Now Reading:

Live Simply Nakhon Si Thammarat.

ในทุกๆ ปีของการเดินทางเราจะเว้นไว้ช่วงนึงสำหรับการเดินทางในประเทศเสมอตั้งแต่เริ่มทำเพจใหม่ๆ เพราะเรายังเชื่อว่าเมืองไทยของเรายังมีอีกหลายที่ ที่สวยงามและน่าค้นหาอยู่เสมอ มันไม่ใช่การออกเดินทางเพื่อไปดูสถานที่ใหม่ๆ ให้ตื่นตาตื่นใจ ไม่ใช่การออกไปใช้ชีวิตโดยทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังแล้วออกไปเจออะไรใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย


แต่การเที่ยวเมืองไทยมันคืออีกบรรยากาศนึงที่หาในต่างประเทศไม่ได้! มันคือการออกไปสัมผัสชีวิตของคนที่พูดภาษาเดียวกันแต่มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน มันคือการออกไปเที่ยวเพื่อเรียนรู้ เข้าใจ ได้เห็น ได้ลองสิ่งใหม่ๆ ที่ใกล้แค่ปลายจมูกและสนุกจนเราหลงรัก ปีนี้ก็เหมือนเดิมตั้งแต่เดือนนี้จนถึงเดือนกันยา ทุกคนจะได้อ่านรีวิวเที่ยวเมืองต้องห้ามพลาดพลัสจากไปไง มาไง เดือนละ 1 ทริปที่เราเลือกกันมาแล้วว่าปีนี้อยากไปที่นี่มากที่สุด มาเริ่มกันที่ ‘นครศรีธรรมราช’ กัน!

 

Go South!

เราออกเดินทางกับแอร์เอเชีย คนดีคนเดิมเวลาเดินทางใกล้ๆ ในประเทศ เพราะมันสะดวกที่สุดแล้ว บางคนอาจจะมองว่าต้องจ่ายแยกอะไรเยอะแยะจุกจิก แต่เรากลับมองว่ามันคือการจ่ายเพื่อสิ่งที่จำเป็นในการเดินทางครั้งนั้นจริงๆ เท่านั้น ซื้อน้ำหนักกระเป๋าเท่าที่ต้องใช้ เลือกที่นั่งด้านหน้าในวันที่รีบๆ หรือเลือกซื้ออาหารอร่อยๆ รองท้องระหว่างเดินทางในวันที่หิวไส้กิ่ว (เราซื้อประจำเลย เพราะอดใจไม่ไหวเวลาเห็นคนอื่นกิน อิอิ)

แอร์เอเชียเป็นสายการบินที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพสู่นครศรีธรรมราชมากที่สุดถึง 4 เที่ยวบินต่อวัน ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย ดึก ก็สามารถไปเที่ยวนครศรีฯ กันได้ง่ายๆ คนทำงานไกลบ้านแต่บางทีคิดถึงจนอดใจไม่ไหวก็บินเย็นวันศุกร์ กลับไปทำงานจันทร์เช้าก็ทันเวลาเด้อ

อะ! เลิฟที่สุดคือข้าวมันไก่ย่างที่น้ำจิ้มไม่เผ็ดมากเกินไป กับข้าวที่บางทีแฉะไปก็อร่อยอยู่ดี 555 และข้าวเหนียวมะม่วงที่ชิ้นเล็กลง แต่ก็ยอมสั่งนะคะ เพราะแบบใหม่มันมีปลาย่างมาเพิ่มความอร่อยเลิศไปอี้กกก

 

 

DAY 1

วันแรกเราออกเดินทางตั้งแต่ช่วงเช้าเพราะจะได้มีเวลาชิวๆ เดินเล่นได้ทั้งวัน จากสนามบินเรานั่งลงไปประมาณ 50 นาทีเพื่อไปให้ทันรถไฟที่ ตลาดรถไฟคลองจันดี จริงๆ ที่นี่คือตลาดเช้าแต่ไฟลท์แรกที่มาถึงบวกกับการเดินทางต่อมาที่นี่ก็จะเห็นตลาดที่เริ่มวายลงไปแล้ว แต่… ความพิเศษของมันคือเราจะมาถึงใกล้ๆ กับเวลารถไฟเคลื่อนตัวเข้าสถานีพอดี เป็นจุดที่ถ่ายรูปได้สวยพอดี บวกกับบรรยากาศของคนที่มารอรับลูกรับหลานจากกรุงเทพ ก็อบอวลไปด้วยอุ่นไอรักกันไปอี๊กกก

