Now Reading:

Live The Moment in Cebu, Philippines

ไม่มีใครเที่ยวอย่างเดียวแบบไม่ทำงานทำการกันได้หรอกนะ! และบางทีมันก็ต้องเลือกว่าจะใช้วันหยุดนั้นกันแบบไหนจะนอนชิวๆ ดูซีรีส์อยู่บ้าน จะออกไปเดินห้างดูหนังช้อปปิ้ง ไปปีนเขารักธรรมชาติ หรือจะเลือกทะเลให้เหมาะกับหน้าร้อน แน่นอนว่าเราเลือกทะเลสำหรับทริปล่าสุดนี้ หลังจากหาและเลือกกันอยู่ซักพักว่าจะไปที่ไหนดี ที่มันสวยได้ ชิวด้วย Adventure ไปด้วยในตัว และที่สำคัญคือห้ามแพงเด็ดขาด สุดท้าย ซีบู, ฟิลิปปินส์ คือคำตอบสำหรับทริป 4 คืน 5 วัน ที่คุ้มค่าที่สุด!

เพื่อนๆ หลายคนยังมีงงอยู่บ้างว่าฟิลิปปินส์มันอยู่ในอาเซียนหรือป่าว จะบอกว่าใช่นะจ้ะ ฟิลิปปินส์คืออาเซียนแบบบ้านเรา แสดงว่านั่งเครื่องไปไม่นาน และเดี๋ยวนี้มีบินตรงยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่จากกรุงเทพ บินตรงไปลงซีบูได้ง่ายๆ ใช้เวลาแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้น บินน้อยเหมือนไปไต้หวัน ไม่เพลียถึงปุ๊ปเที่ยวได้ทันที และค่าตั๋วช่วงโปรโมชั่นคือไป-กลับไม่เกิน 7,000 บาทเท่านั้น

แพลนทริปรอบนี้ของเราค่อนข้างชิว เป็น 5 วันที่ไม่ค่อยเหนื่อย จะเหนื่อยก็ตรงที่นั่งรถย้ายเมืองไปย้ายเมืองมานี่แหละเพราะเลือกเองว่าไม่อยากเปลี่ยนที่นอนกันบ่อยๆ บางวันเลยต้องออกตีสาม บางวันต้องออกหกโมงเช้า แต่ถามว่ามันเหนื่อยขนาดนั้นไหมก็บอกเลยว่าไม่ เพราะระหว่างวันคือความชิวแบบไม่จำกัด จิบค็อกเทล ดำน้ำ นอนแผ่ให้แดดเลีย สวมหมวกปีกกว้างและมีจริตยิ้มมุมปากไปๆ มาๆ เอ้า นึกว่าคนบ้าเด้อ 5555 เอาหละค่ะ! เกริ่นมาซะเยอะ เตรียมเซฟรีวิวนี้เก็บไว้ แล้วออกเดินทางไปซีบูกัน แล้วจะหลงรักที่นี่เหลือเกินนนนนนนน

 

Cebu Island Whole Day Tour

เรานั่งเครื่องจากกรุงเทพมาถึงซีบูตอนเช้าตรู่แบบเช้ามาก เพราะไฟลท์จากกรุงเทพบินตรงมีแค่วันละไฟลท์เท่านั้น วันแรกเลยเลือกอยู่ในตัวเมืองซีบูกันก่อน หลังจากเก็บข้าวเก็บของและขอโรงแรม Early- Check In (โรงแรมดีมาก เดี๋ยวรีวิวตอนท้าย) ช่วงบ่ายๆ ก็ออกมาตะลอนเที่ยวในตัวเมืองซีบูกันซัก 2 -3 ที่คือ Magellen’s Cross, Basilica Minore Del Santo Nino และ Fort San Pedro ซึ่งทั้ง 3 ที่นี่ เรียกรถไปแค่จุดใดจุดหนึ่งแล้วสามารถเดินถึงกันได้หมดไม่ไกลเลย

