วโมงนึง ก็ได้เวลาหอบหิ้วตัวลงมาจากรถไฟ เพราะว่าสถานที่แรกที่เราจะลงก็คือ Wakayama มาถึงก็มาสถานที่ประวัติศาสตร์กันก่อนซึ่งก็คือปราสาท Wakayama เป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองนี้ การมาถึงแต่เช้าให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าหญิงออกมาเดินออกกำลังกายยามเช้าเพียงลำพัง พร้อมองครักษ์คู่ใจ 5555 เพราะว่ายังไม่มีกรุ๊ปทัวร์ใหญ่ๆ มาลง ถ่ายรูปได้ตามสะดวก แอ๊คชั่นได้ตามสบายไร้โฟโต้บอมบ์ แบบคุณป้ามาจ๊ะเอ๋ด้านหลัง 555

แอบถ่ายคุณยายชาวญึ่ปุ่นกำลังตื่นเต้นกับดอกบ๊วยดอกแรกของปีนี้

เสร็จจากปราสาท Wakayama ก็ใกล้เที่ยงก็ได้เวลาไปกินปลาสดๆ ที่ตลาดปลากัน ตลาดปลาในเมือง Wakayama ที่เราไปชื่อว่า Kuroshio Market  ให้จดไว้เลยค่ะ เพราะเป็นตลาดปลาที่ติดริมทะเลเลย ถึงแม้จะดูทัวร์ริสต์นิดๆ แต่ข้อดีของความเป็นสถานที่ทัวร์ริสต์ก็คือมีอะไรให้เราทำเยอะแยะเต็มไปหมด

ดูโชว์แร่ปลาทูน่าสดๆ แล้ว ก็ต้องชิมให้เป็นบุญปากเมื่อมาถึงที่แล้ว ที่ Wakayama นี่เค้าดังปลาทูน่าแบบสุดๆ เป็น Item ที่ต้องจดไว้เลยว่ามาแล้วต้องไปกิน

บรรยากาศตลาดปลาที่นี้เล็กๆแบบเดิน 10 นาทีก็รอบ ถ้าเกิดว่าเบื่อให้เดินมาฝั่งตรงข้าม ก็จะมี supermarket ขายผลไม้ที่รวบรวมมาแล้วว่าเป็นของเด็ดระแวกนี้ อารมณ์ร้านขายของฝากตามสไตล์พี่ยุ่น เอาเป็นว่ากินคาวเสร็จก็ข้ามไปกินหวาน หาผลไม้กินฝั่งตรงข้ามได้เลย

ความเซอร์ไพรซ์คือตรงข้ามกับ ตลาดปลาจะมี Theme Park ที่ตกแต่งในสไตล์ยุโรปให้เราเดินเล่นแบบเข้าได้ฟรีๆ ด้วยแกร๊!!! ใครที่ชอบถ่ายรูปคือคุ้มมาก เหมือนช่วงนี้เป็นช่วงโปรโมชั่นเปิดใหม่ มีการโชว์ปลาโลมาแบบที่เดินผ่านไป ผ่านมาก็หยุดดูได้ฟรีๆด้วยนะ

นี่แชร์โลมาจริงๆแบบไม่ได้เล่นมุกเลยนะ  555 Theme Park ที่นี่ตกแต่งแบบยุโรป ที่ทำให้เราสับสนเล็กๆ นึกว่าแลนด์ผิดที่นี่เราอยู่อิตาลีตอนใต้ หรืออยู่ญี่ปุ่นนะ ขอสติแป๊ป…ถือว่าเป็นสถานที่ย่อยอาหารที่ดีทีเดียว

