Now Reading:

Autumn in England! เที่ยวอังกฤษ เมืองผู้ดีในฤดูใบไม้ร่วงกัน

อังกฤษเป็นประเทศในฝันของใครหลายๆ คน รวมทั้งเราด้วยที่อยากจะไปเดินแอ๊วหนุ่มบริติช ตาฟ้า สำเนียงสุดโรแมนติก ในตัวเมืองลอนดอน  ก็ยังอยากนั่งรถออกไปตะลุยนอกเมือง ที่มีทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และอาหาร เรียกได้ว่ามาทั้งทีต้องเอาให้คุ้ม!

ทั้งสิ่งมหัศจรรย์สุดยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง Stonehenge ต่อกันที่เมืองน่ารักๆอย่าง Bath แล้วไปเดินเล่นรับลมกันที่ Cotswolds พอเหนื่อยแล้วก็พักทานอาหารดีๆ จิบไวน์ชมสวนพฤกษศาสตร์ระดับชาติอย่าง Kew Gardens และปิดท้ายกันด้วยสัญลักษณ์ของลอนดอนอย่าง Big Ben และ Oxford Street


รอบนี้เลยตั้งใจเที่ยวเมืองเล็กเมืองน้อยใกล้ลอนดอนกันก่อน ถ้ารอบหน้ามีเวลาเมื่อไหร่ก็หวังว่าจะได้ไปไกลขึ้นกันเนอะ แถมเดี๋ยวนี้เดินทางมาอังกฤษก็ง่ายและสะดวกสบายมาก เพราะการบินไทยบินมีบินตรง!

ใช่แล้ว! บางคนมองว่าการนั่งเครื่องไปอังกฤษมันนานเกินไป และลังเลว่าจะบินตรงดีหรือแวะเปลี่ยนเครื่องดี จริงๆ มันก็ดีทั้งคู่ อยู่ที่ความชอบและเวลาของแต่ละคน อย่างรอบนี้เวลาเราน้อย การบินตรงก็ประหยัดเวลาได้มากโขเลยแหละ

ความตื่นเต้นของเราเริ่มตั้งแต่ออกจากไทยกันเลย เพราะจะได้เดินทางด้วยเครื่องบินลำใหม่ สดๆ ซิงๆจากการบินไทย รุ่น Airbus A350-900 XWB หน้าตาเก๋ไก๋ ที่นั่งกว้างขวาง สะดวกสบาย ด้วยระยะห่างระหว่างที่นั่งที่ใหญ่ขึ้น จอภาพยนตร์ส่วนตัวสำหรับทุกคน และเบาะที่ออกแบบมาเป็นพิเศษที่ทำให้รู้สึกสบายตัวมากขึ้นแม้จะนั่งตรงกลาง

แถมไฟในห้องโดยสารก็ปรับเปลี่ยนได้ถึงหลากหลายเฉดสี เงยหน้าขึ้นมามองกี่ที ก็เหมือนเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ 555 แถมเสียงเครื่องก็เบา หลับสบายน้ำลายยืด แต่ถ้านอนไม่หลับ ทั้งหนัง ละคร และซีรีย์ก็มีให้เลือกเพียบ จอหน้าที่นั่งก็ชัดแจ๋ว ดูเพลินๆ และยังมี wi-fi ไว้ให้บริการด้วยจ้า สำหรับสายโซเชียลก็ออนไลน์กันแบบไม่ต้องกลัวตกเทรนด์

การบินไทยให้บริการบินตรงจากกรุงเทพถึงลอนดอน ฮีทโธรว์ 2 เที่ยวบินต่อวันทั้งตอนกลางวันและ ตอนกลางคืน สะดวกทั้งขาไปและขากลับ แถมให้บริการด้วยเครื่องบินใหม่ทั้งคู่อย่าง A350 แต่ถ้าไม่สะดวกเวลาที่ A350 บินก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะอีกไฟลท์นึงก็ให้บริการด้วยเครื่องบินจัมโบ้อย่างเจ้าปลาวาฬ A380 สะดวกสบายทั้ง 2 ไฟลท์เลยแหละ 

 