Magellen’s Cross เป็นวิหารแปดเหลี่ยมเล็กๆ ที่มีไม้กางเขนที่เก่าแก่ที่สุดในซีบูตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคมของสเปน ส่วนด้านบนผนังก็มีวาดเรื่องราวเกี่ยวกับไม้กางเขนที่เก่าแก่นี้ด้วย ส่วนใกล้ๆ กันคือโบสถ์ Basilica Minore Del Santo Nino เป็นโบสถ์คาธอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในฟิลิปปินส์แล้วเป็นที่เคารพบูชามากๆ ของคนบนเกาะซีบูนี้ ตอนเราไปก็คนเยอะมากๆ เหมือนมีการร้องเพลงสวดและสรรเสริญพระเจ้ากันทั้งวัน ศาสนาหลักของคนบนเกาะนี้คือ คริสต์ นิกายคาธอลิก

ถัดมาอีกนิดนึงเดินประมาณ 5 นาทีจะเจอกับกำแพงเมืองเก่าอย่าง Fort San Pedro เป็นป้อมหินขนาดใหญ่ที่เห็นวิวทะเลชัดเจน สร้างขึ้นสมัยสเปนมาปกครองนั่นแหละ แต่เดี๋ยวนี้เป็นมรดกแห่งชาติของฟิลิปปินส์ไปแล้วด้านในก็จะเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่เล่าที่มาที่ไปและเก็บของโบราณที่มีคุณค่า และอีกส่วนนึงเป็น Outdoor สามารถเดินขึ้นไปบนกำแพงเมืองถ่ายรูปสวยๆ กันได้ และด้านในค่อนข้างร่มรื่นถ้ามาบ่ายๆ หน่อย ต้นไม้เยอะ มานั่งหลบร้อนซักพักก็ไม่เลวเลยแก

 

Hello! Oslob

เราออกตั้งแต่ตี 3 จากตัวเมืองซีบูนั่งรถอีกประมาณ 3 ชั่วโมงจากซีบูมาถึง Oslob เช้าตรู่เพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้นริมหาด มา Oslob ทั้งทีกิจกรรมยอดนิยมที่ทุกคนชอบทำกันก็ดำน้ำกับดูฉลามวาฬยามเช้า ซึ่งเราก็ไปดำมาเหมือนกัน น้องฉลามวาฬน่ารักมาก การดำน้ำดูฉลามวาฬนี้เป็นของรัฐบาลที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ในการออกไปดู สำหรับเราบอกตรงๆ ว่ามันผิดธรรมชาติของฉลามวาฬที่พลัดถิ่นไปเรื่อยๆ เพราะตรงนี้เค้าเลี้ยงไว้โดยให้อาหารมันทุกเช้า!

เราว่าการจัดการทุกอย่างค่อนข้างทำได้ดีในแง่ของการออกกฏ แต่ตัวนักท่องเที่ยวเองพอเห็นตัวใหญ่ๆ ใจดี ก็ปรี่เข้าไปเพื่อให้ได้ภาพที่สวยที่สุด ทำให้กฏต่างๆ นั้นไม่ได้รับความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวดีเท่าที่ควร พอเราเห็นภาพแบบนั้นกันแล้ว ก็เลยเลือกที่จะว่ายไกลๆ จากน้องกัน เพราะไม่อยากให้เป็นอันตรายกับทั้งสองฝ่าย ถามว่าน่ารักมั้ย มันน่ารักมากเลย แต่ก็ยังมีความหดหู่เบาๆ ถ้าถามเรา เราไม่สนับสนุนเท่าไหร่ให้มีกิจกรรมนี้ แต่ในเมื่อรัฐบาลยังสนับสนุนให้มันถูกกฏหมาย นักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ซักครั้งในชีวิตก็ควรต้องทำตามกฏอย่างเคร่งครัดเพื่อให้น้องฉลามวาฬไม่ได้รับอันตรายและอยู่กับโลกไปนานๆ เค้าถึงบอกไงว่า it’s our privilege not a right.