กินอิ่มกันแล้วก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ เรากลับมาขึ้นรถไฟที่สถานี Wakayama(Kainan) เพื่อนั่งรถไฟต่อไปอีก 2 ชม.เพื่อไปเมือง Katsuura ที่จะเป็นที่พักของเราในคืนนี้กัน สำหรับใครที่คิดว่า “สบายแล้ว สองชั่วโมงตี๋ตั๋วนอนยาวดีกว่า” บอกก่อนเลยคะว่าตอนแรกก็คิดเหมือนกัน แต่เอาจริงๆ วิวสวยจนเล่นเอาหลับไม่ลงเลย เจ้าหน้าที่ JR เค้าก็รีบเคลมเลยว่า เส้น Wakayama-Katsuura เนี่ยเป็นเส้นที่วิวสวยที่สุดในญี่ปุ่นแล้ว….โอวววว เชื่อเลยไม่เถียงคะพี่

เส้นทางนี้จะวิ่งเรียบขอบเกาะขอบประเทศไปเรื่อยๆ วิวที่เห็นจากกระจกสี่เหลี่ยมที่เรานั่งอยู่ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากหมู่บ้านสลับเป็นทะเลเป็นเกาะ ยิ่งถ้าวิ่งช่วงเย็นๆ ด้วยแล้วท้องฟ้าก็จะเป็นสีๆ แล้วแต่บรรยากาศของวัน ซื้อข้าวกล่องมากิน หรือว่านั่งคล้องแขนกับแฟนนี่คือฟินแบบไม่ต้องอธิบาย

ถ้าดูตามแผนที่ Wakayama จะอยู่ฝั่งตะวันตกของบริเวณที่เรียกว่าท้องมังกร (ประเทศญี่ปุ่นเปรียบเทียบตัวเองว่ามีรูปร่างประเทศเหมือนมังกร ส่วนกลางที่เราอยู่ที่ก็ตรงท้องพอดี) Katsuura จะอยู่ฝั่งตะวันออก ในเวลาสองชั่วโมงรถไฟ JR พาเราอ้อมท้องโย้ๆ ของมังกรตัวนี้มาอีกฝั่งแล้ว แล้วถามว่า Katsuura มีอะไรให้ทำ บอกเลยว่าเป็นเมืองของนักท่องเที่ยวสายบุญ เพราะว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าที่อยู่คู่กับน้ำตกศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ที่มีชื่อสั้นๆง่ายๆว่า Nachi fall

เช้าวันต่อมาก็ได้เวลาออกล่าบุญ เราตื่นออกจากโรงแรมแต่เช้าเพื่อไปให้ถึงบริการรถบัสที่จะวิ่งเป็นประจำทุกๆครึ่งชั่วโมงเพื่อรับส่งนักท่องเที่ยวไป Nachi Fall โดยรถเริ่มวิ่งตั้งแต่ตี 5 ออกจากสถานี JR ประจำเมือง Katsuura เราขึ้นรอบ 8.55 นาที น้ำตก Nachi ขึ้นชื่อเรื่องเป็นน้ำตกแห่งความศรัทธา เพราะว่าถ้าเราไม่เลือกขึ้นรถบัส จะ Trekking ขึ้นไปที่ศาลเจ้าก็ทำได้! ซึ่งไกด์ของเราบอกว่าช่วงหน้าร้อนนี่จะมีนักท่องเที่ยวสายบุญพาเหรดขึ้น-ลงกันให้ควั่ก สำหรับเราเวลาน้อย บวกกับขี้เกียจมาก เอาเป็นว่าขึ้นรถละกัน 555 แต่ไม่ต้องห่วงนะคะรถวิ่งไปประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็ต้องใช้สองขาเดินเพื่อวัดความศรัทธาเช่นกัน

ในที่สุดเราก็เดินมาถึงศาลเจ้า Nachi จนได้ ถึงช่วงเวลาที่ไปจะเป็นหน้าแล้ง น้ำตกไม่ไหลโครมครามเหมือนในภาพที่เห็นตามโปสการ์ด แต่ศาลเจ้าก็ยังสวยอยู่ดี มาถึงจะเห็นมีตู้ที่วางไว้เพื่อจิบน้ำจากน้ำตกมาดื่ม บริจาคเงินตามศรัทธาพอดื่มน้ำเข้าไปรู้สึกสดชื่นจากข้างในและหน้าฉายแววสดใสตามที่เค้าบอกไว้เลยว่าดื่มแล้วจะไม่แก่ สดชื่นจนอยากจะตวงตักมาให้แม่ดื่มที่บ้านเลยทีเดียว