จากนั้นเราก็แวะไปร้านคาเฟ่เล็กๆ แต่น่ารักอย่าง ณ บ้านเล็กกลางหุบเขา ที่มีที่นั่งยื่นออกไปกลางอากาศ ทำให้เวลาเรานั่งบนตาข่ายก็ได้รับลมเย็นๆ จากรอบทิศ ขนมหวานร้านนี้รสชาติพอใช้ได้ เราชอบที่เค้าอบวอฟเฟิลสดใหม่และอบได้กรอบมากนั่งกินเพลินๆ คุยไปคุยมา เอ้า! สั่งไปสิคะ 3 จาน กินขนาดนี้ข้าวเที่ยงไม่ต้องกินกันแล้วจ้า

ที่พักของทริปที่เราพักในตัวเมืองนครฯ กันทุกคืนด้วยเหตุผลสบายๆ สไตล์ไปไง มาไง คือ เดินทางไกลไม่ว่า แต่อย่าให้ย้ายกระเป๋ากันบ่อยๆ 5555 ที่พักทริปนี้เราชอบมากนะเพราะมันถูก ใหม่ และดีมากๆ ชื่อ The Plug Hostel เป็นที่พักเปิดใหม่ใจกลางเมืองที่ในห้องพักก็ปลั๊กเยอะสมชื่อเหลือเกิน แถมอาหารเช้าที่นี่ก็มีให้เลือกด้วยนะ ว่าจะเอาไข่กระทะ ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว หรือข้าวยำที่รสชาติแซ่บถึงใจจริงๆ

ตอนเย็นเราแวะไปกินร้านโรตีที่อร่อยที่สุดในโลกที่เคยกินตั้งแต่เกิดมา 5555 นั่นก็คือ โรตีบังบ่าว นั่นเองจ้า ต้องเป็นสาขาแรกด้วยนะ สาขาที่มีข้าวหมกไก่ ผัดไท หอยทอดอะไรเยอะๆ นั่นแหละ ต้องสาขานั้นเท่านั้น เพราะที่นี่มีโรตีชาร์โคลใส่ไส้มะพร้าวอ่อน แถมด้วยโรตีโอวัลตินภูเขาไฟ โอ้โห! อร่อยจนอยากตะโกนว่า “ กูหนักร้อยโลก็ได้โว้ย!.”

 

DAY 2 : Day in Kiriwong Village

วันที่ 2 ของนครศรีธรรมราชฯ เราเลือกไปหมู่บ้านยอดฮิตที่มีลำธารไหลผ่านอย่างหมู่บ้านคีรีวง แต่ความพิเศษของการไปครั้งนี้ เราตั้งใจที่จะไปให้ถึงชุมชนมากยิ่งขึ้นไม่ใช่แค่ไปเอาเท้าจุ่มน้ำหรือถ่ายรูปที่สะพานแล้วกลับ แต่เราอยากไปลองทำ WorkShop กับชาวบ้านในเวลาที่จำกัด แต่สามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง เราติดต่อผ่านทางพี่กีต้าร์ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มลูกไม้ ให้ติดต่อพี่ๆ กลุ่มต่างๆ ที่สามารถจัด WorkShop ให้พวกเราประมาณ 8 คนได้วันนึง จึงออกมาเป็นโปรแกรมที่ดีงามและอยากแนะนำมากเพราะทั้งหมด ทั้งวันราคาแค่คนละ 550 บาทเท่านั้น!

เราแพลนไปถึงคีรีวงตอนเช้าประมาณก่อนแปดโมงเพราะวันที่เราไปตรงกับวันที่มีตลาดเช้าพอดี โชคดีมากๆ ที่ได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตของคนคีรีวงก์ยามเช้า เราก็เอาเลยจ้ะ ช้อปปิ้งอาหารเช้ากันมันส์มือ ไม่ว่าจะเป็นข้าวยำ ไก่ทอด หมูปิ้ง ซื้อกันจนแม่ค้างงว่าหิวกันมาจากไหน 55555

จากตลาดเช้าเราเดินมากินกาแฟกันที่ร้านกาแฟลุงโรม ลุงโรมใจดีมากกกก ถ้าเพื่อนๆ มาตรงกับวันที่มีตลาดเช้าสามาถเอาเข้าไปนั่งกินในร้านกาแฟลุงโรมได้นะ และเพื่อเป็นมารยาทที่ดีอย่าลืมสั่งเครื่องดื่มอร่อยๆ ทั้งร้อนและเย็นด้วยนะจ้ะ