สำหรับเราขอบอกเลยว่าไม่สนับสนุนกิจกรรม เอาเวลาไปทำอะไรสนุกๆ ต่อดีกว่า แล้วรอโอกาสดีๆ ในที่อื่น เผื่อน้องฉลามวาฬจะออกมาเซอร์ไพรส์เธอแบบไม่ทันตั้งตัว เราว่าแบบนั้นน่าจะตื่นเต้นกว่าเยอะ!

Tamalog Waterfalls

จากจุดดูฉลามวาฬเรานั่งรถกันต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็ถึงน้ำตก Tamalog เป็นน้ำตกที่พึ่งเปิดให้คนเข้าได้ไม่นานมานี้ มันใหญ่โตและสูงมากๆ แนะนำให้มาช่วงประมาณ 8 โมงนิดๆ คนจะยังไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะที่ยืนไม่ค่อยมี และค่อนข้างลื่นต้องระวังมากๆ ในการเดินทาง ที่นี่มีบ่อสปาปลาให้นั่งเล่นกันฟรีๆ ด้วยนะ
ที่นี่ขอแนะนำเลยว่าให้มาอยู่ซักชั่วโมงนึงไปเช้าๆ ให้แดดส่องน้ำจะเป็นสีฟ้าประกายๆ สวยงามแถมลงไปเล่นได้ด้วย หรือจะปีนป่าย Adventure ได้เต็มที่สุดๆ! สำหรับผู้ชายจะไปก็ฟิตกล้ามฟิตหุ่นให้เต็มที่นะคะ ปีนป่ายแบบเท่ๆ กันไปเลย

Sumilon Island

จากนั้นเราเอ็นจอยช่วงบ่ายให้สมกับที่ตื่นมาตั้งแต่ตี 3 จากซีบู คือเราซื้อ Day Tour ไปที่เกาะ Sumilon ที่มีรีสอร์ทหรูอยู่บนเกาะ แต่เราสามารถซื้อทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับไปเอ็นจอยกับ facility ของนางกันได้อย่างเต็มที่ ค่าเข้าเกาะจะอยู่ที่ 2,000 – 2,500 เปโซ ซึ่งบางวันมีจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวด้วย สิ่งที่เราจะได้ก็ครบครันมากๆ เช่น เรือไปกลับจากฝั่ง Oslob / เครื่องดื่มและอาหารกลางวันแบบบุปเฟต์ เลิศอยู่นะอาหาร และพวกกิจกรรมทั้งหมด ดำน้ำ พายคายัค เล่นน้ำสระ นอนอาบแดดคือทำได้ทุกอย่างเลยรวมหมดแล้ว! ที่เราชอบคือมีน้ำอาบน้ำและผ้าเช็ดตัวให้ใช้ฟรีๆ ด้วย

จากฝั่งเราก็นั่งเรือไปประมาณ 20 นาที เป็นเรือ Signature แบบขาแมงมุม ไม่ต้องกลัวเวียนหัวเลย พอนั่งแปปเดียว พอเริ่มจะเวียนหัวอยากอ้วกก็ถึงพอดีเลยจ้า 55555 พอไปถึงเราจะเห็นสวรรค์บนดินที่อยากเรียกตัวเองว่านางฟ้าเพราะน้ำใสมาก เราจะเห็นเหล่าผู้คนที่มาเที่ยวแบบฟรีตรงหาดด้านหน้า แต่เราเสียเงินจ้ะเลยได้อนุญาตเข้าไปข้างในต่อ

อย่างที่บอกว่ามันจ่ายครั้งเดียวแล้วทำได้ทุกอย่างเลย เหลืออย่างเดียวที่ทำไม่ได้คือเปิดห้องเข้าไปนอน 555 สำหรับเราถือว่าคุ้มอยู่นะ เพราะเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน มาเอกเขนกดูน้ำทะเลใสๆ นอนอ่านหนังสือ เบื่อๆ ก็ลงไปดำน้ำ สั่งค็อกเทลมาจิบให้หน้าแดงพอมีสีสัน โอ้ยยย ชีวิตสวยๆ หรือผู้ชายจะไปพายคายัค ดำน้ำเล่น นอนฟังเพลงก็ทำได้เช่นกัน