Outside of London


Stonehenge

เรียกได้ว่าเป็นอีกสัญลักษณ์ ที่ไม่ว่าใครมาเยือนเกาะอังกฤษก็ต้องแวะมาชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้ ด้วยตาตัวเองกันซักครั้ง ถ้ามองผ่านๆ แบบไม่คิดอะไรมาก Stonehenge ก็จะเป็นแค่ก้อนหินใหญ่ธรรมดาๆ หลายๆ ก้อนมาตั้งรวมกัน ซ้อนทับกันแบบประหลาด ไม่มีรูปแบบตายตัว ในจุดที่เป็นทุ่งหญ้าโล่งเตียน ไม่มีแม้แต่หน้าผาใดๆ

ซึ่งไอ่ความธรรมดานี้เนี่ยแหละ ที่ทำให้ที่นี่เป็นที่สนใจของคนทั่วทั้งโลก เกิดเป็นคำถามที่ไม่เคยมีใครตอบได้อย่างแน่ชัด ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง บ้างก็บอกว่ามีความสำคัญทางด้านดาราศาสตร์ ที่คนสมัยก่อน ใช้บอกวันและเวลา แต่ขาดหลักฐาน และทฤษฎีต่างๆมาสนับสนุน เอาเป็นว่า ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นมาได้ยังไง รู้แต่ว่ามันถ่ายรูปสวยมากเด้อ! คุ้มค่ากับการแวะ 555


Bath

เราขับรถกันต่อมายังเมืองเล็กๆ แต่พลาดไม่ได้อย่าง Bath (บาธ) ที่พูดปุ๊ปทุกคนน่าจะนึกถึง Roman Baths หรือโรงอาบน้ำโรมันโบราณอายุอานากว่า 2,000ปี กันเป็นอย่างแรก

ที่นี่นับเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมการอาบน้ำ ในโรงอาบน้ำสาธารณะในประเทศอังกฤษเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากสระน้ำสีเขียว และมุมถ่ายรูปสวยๆติดวิววิหารประจำเมืองแล้ว ข้างในยังมีพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้อย่างดีอีกด้วย

ข้างๆกันก็จะเป็นย่านกลางเมือง มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึง Bath Abbey หรือ Abbey Church of St Peter and St Paul ที่เป็นโบสถ์หรือวิหารที่สำคัญของเมือง ที่ข้างนอกว่าสวยงามเลอค่าแล้ว เขาบอกว่าด้านในสวยกว่า ตกแต่งด้วยกระจกโมเสคเล่าเรื่องราวต่างๆ ซึ่งส่วนตัวเวลาไม่พอเลยข้ามตรงนี้ไป

แล้วก็มาทานร้านอาหารที่ขึ้นชื่อสุดๆ ของเมือง อย่าง Sally Lunn’s Bunn เป็นร้านที่มีขนมปังก้อนโต อบเนยหอม กรอบนอกนุ่มใน เอามาดัดแปลงเป็นอาหารทุกอย่าง ทั้งคาว ทั้งหวาน ซึ่งถ้าใครกินน้อย แนะนำว่าให้แบ่งจานคาว หารสองกันกับเพื่อน แล้วจะได้มีแรงชิมของหวานต่อ ไม่เสียเที่ยวที่มานะจ้ะ

แต่ถ้าจะถามว่าไฮไลท์ที่ทำให้ประทับใจบาธมากคืออะไร? คงหนีไม้พ้นความเรียบง่ายๆ แต่มีเสน่ห์ โดยตึกทุกตึกในเมือง จะสร้างจากหินบาธ สี Honey Mustard ทำให้พอมองจากมุมสูงลงมา ทุกส่วนของเมืองก็เหมือนโดนเทสี แล้วดึงโทนให้เป็นสีเหลืองนวลๆอ่อนๆ เข้ากับฟ้าทึมๆ สไตล์ผู้ดีอังกฤษสุดๆ ดังนั้นอย่าพลาดการไปเดินเอื่อยๆ แถวริมสะพาน Putleney Bridge เพื่อซึมซับบรรยากาศเด็ดขาด!