หลังจากเก็บสถานที่สำคัญของเมือง Nachi กันไปแล้วก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ การมาน้ำตกนาชิถ้าขึ้นรถรอบ 8.55น. กิจกรรมทั้งหมดเสร็จไม่เกินเที่ยงๆ บ่ายๆ แน่นอน

Tips: สำหรับใครที่นอนที่ Katsuura คืนเดียวแบบเราแล้วต้อง Check-out จากโรงแรมเลย แต่ไม่รู้จะเอากระเป๋าไปที่ไหน แบกขึ้นวัดไปด้วยก็กระไรอยู่ ให้มองหาร้านนี้ที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ เค้ารับฝากกระเป๋าฟรีคะแกร๊!!! คือจะไม่รู้เลยถ้าเจ้าหน้าที่โรงแรมไม่บอก เพราะว่าพี่แกติดแต่ป้ายภาษาญี่ปุ่นและมีรูปกระเป๋าเท่านั้นที่เป็นสากล 5555 เอาเป็นว่าอย่าลืมไปฝากกระเป๋าร้านนี้แหละมันเป็นร้านของฝาก ถ้าเกรงใจจะอุดหนุนป้าแกก็ไม่ว่ากันนน

ช่วงบ่ายเราก็มาใช้ชีวิตรถไฟกันต่อ จาก Katssura เรามุ่งหน้าสู่จังหวัดต่อไปอีกเมืองที่ชื่อว่า Ise (อิ-เสะ) รถไฟรอบนี้ยาวหน่อยและคาบเกี่ยวมื้อเที่ยง ไกด์ท้องถิ่นติดต่อกับร้านอาหารเพื่อทำข้าวกล่องให้เราขึ้นไปกินต่อบนรถไฟ นั่งกินและมองวิวไปด้วยเพลินสุดๆ

<iframe src=”//giphy.com/embed/l4FGklPAabNLS2ZfW” width=”480″ height=”270″ frameBorder=”0″ class=”giphy-embed” allowFullScreen></iframe><p><a href=”http://giphy.com/gifs/l4FGklPAabNLS2ZfW”>via GIPHY</a></p>

ลงจาก JR แล้วต่อรถไฟ Local อีกสองสายเราก็จะมาถึง เมือง Ise ในจังหวัด Mie จังหวัดที่ดังเรื่องกุ้ง!!! มาที่นี่ก็อย่าลืมไปลิ้มลองกุ้ง อร่อยเด็ดจนได้ชื่อตามเมืองไปเลย ซึ่งก็คือ กุ้งอิเสะ แต่ก่อนจะไปกินกุ้งเราจะพาไปดูสถานที่เที่ยวในจังหวัดนี้ก่อนว่าทำไมต้องแวะ

ความช้ำใจไม่ลืมเลือนในคือวันที่เรามาถึง Ise เป็นวัน วาเลนไทน์พอดี แล้วที่ๆเราจะไปเยี่ยมชมซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของที่นี่คือ “หินแต่งงาน” เป็นหินที่อยู่คู่กันอยู่ในจุดที่เหมาะเจาะ วันที่อากาศดีๆจะสามารถเห็นภูเขาไฟฟูจิได้พอดี(ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าจะมีเพียงวันเดียวเท่านั้นในหนึ่งปี) แล้วยังไง…มาหินแต่งงานวันวาเลนไทน์ คนโสดก็ยืนกลืนน้ำลายไปจ่ะ หนาวก็หนาว เขาก็กอดกันถ่ายรูปขอพร ขอลูกกันไม่เลิก เราก็เลยจัดเครื่องถวายชุดใหญ่ มาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ให้พรเรื่องความรักกัน ในวันแห่งความรักไปอีก!!! ในใจก็ได้แต่ท่องไว้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ชั้นจะมาคนเดี๊ยว!!! 555