Workshop ที่เราทำร่วมกับป้าๆ น้าๆ ในชุมชนวันนี้คือ การทำผ้ามัดย้อม การทำผ้าบาติก และการทำตาข่ายดักฝัน ทั้งหมดนี้จริงๆ สามารถเช่าจักรยานเพิ่มหนึ่งคันแล้วขับเวียนไปฐานต่างๆ ได้เพราะในหมู่บ้านขับจักรยานกันเยอะมาก อยู่ไม่ไกลกัน แต่ก็ต้องระวังรถกันซักหน่อย ช่วงที่เราไปฝนตกพอดีเลยไม่มีโอกาสได้ขับจักรยานชมรอบๆ คีรีวงก์เลย

เริ่มจากการทำผ้าบาติก เอาเทียนวาดลงบนผ้าให้เป็นลวดลายต่างๆ แล้วใช้สีธรรมชาติจากเปลือกไม้ ใบไม้ มาลงสีให้เป็นสีสันต่างๆ ก่อนนำไปต้มและเคลือบน้ำยาอีกรอบเราก็จะได้ผ้าบาติกสีพาสเทลสดใสกลับบ้านคนละหนึ่งผืน

การทำผ้ามัดย้อม ลวดลายของผ้าเกิดจากการมัดด้วยหนังยางของเราเองทำให้ได้ลายที่แตกต่างออกไป การทำผ้ามัดย้อมจะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่ามากกว่าจะได้แต่ละผืน ถ้าแดดดีๆ สามารถได้กลับไปวันนั้นได้เลยเช่นกัน สีทุกสีที่เกิดขึ้นบนผ้าเป็นสีจากธรรมชาติทั้งหมด เราเลยจะได้สีที่อ่อนๆ จางๆ บ้าง เข้ามบ้างสลับกันไป คลาสิกเหลือเกินค่ะคุ๊ณณณณ

ส่วน Workshop สุดท้ายคือการทำตาข่ายดักฝัน ซึ่งเราค้นพบว่า ซื้อเถอะ! ง่ายกว่า! กูจะฝันร้ายเพราะทำยากเหลือเกินนี่แหละ 5555 เราว่ามันเป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆ ต้องร้อยเชื่อกที่ละเส้น ถักทอเป็นตาข่ายที่จะดักฝันร้ายของเรา ติดขนนกคอยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย นั่นแหละค่ะ เราว่าซื้อเอาง่ายกว่า ฮ่าๆ ทำเอาสนุกสนานก็พอเนอะ

ทั้งหมด 3 Workshop นี้จะเสร็จภายในครึ่งวันเช้าถ้าไปกันตั้งแต่ก่อนเก้าโมง เพราะใช้เวลาไม่นาน และราคา 550 บาทนี้รวมอาหารกลางวันด้วย 1 มื้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแกงพื้นบ้าน ผักสดๆ น้ำพริก และข้าวสวยร้อนๆ แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว ส่วนช่วงบ่ายถ้าใครเหนื่อยแล้วอาจจะหาเงาต้นไม้ร่มๆ หรือเดินเล่นถ่ายรูปริมลำธารยอดฮิตก่อนกลับเข้าตัวเมืองนครศรีฯ หรือจะแวะเที่ยวน้ำตก ปีนป่ายนิดหน่อยไปให้อาหารปลา และดูต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในคีรีวงก์ก็จะใช้เวลาอีกครึ่งวันนั่นเอง
แน่นอนว่าเรามาทั้งทีก็เอาให้คุ้มเพราะทุกอย่างรวมอยู่ในโปรแกรมนี้ด้วย ให้ภาพบรรยายนะว่าสมบูรณ์แค่ไหน 😉

DAY 3 : Ta-lay! Khanom

เช้าวันต่อมาเราออกจากโรงแรมเช้าหน่อยเพราะเรานอนในตัวเมืองนครศรีฯ และตัวเมืองขนอมนที่เราจะไปเที่ยวกันวันนี้นั้นห่างจากโรงแรมประมาณ 2-3 ชั่วโมง เหมือนขับรถจากกรุงเทพไปเที่ยวอยุธยาเช้าเย็นกลับนั่นแหละ ไม่เหนื่อยเกินไป แต่ก็ไม่ได้ชิวขนาดนั้น แต่ไม่ต้องห่วงจ้ะ เพราะขนอมที่เราจะพูดถึงนั้น มีแต่ที่ชิวๆ ให้เอกเขนกกันได้ทั้งวันอยู่แล้ว 😉