Cotswolds

ถัดมานอกเมืองลอนดอนอีกด้านกันบ้าง จุดมุ่งหมายหลักของวันนี้คือการไปแคว้น Cotswolds ที่ขึ้นชื่อว่า วิวทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางนั้นสวยงามมากกกก เป็นแหล่งของที่พักตากอากาศ โรงแรม และสปา จะให้อินเป็นพิเศษต้องขับรถ ค่อยๆลัดเลาะไปตามถนนสายเล็กๆ ไม่พลุกพล่าน มีทุ่งหญ้าและฝูงแกะ ให้หยุดยกกล้องขึ้นมาถ่ายไม่ได้เลย นี่ขนาดเราไปหน้าหนาวที่ใบไม้ร่วงเกือบจะหมดต้นแล้วนะ

หนึ่งในเมืองทางผ่านของเราวันนี้ก็คือ Burford เมืองเล็กมากๆ เล็กเบอร์ที่ถ้าไม่บอกจะขับผ่านไปแบบไม่ทันสังเกต 5555 โดยความน่ารักก็คือ การที่บ้านเรือนทุกหลังจะสร้างติดๆกัน ด้วยหินที่เชื่อว่าจะช่วยปกป้องภัยอันตรายจากปีศาจ ลาดยาวลงไปถึงริมแม่น้ำ

ที่ต่อมาอยู่ไม่ไกลกันมาก ก็คือ Broadway Tower หอคอยที่ตั้งเด่นเป็นสง่า แต่ออกจะเหงาหน่อยๆ อยู่บนเนินเขา ส่วนตัวไม่ได้ขึ้นไปด้านบน เพราะลมแรง และหนาวมาก แต่ถือเป็นอีกจุดที่คุ้มค่ากับการแชะถ่ายรูปซักใบสองใบ

จากนั้นเราก็พุ่งตัวต่อไปยัง Bourton-on-the-Water หรือที่เขาว่ากันว่าเป็น Venice of the Cotswolds ซึ่งถึงแม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่กลับคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว บรรยากาศต่างจากสองเมืองข้างบนลิบลับ

จุดเด่นของที่นี่ น่าจะเป็นการที่มีแม่น้ำเล็กๆตัดผ่านกลางเมือง แล้วเราก็สามารถเดินเล่นชิวๆ ข้ามสะพานนู้น โผล่สะพานนี้ เหนื่อยก็แวะจิบชา กินขนม หรือใครเวลามากหน่อย ก็มีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายแห่งให้แวะ หรือใครอยากสัมผัสบรรยากาศอย่างเต็มอิ่ม ก็สามารถจองที่พักที่ตั้งติดริมน้ำไว้นอนชิวๆ ได้ด้วยน้าา

ปิดท้ายด้วยหมู่บ้านที่ว่ากันว่า เป็นหมู่บ้านที่สวยที่สุดของประเทศอังกฤษอย่าง Bibury หรือหมุู่บ้านขนมปังขิง เพราะพวกบ้านเรือนนั้น ราวกับหลุดออกจากนิทานสมัยเด็กๆ 555 ซึ่งหนึ่งในมุมถ่ายรูปสุดฮิตที่ใครๆก็ต้องแวะ คงหนีไม้พ้น Arlington Row

หรือกระท่อมทรงเอกลักษณ์ของ Cotswolds ตั้งเรียงติดกัน 7 หลังหันหน้าเข้าแม่น้ำ สวย โรแมนติคมาก มากแบบที่ว่าได้เป็นฉากในภาพยนตร์ดังๆ หลายเรื่องเลย ส่วนตัวเรามีเวลาน้อย เลยไม่ได้มีโอกาสเดินเล่นเรื่อยเปื่อย แนะนำว่าเผื่อเวลามาตรงนี้เยอะหน่อย เดินหลงไปตามตรอกซอกซอย รับรองว่า Bibury จะทำให้ตกหลุมรักได้ง่ายๆเลย

Good to know

ถึงมาอังกฤษรอบนี้เราจะเน้นออกเดินทางไปเที่ยวนอกเมือง แต่เพื่อความสะดวกสบาย เราเลือกที่จะพักในลอนดอน ซึ่งเหมือนเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างกัน

เราเลือกพักกันที่ Copthorne Tara Hotal ในย่าน Kensington สะอาด สวยงาม ใกล้ทั้งสถานีรถไฟใต้ดิน และจุดขึ้นรถบัส ในระยะเดินเพียง 10 นาที แถมยังเป็นแหล่งรวมร้านค้า และร้านอาหารมากมายตลอดเส้น คนคึกคักทั้งกลางวัน กลางคืน จะเดินไปเดินมาตอนไหนก็รู้สึกปลอดภัยสุดๆ