ถึงจะไม่มีดวงเรื่องคู่ แต่เรื่องกินเนี่ยมันฉุดกันไม่อยู่จริงๆ 5555 ช้ำใจได้ไม่นานก็กลับมาที่โรงแรมโซ้ยกุ้งก็ได้!! มีความสยองเล็กๆ คือเมื่อพี่กุ้งวางลงบนโต๊ะ หนวดยังดิ้นอยู่เลยจ้าาา!!!  ตอนแรกพูดเลยว่าสงสารมากๆ ไม่กล้ากินแต่พอได้ยินเสียงจากคนข้างๆ ที่กินเข้าไปก็เลยไหว้ไปสองที แล้วก็พูดว่า “อิตาดากิมัสสึ กินแล้วนะค้า” เมื่อเนื้อกุ้งเข้าปากที่เคยบอกว่าสงสารตะกี้ก็หายไปเหมือนเป็นความจำเสื่อม5555 เพราะว่าเนื้อมันอร่อยเย็น หวานกรุบ ละลายในปากเวอร์!!! มันไม่เลี่ยนไม่เหนียว เคี้ยวไปสองทีคือหายไปแล้วเหลือแต่ความหวานติดลิ้น โอ้ยยยย พูดแล้วก็อยากกินอีก!!

เมื่อทานเนื้อกุ้งเสร็จ เค้าก็จะนำหัวกุ้งไปต้มเป็นซุปเสริฟพร้อมข้าวให้เรากินต่อ เป็นอันว่าจบเซ็ต อิ่มท้องพอดีไม่เกินงาม เอาเป็นว่ามื้อนี้ประทับใจมากๆเลยมื้อนึง มีโอกาสขอให้ทุกคนได้ไปลองกุ้ง อิเสะ กันนะ

พิกัดร้าน เป็นภัตตาคาร ภายในโรงแรม Ise Pearl Pier Hotel เดินออกจากสถานี่ Ise ไม่เกิน 5 นาทีถึงโรงแรมจะอยู่ตรงหัวมุมขึ้นชั้น 4 โลดเลยคร้า

สถานที่สำคัญๆ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอิเสะ ที่มีความสำคัญระดับประเทศเลยเนี่ยคือ ศาลเจ้าอิเสะที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของศาสนาชินโต ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดหรือวันธรรมดาศาลเจ้าที่นี่ก็จะเนืองแน่นไปด้วยชาวญี่ปุ่นที่มาไหว้สักการะทำบุญกัน และตามธรรมเนียมของศาลเจ้าที่เราชอบที่สุดของที่นี่ก็คือ ตลาดหน้าศาลเจ้า555 หลังจากที่เราสักการะเรียบร้อย ไฮไลท์ก็คือการหาของกินหน้าศาลเจ้า! ถนนสองเส้นเรียกว่า Oharai Machi และ Okage Yokocho เป็นถนนสายเก่าที่มีร้านรวงทั้งของฝากของกินเรียงรายกันเพียบ!!!

โดยในตลาดจะมีของเด่นของดัง อยู่หลายร้าน ทั้งร้านน่ารักๆ อย่าง Snoopy Cafe หรือว่าจะเป็นของดังเจ้าเก่า สูตรเก่าสูตรโบราณที่เราชอบมากที่สุดคือ ร้านขนมโมจิถั่วแดง Akafuku ที่ต้องมาลอง เราเดินไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ว่าเป็นร้านไหน รู้แค่ว่าต้องไปกิน แต่เมื่อเดินไปถึง ร้านนี้จะมีคนต่อแถวยาวแบบไม่ต้องสงสัย บรรยากาศแบบร้านชาเก่าๆ มีหม้อชาใหญ่ๆอยู่หน้าร้าน เลี้ยวเข้าไปเลยไม่ผิดแน่นอน