ก่อนออกจากตัวเมืองเราแวะ ร้านโกปี๊ กินอาหารเช้ากันก่อน ร้านนี้เหมือนเป็นเซเว่นมื้อเช้าของคนนครฯ หรือว่านักท่องเที่ยวก็ไม่รู้นะ แต่ขายอาหารเช้าค่อนข้างหลากหลาย ปาท่องโก๋ก็มี ข้าวหมูเกาหลีก็มา หรือบะกุ๊ดเต๋รสเด็ดๆ ก็เลิศ รวมถึงเครื่องดื่มร้อน-เย็น ติ่มซำ และอีกมากมายให้กินกันได้ทั้งวัน

หลังจากเสร็จจากร้านโกปี๊ เราก็จะมีเวลานอนบนรถอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ที่แรกที่เราแวะในอำเภอขนอมไม่ใช่ที่เที่ยวและเป็นอุโมงค์ 555 ก่อนถึงถ้ำเขาวังทอง จะมีอุโมงค์ต้นไม้ที่ดูลึกลับหน่อยๆ แต่ดูขลังและถ่ายรูปสวยมากกกกกกกกกกกก เราไม่ได้ขึ้นไปถ้ำเขาวังทองเพราะกลัวเวลาไม่พอ เลยแวะถ่ายรูปแค่ตรงนี้ แต่ระวังกันหน่อยเพราะสองข้างทางเป็นสวนยาง ยุงเลยค่อนข้างชุมมากๆ

อีกที่นึงที่เรารู้สึกว่ามันสวยและค่อนข้างโรแมนติกถ้ามาแต่เช้าช่วงคนน้อยๆ คือ สวนตาสวรรค์ ที่นี่จะเป็นสวนที่มีลำธารน้อยๆ ไหลผ่านให้เราสามารถนั่งลงไปแช่เท้าแล้วให้ปลาตอดท่ามกลางธรรมชาติ ดูเด็กน้อยเล็กน้ำไปด้วยก็เพลินดีเหมือนกัน แถมราคาค่าเข้าแค่หลักสิบ เป็นอีกที่ในขนอมที่แนะนำให้ไปเอ็นจอยได้ง่ายมากเลย

เราแวะทานอาหารกลางวันที่ครัวตังเก เพราะมีเพื่อนบอกมาว่าเมี่ยงปลาสำลีที่นี่อร่อยมาก 555 นี่ก็ไม่พลาดนะคะ สั่งมาสองจานไปอีก พอเข้าปากไปเท่านั้นแหละ โอ้โห! อร่อยจริง รสชาติของปลาทอดกรอบๆ หวานนำและมีเปรี้ยวตามนิดๆ ผสมกับผักเคียงต่างๆ และใบชะพลูเป็นเมนูที่ควรสั่งมาลอง แถมที่นี่ยังมีซีฟู๊ดอีกมากมายราคาไม่แพงด้วยนะ

จากข้าวเที่ยงอิ่มๆ แน่นๆ จนหนังตาแทบบปิดเราแวะไปสะพานไม้ที่ยื่นออกไปในทะเล ท่าเรือชุมชนบ้านสำเหร็ด – อ่าวเตล็ด เป็นจุดที่เพื่อนๆ สามารถนั่งเรืออกไปดูปลาโลชมสีชมพูได้ แต่ก็ต้องลุ้นเอานะเพราะมันเป็นสัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติ ไม่ได้รับประกันว่าจะเห็น แต่เราไปช่วงที่อากาศไม่ดีเลยไม่มีโอกาสได้ออกไปดู แต่เก็บภาพบริเวณสะพานไม้ก็เก๋ดีเหมือนกัน

ที่ขนอมมีจุดชมวิวเปิดใหม่ ชื่อเนินนางฟ้า-เนินเทวดา เป็นจุดที่อยู่สูงขึ้นไปบนเขาเล็กน้อย มองลงมาจะเห็นวิวทะเลขนอมในมุมกว้างกว่าเดิม ที่นี่ไม่ต้องเสียเงินค่าเข้ามาเดินเล่นชิวๆ กันได้เลย