Sunbury Antique Market

หนึ่งใน Hidden Place ที่เราตั้งหน้าตั้งตารอ และอยากไปมากๆ ของทริปนี้ก็คือ ตลาดขายของเก่า 5555 Sunbury นับเป็น Car Boot Sale ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของอังกฤษ ใหญ่เบอร์ที่ครอบคลุมสนามม้าทั้งสนาม มีคนขนของมาขายมากกว่า 700 คน และจัดเดือนละ 2 ครั้ง คือทุกวันอังคารที่ 2 และ 4 ของเดือน ยกเว้นช่วงหน้าหนาว เรามาต้นเดือนพฤษจิกายน ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหยุดยาวๆไปอีก 3 เดือน ใครอยากมา ก็ต้องเติมแต้มบุญ แล้วเช็คตารางกันให้ดีๆนะ

สิ่งการันตีความอลังการของตลาดนี้ก็คือ ของที่ขนมาขายกันนี่แหละ โอ้ยยย มีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบของจริง ตั้งแต่จิวเวอรี่ชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสื้อผ้า ชุดจานชาม ลามไปจนถึงพรม โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ มาหมด ยิ่งใครเป็นสายชอบขุด ชอบคุ้ย รักของเก่า ชื่นชอบของ Handcraft รับรองว่าที่นี่เป็นสวรรค์ย่อมๆแน่นอน

ตัวอย่างเช่น ชุดเครื่องถ้วย Wedgwood หรือที่หลายๆคนรู้จักในชื่อ Queen’s Ware ซึ่งของมือหนึ่งนั้นแพงหูฉีก จานใบน้อยๆก็แตะหลักหลายพัน แต่ที่นี่ก็มีวางขายเพียบ! ในราคาน่าคบหาซะด้วย ซึ่งตอนแรกก็กังวลว่าจะเป็นของปลอมรึเปล่า ไม่กล้าซื้อ ก็เลยถามคนขายซะเลย 555 เขาก็บอกว่า ด้วยความที่กฏหมายที่นี่ค่อนข้างแรง ไม่มีใครกล้าเอาของปลอมมาขายหรอก ยูไม่ต้องห่วงนะ 555

อ้อ! ตลาดนี้เปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึงบ่ายๆ แต่เขาว่ากันว่า ถ้าอยากได้ของดีจริงๆให้มารอตั้งแต่เช้ามืด!


Hampton Court Palace

นอกจากพระราชวัง Buckingham ใจกลางกรุงลอนดอนที่ทุกคนรู้จักกันดีแล้ว ก็ยังมีพระราชวังอีกหลายแห่ง ทั้งในและนอกเมือง ซึ่งสวยงาม และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่แพ้กันเลย หนึ่งในนั้นที่เราได้แวะมาก็คือ Hampton Court Palace ในเขต Richmond upon Thames ซึงเป็นพระราชวังเก่าแก่อันดับต้นๆ ผ่านการพักอาศัยของกษัตริย์ และราชวงศ์หลายต่อหลายคน เขาบอกกันว่า จุดเด่นของพระราชวังนี้ อยู่ที่สวนด้านใน ที่ใหญ่และสวยมาก น่าเสียดายที่เราเวลาจำกัดไปหน่อย เลยได้แค่แวะเดินเล่นรอบๆแทน


Kew Gardens

หรือชื่อแบบเต็มยศว่า The Royal Botanic Gardens เป็นสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่แถบชานเมือง ห่างจากตัวเมืองลอนดอนเพียง 30นาที โดยจัดว่าเป็น Botanic Garden ที่มีความสำคัญมากๆแห่งหนึ่งของประเทศ เพราะรวบรวมแหล่งไม้นานาพรรณ จากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดง

เอาจริงๆว่าตอนแรกก็คิดว่าคงไม่มีอะไร คงเป็นสวนโล่งๆกว้างๆ แต่อื้อหือ ที่ไหนได้ อินมาก ใครจะมาอยากให้เผื่อเวลาเต็มๆไปเลยวันนึง ยิ่งมาหน้าร้อน แดดดีๆ รับรองว่าเที่ยวได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น ยันพระอาทิตย์ตกดินกันไปเลย

ใน Kew Gardens แบ่งการจัดแสดงออกเป็นส่วนๆ น่าเสียดายว่าตอนเราไป Glass House หลักนั้นอยู่ในระหว่างการปิดซ่อมแซม เพื่อรอต้อนรับการจัดงาน Kew’s 23rd Orchids Festival หรือนิทรรศการกล้วยไม้ ซึ่งนับว่าเป็นงานใหญ่ที่จัดทุกๆปี แต่ปีนี้จะพิเศษกว่าเดิม เพราะประเทศไทยเรา ได้ร่วมเป็นหนึ่งในเจ้าภาพด้วย!