แล้วก็มาเจอพระเอกของร้าน คือเจ้า Akafuku เนี่ยแหละความแปลกคือไม่ใช่โมจิใส้ถั่วแดง แต่เป็นถั่วแดงไส้โมจิ ต่างหาก555  เพราะว่าเนื้อถั่วแดงแน่นๆอยู่ด้านนอกสอดไส้ด้วยโมจิเหนียวๆด้านใน จิบกับชาเขียวร้อนๆตัดความหวานได้ดี เราขอแนะนำให้กินที่ร้านเพราะว่าบรรยากาศร้านน่ารักมาก เหมือนบ้านญี่ปุ่นที่เคยดูในการ์ตูน คือนั่งที่ชายพักบ้าน หันหน้าออกมองบรรรยากาศริมคลองกันไป

ไม่ใช่แค่ร้านขนมที่เราอยากแนะนำ แต่ใน Oharai Machi ยังมีร้านอาหารอีกร้านนึงที่เด็ดดวงไม่แพ้กัน ร้านชื่อว่า Telkonechaya ที่มีเมนูเด็ดที่เรียกว่า Takone มันคืออะไรนะหรือ โดยปกติถ้าเรากินซูชิทูน่าเป็นคำๆ เนี่ยเราก็จะต้องจิ้มโชยุเองใช่มั้ย บางทีจิ้มเค็มไป หรือจิ้มวาซาบิมากไป ขึ้นจมูกปลาดีๆก็กลายเป็นเสียรสชาติไปอีก Takone จะเข้ามาแก้ปัญหานั้น เพราะว่ามันเป็นข้าวหน้าปลาทูน่าเป็นเป็นถ้วย คลุกซอส ปรุงทุกอย่างมาแล้ว แบบไม่ต้องทำอะไรเลยตักเข้าปากอย่างเดียวไม่ต้องคิด! มันอร่อยแบบคิดมาแล้วจริงๆคะ!! (มันจะมาเป็นชุด Takone คือชามซ้ายล่าง) ในชุดยังประกอบไปด้วยหอยยักษ์ ที่กัดทีเหมือนน้ำทะเลท่วมปาก เจ้าหญิงแอเรียลว่ายไล่กับปีศาจเออซูร่าในปากกันไปเลย

 

เมืองต่อไปที่เราแวะ เรียกง่ายๆ คล้ายๆ ชื่อเมืองที่แล้วว่า Iga (อิ-กะ) ที่มีความโดดเด่นมากจนต้องเอารูปขึ้นปกคือก็เนื้อ!!! ใครที่ชอบกินเนื้อที่นี่คือสวรรค์ชั้น 7

เนื้อที่ดีที่สุดต้องปรุงด้วยผู้ชำนาญ ถ้าใครได้มากินสุกี้ยากี้ เนื้ออิกะ จะให้ความรู้สึกเหมือนราชา เพราะว่าความ perfectionist ของชาวญี่ปุ่นจะไม่ปล่อยให้เราปรุงเอง ไม่งั้นเนื้อดีๆ ปรุงไม่เป็นอาจจะทำให้เสียหายได้ เพราะฉะนั้นทุกหม้อจะมี แนนนี่พี่เลี้ยงชาวญี่ปุ่นมาปรุงให้ พวกเราก็ถือกล้อง และรอกินอย่างเดียว

หม้อ 1 ใบจะถูกประกอบทั้งหมด 3 รอบ รอบแรกจะเป็นการย่างเนื้อเดี่ยวๆอย่างเดียวกับซอสให้ทาน แบบให้รู้รสกันเน้นๆ โอกาซัง ใช้ตะเกียบคีบพลิกไปพลิกมาอย่างรวดเร็ว แล้วรีบคีบมาใส่จานพวกเราตรงหน้า เพราะว่าถ้าปล่อยให้เนื้ออยู่กับความร้อนนนานเกินไปก็จะทำให้ความอร่อยลดน้อยลง หม้อที่สอง ป้าก็จะเอาผักเห็ดและส่วนประกอบอื่นๆมาใส่คั่วเพิ่มรสชาติ กินคู่กับข้าวอร่อยเหาะ ไปไกลถึงดาวอังคาร และหม้อที่สามก็ทำเหมือนเดิม