ก่อนกลับเข้าตัวเมืองนครศรีฯ ช่วงหัวค่ำเราแวะไปที่หาดหน้าด่านให้เท้าได้สัมผัสน้ำทะเลกันซักหน่อย เอาตรงๆ ว่าทะเลที่นี่ไม่ได้พีคหรือสวยเวอร์วังขนาดนั้น แต่ถ้าเทียบกับการมาเที่ยวนครศรีฯ แล้วได้มาแวะที่นี่ซักวันก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เด้อ

 

DAY 4 : Nakhon Si in Town

ถ้าเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ตัวเมืองนครศรีฯ ก็เป็นอีกจังหวัดนึงที่ค่อนข้างเล็ก แต่ที่เที่ยวก็มีให้เลือกพอสมควร ยิ่งเป็นร้านกินด้วยแล้ว เยอะจนแทบเลือกไม่ถูกว่าควรจะกินร้านไหนก่อนดี 5555 แต่ทริปนี้เราแพลนเที่ยวตัวเมืองนครศรีฯ แค่ครึ่งวันเช้าเลนแพลนแต่เก็บที่ไฮไลท์ๆ และที่เราสนใจ เช่นวัดพระธาตุนครฯ ที่หลายๆ คนบอกว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เราก็เชื่อเช่นนั้น

ที่นี่ยังมีเจดีย์สีขาวโพลนหลายๆ อันวางเรียงรายกันสวยงามเหมือนที่มัณฑเลย์ ประเทศพม่าที่เราเคยไป เหมาะแก่การหามุมถ่ายรูปดีๆ ให้ติดคนน้อยที่สุดแล้วทำหน้ารื่นเริงซึ้งในรสพระธรรมชาติ อ้ออ! แต่งตัวสุภาพๆ ด้วยนะจ้ะ ไปเที่ยววัดเนี่ย

นครศรีฯ เป็นจังหวัดนึงที่มีกำแพงเมืองเก่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์เหมือนที่เชียงใหม่ เพราะฉะนั้นแวะไปถ่ายรูปเก๋ๆ กันได้นะ แต่อย่าไปปีนป่ายหรือทำท่าทางที่ไม่สุภาพเพราะนี่ถือเป็นของคู่บ้านคู่เมืองเหมือนกัน

อีกที่นึงที่เราแนะนำมากๆ คือพิพิธภัณฑ์หนังตะลุง ลุงสุชาติ ทรัพย์สิน ลุงสุชาติคือสิลปินแห่งชาติที่อนุรักษ์และหวงแหนหนังตะลุงที่ทรงคุณค่าของคนไทยไว้มากมาย แม้ท่าจะจะจากโลกนี้ไปแล้วแต่ก็ได้ลูกๆ มาสืบทอดต่อ ถ้ามีเวลาควรแวะไปเยี่ยมชมมากๆ ไม่มีค่าเข้าแล้วแต่เราจะให้ ถ้าโชคดีอาจจะได้ดูหนังตะลุงสดๆ ด้วยน้า

ก่อนไปสนามบินเราแวะกินขนมจีนคุณแม่ยายเส้นสด ขนมจีนที่นี่อร่อยตรงที่ทำเส้นกันสดๆ ให้เราเห็นกันไปเลย ว่าสะอาดอร่อย ปลอดภัยแน่นอน แถมน้ำแกงยังมามากถึง 9 อย่างให้เลือกชิมใครชอบเผ็ดมาก เผ็ดน้อยก็เลือกได้ตามใจชอบ  แถมยังมีพวกเกี๊ยวทอด ไก่ทอด และขนมหวานต่างๆ ให้เลือกกินอีกมากมาย เหมาะแก่การเป็นมื้ออาหารเที่ยงที่สุด

สำหรับเรานครศรีฯ 4 วัน 3 คืนกำลังโอเค! ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป จริงๆ ที่นี่ยังมีที่เที่ยวอีกมากมายในต่างอำเภอให้เพื่อนๆ เลือกดีไซน์กันได้เต็มที่ เราเชื่อว่านครศรีฯ เป็นอีกเมืองต้องห้ามพลาดที่ควรแวะมาเที่ยวโดยไม่ปล่อยให้มันเป็นแค่เมืองทางผ่านหรือเมืองนอกสายตาอีกต่อไป 😉

 

Input your search keywords and press Enter.