งานนี้อินไซต์สุดๆ เพราะเราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ท่านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน หรือท่านพิษณุ สุวรรณะชฎ ผู้ริเริ่มโครงการนี้มากับตัวว่า นับเป็นโอกาสดีของประเทศไทย ที่จะได้เผยแพร่ความรู้ และความสวยงามของกล้วยไม้ไทยนานาพรรณให้คนทั่วโลกเห็น ซึ่งถ้าใครมีแพลนจะไปเที่ยวลอนดอนช่วง 10 กุมภาพันธ์ – 11 มีนาคมปีหน้า (2018) นั้นต้องห้ามพลาด และสามารถติดตามรายละเอียดกันต่อได้ที่นี่เลย

ปล. มาถึงที่ Kew Gardens อย่าลืมแวะไปจิบน้ำชา และชิมขนมร้านดังอย่าง Maid of honor house อร่อยคุ้มค่า ยอมอ้วนกันไปเลย


Around London

ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ทรงเสน่ห์อันดับต้นๆ ของโลกอย่างลอนดอนแล้ว ลิสต์ของสถานที่ ที่ต้องไปนั้นก็ยาวเป็นหางว่าว แต่รอบนี้เรามีเวลาน้อยมากๆ เลยเลือกไปแต่ไฮไลท์จริงๆ มีอีกหลายพิพิธภัณฑ์ และสถานที่สำคัญๆที่ยังเก็บไม่ครบ ซึ่งแน่นอนว่าต้องหาโอกาสกลับมาอีกเร็วๆนี้แน่นอน!

London Bridge / Tower of London

สะพานข้ามแม่น้ำ Thames สุดแสนจะยิ่งใหญ่และสวยงาม นับเป็นอีกสัญลักษณ์ของเมือง ที่มาทั้งทีก็ต้องมาเช็คอินซะหน่อย ใครมีเวลาเยอะ และอยากเก็บภาพมุมสูงด้านบนของหอคอยนั้นเปิดให้ขึ้นไปชมวิวได้ ส่วนเราขอแค่เดินเล่นเก็บบรรยากาศก็พอแล้วหละ


Westminster Bridge / Big Ben / London Eye

อีกหนึ่งเช็คพ้อยท์ของเมืองคงหนีไม่พ้นหอนาฬิกา Big Ben นี้ ซึ่งปกติแล้วก็จะลั่นระฆังกังวาลกันทุกๆครึ่งชั่วโมง แต่ตอนนี้น้องเขาขอพักเหนื่อย เข้าเฝือกยาวๆ ปิดปรับปรุงไปอีก 4 ปี  เราว่าให้ดี แถวๆ นี้น่าแวะมาช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก เดินเล่นชิวๆ ข้ามสะพานแล้วไปขึ้นชิงช้าสวรรค์ชมวิวท้องฟ้าเปลี่ยนสีจากมุมสูงบน London Eye เป็นการปิดวันแบบสวยงาม


Oxford Street / Covent Garden

สุดท้าย ท้ายสุด ถ้าคิดอะไรไม่ออกว่าจะทำอะไร ไปที่ไหนช่วงกลางคืน ก็พุ่งตัวมาที่นี่เลย มีครบทุกอย่างของการเอนเตอร์เทน จะช้อปก็ดี จะกินก็ได้ หรือแค่นั่งดูคนก็สนุกแล้ว! ยิ่งช่วงปลายปีแบบนี้ ยิ่งสนุก เพราะเขาประดับไฟกันวิบวับแทบจะทุกมุมถนน ไปเดินแล้วนึกว่าตัวเองเป็นบ้า ยิ้มไม่หุบ อยากหยุดถ่ายรูปทุกๆสิบวิเลย

เราว่า ลอนดอน และอังกฤษรอบนี้ไม่ใช่รอบสุดท้ายของเราแน่นอน ประเทศอะไรมีเสน่ห์ชะมัด! มาที่เดียวครบทุกรส ธรรมชาติก็ได้ อาหารก็ดี ช้อปปิ้งก็เต็ม ผู้ชายก็เริ่ด 555 เป็น Destination ที่ควรมาให้ได้ซักครั้งในชีวิตจริงๆแหละเธอ : )

Input your search keywords and press Enter.