ก่อนเอาเนื้อเข้าปากก็อย่าลืม ชุบไข่ดิบที่ใครๆก็อาจจะร้องหยี๋…แต่อย่าลืมนะว่าไข่ที่ญี่ปุ่นไม่เหมือนบ้านเรา ไม่คาวเลย สำหรับเราที่เป็นคนไม่กินไข่ ยังชุบแล้วชุบอีกจนเมือกท่วมเนื้อ คือมันทำให้เนื้อทั้งหอมทั้งหวานลื่นปรื้ดๆ เหมือนความสุขจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วพอๆ กับความสุกของเนื้อ ไฟแรงเนื้อสุกเร็ว และการแย่งชิงเนื้อในหม้อ ทำให้การกินเหมือนเป็นการแข่งขันครั้งยิ่งใหญ่5555

เปิดประเดิมเมืองใหม่ด้วยความประทับใจอย่างยิ่งยวด พวกเราเข้าโรงแรมนอนกันอย่างรวดเร็ว เพราะว่าพรุ่งนี้ อิกะ ยังมีอีกที่ที่ทำให้เราตื่นเต้นขึ้นไปอีก

เช้าวันต่อมาเราไปขึ้นกระเช้าเพื่อไปลานสกีของยอดเขา Gozaicho (โก-ไซ-โช) ยอดเขาที่ยังมีหิมะและเป็นลานสกีที่อยู่ใกล้เมืองมากๆ โดยเราสามารถไป-กลับจากตัวเมือง Iga ได้โดยไม่ยาก สำหรับใครที่อยากเล่นสกี แต่ก็อยากทำอย่างอื่นด้วย ที่นี่คือเหมาะมากสำหรับมา one day trip เพื่อเล่นสกีเพื่อให้พอให้อารมณ์หิมะ

ถ้าใครไม่อยากเล่นใหญ่ถึงขนาดต้องเล่นสกี แต่ที่นี่มีเนินเยอะแยะหลายเนิน เราสามารถเช่า Sled ถือไอ่กระบะนั่งเนี่ยแล้วปล่อยตัวเองลงมาจากเนินต่ำๆ ก็สนุกไปอีกแบบ

และการขึ้นไปเล่นสกีด้านบนแนะนำว่าอย่าขนของไปเยอะ เพระามันจะเกะกะและจะรู้สึกรำคาญ เวลาอยากวิ่งแล้วกระโดดลงหิมะ ก็กลัวของจะหาย แนะนำว่าเอาถนัดๆ ใบเล็กๆ ก็พอ

ออกจาก Gozaicho นั่งรถไม่เกิน 2 ชม. เราก็จะเข้าสู่เมืองใหญ่เมืองสุดท้ายของเส้นทาง JR ที่เราดำเนินทางมาถึงวันที่ 5 พอดี วันสุดท้ายของการใช้บัตร JR Pass ใบนี้

หลังจากเที่ยวตามเมืองเล็กๆ มาตลอด วันสุดท้ายวันที่ 5 ของการใช้บัตร JR-Pass Ise-Kumano-Wakayama สำหรับเราเป็นการจบทริปที่ดีทีเดียวเพราะว่าปิดทริปที่ดีที่เราเข้าเมืองใหญ่และช้อปปิ้ง!!! 555 และที่สำคัญก็ต้องเก็บ Check-list ของกินให้ครบ สำหรับ Nagoya นอกจากไก่ทอดแล้ว มีอีกอย่างที่พลาดไม่ได้ก็คือข้าวหน้าปลาไหลย่างสูตร นาโกย่า ที่ย่างจนหนังแห้งกรอบ และเนื้อราดซอสชุ่มฉ่ำ

ในเซ็ตจะมีโหลใส่ซุปมาให้ นอกจากจะกินข้าวกับปลาแบบธรรมดาๆแล้ว ใส่ซุปเข้าไปให้ข้าวมันแฉะๆ เป็นอีกวิธีหนึ่งในสี่ขั้นตอนของการกินข้าวหน้าปลาไหลแบบฉบับชาวนาโกย่า

เพราะว่าการเดินทางในญี่ปุ่นด้วยรถไฟสามารถพาเราไปได้ทุกที่ถึงแม้บัตร JR Pass จะหมดอายุใน 5 วันไปแล้ว เราเดินทางต่อไปเมืองย่อยๆรอบๆ Nagoya ที่มีอะไรให้ทำหลายๆอย่าง ด้วยรถไฟสาย Local อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเก็บสตรอเบอร์รี่ หรือ กินเมล่อนบุฟเฟต์ หรือจะไปชิมชาเขียวที่เมืองชาเขียว Nishio สามารถทำได้โดยการนั่งรถไฟออกนอกเมืองที่ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง

เราใช้เวลาทั้งหมด 7 วันในการเดินทาง การเดินทางด้วยรถไฟถึงจะเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ใช้พลังงานเยอะพอสมควร ขากลับเราบินกลับกับการบินไทยเพราะว่าสามารถบินตรงจาก Nagoya  ถึงกรุงเทพได้เลยโดยไม่ต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ไหน แถมที่สนามบิน Central Japan International airport สนามบินเปิดใหม่ก็ยังสะดวกสบายมากๆ

แถมที่สนามบิน Central Japan ไฟล์ทของการบินไทยออกจากนาโกย่าตอนกลางคืนทำให้มีเวลาช๊อปปิ้งได้ทั้งวัน และมาเดินชิวละลายเงินเยนต่อในสนามบินก็ได้ มีเวลาให้ช้อปปิ้งเพียบ สนามบินนี้เปิดใหม่เหมือนห้าง และมีร้านอาหารเด็ดๆ เยอะมาก ไม่พอยังมี ห้องอาบน้ำออนเซ็นแบบ
ญี่ปุ่นที่เปิดรับคิวสุดท้ายตอน 3 ทุ่มและเราสามารถนั่งแช่น้ำได้ถึง 5 ทุ่มเลยหละ ถ้าใครเหนื่อยมากๆ จะมาพักผ่อนที่สนามบินที่นี่ก็สบายเลย

การบินไทยใช้เครื่องบินแบบ 787 Dreamliner สำหรับเส้นทางนาโกย่านี้ เครื่องใหม่ ลำใหญ่ สะดวกสบาย แถมหน้าต่างยังสามารถปรับระดับความสว่างได้เองอัตโนมัติโดยไม่ต้องเปิดๆ ปิดๆ ให้คนข้างๆ รำคาญ  เมื่อไหร่ที่เราบินการบินไทยกลับบ้านจะรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งเพราะพี่แอร์หน้าเครื่องเวลาพูดว่า “สวัสดีค่ะ” คือเหมือนมารับเรากลับบ้านแล้วจริงๆ เมื่อไหร่ที่เห็นเครื่องการบินไทยในต่างประเทศ และได้นั่งเครื่องบ้านเรากลับบ้านมันเหมือนถึงบ้านแล้วจริงๆ นะ

ญี่ปุ่นยังมีเมืองเล็กๆ น้อยๆ อีกเยอะมากรอให้เราไปสัมผัสกับความลงตัวและวัฒนธรรมที่เป็นมิตรและมีเอกลักษณ์ของที่นี่ ถ้าไม่รู้จะไปไหนจริงๆ หรืออยากเดินทางเป็นครอบครัวให้อุ่นใจมากที่สุด เดินทางมาญีปุ่่นกับการบินไทยก็เป็นทางเลือกนึงที่สร้างโมเมนท์และความทรงจำดีๆ ให้กับเราได้เหมือนกันนะ :)

Input your search keywords and press Enter.