รักที่นี่มากเลยอะ รู้สึกเป็นการใช้เงินแก้ปัญหาได้ถูกจุดมาก 55555 คุ้มค่าแนะนำเลย เอ้อ เรือรอบสุดท้ายจะออกจากเกาะประมาณบ่ายสามโมงนะ ถ้าช้ากว่านั้นก็ว่ายน้ำกลับเอาหรือเตรียมเงินไปเปิดห้องได้เลยค่ะแม่ อิอิ

บางทีก็คิดเหมือนกันนะ ว่าโลกนี้โคตรกว้างเที่ยวยังไงก็คงเที่ยวไม่หมด แต่ในขณะเดียวกันเราเองก็โชคดีที่ได้มีโอกาสเดินทางไปในหลายๆ ที่ อยากปีนเขาก็ได้ปีน อยากเล่นหิมะก็ได้เล่น อยากดำน้ำกับฉลามวาฬใกล้ๆ ก็ได้ทำ ไม่ใช่แค่ฟิลิปปินส์ที่สอนเราเรื่องของโลกใบนี้ แต่ยังมีอีกหลายๆ ประเทศบนโลกที่ช่วยหล่อหลอมเราระหว่างออกเดินทางให้เป็นคนที่เห็นคุณค่าของชีวิต ยิ่งเมื่อไหร่ที่ได้ออกไปทำในสิ่งที่เรารักและต้องการ มันยิ่งทำให้เรารู้จักดูแลตัวเองอย่างรู้คุณค่าด้วยประกัน Value Protector ประกันคุ้มค่า คุ้มภัย จากเอฟดับบลิวดีประกันชีวิต ที่จ่ายเบี้ยเบาเบา แต่คุ้มครองเราได้คุ้มค่าที่สุด แถมยังสามารถเลือกแบ่งจ่ายเบี้ยประกันได้มากถึง 4 แบบจะ 10 ปี 15 ปี 20 ปี หรือเลือกจ่ายชิลๆ ไปจนถึงอายุ 90 ปี ก็ได้

เป็นประกันอีกตัวนึงที่เราคิดว่าควรมีไว้เพื่อสร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตดีๆ  ให้กับครอบครัวและลูกหลานในวันที่เราไม่อยู่แล้วนั่นแหละ เราเองก็หวังไว้เยอะ ว่าคนที่อยู่ข้างหลังเราจะต้องไม่มีใครลำบากเพราะการเดินทางของเราในวันนี้ แต่มันจะต้องสร้างแพชชั่นดีๆ ให้เขาในอนาคต ให้เขาพร้อมออกเดินทางได้แบบเราพร้อมกับหลักประกันคุณภาพชีวิตดีๆ ที่จะคุ้มครองตลอดไป เพราะฉะนั้นการเดินทางของเราในวันนี้ก็ The Show Must Go On กันได้เรื่อยๆ ลุยแบบไหน จะเที่ยวยังไงก็สบายใจแบบไร้กังวลเมื่อฝากไว้กับเอฟดับบลิวดีประกันชีวิตให้เขาช่วยดูแล เพื่อนๆ ก็สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับการใช้ชีวิตอย่างรูุ้คุณค่าได้ที่  https://www.fwd.co.th/th/protect/life-insurance/value-protector/

 

Nice to meet you Ms. Tasier and Adventure in Chocolate Hills

 

ความครบครันของซีบูอีกอย่างคือไม่ได้มีแค่ทะเลสวยๆ เท่านั้น แต่สายเขียวที่รักธรรมชาติก็เอ็นจอยได้หวะ โดยเฉพาะพวกชอบกิจกรรมที่ทำให้ขาสั่นไปเลยค่ะ Chocolate Hills! จากซีบูเรานั่ง Speed Boat มาที่ Chocolate Hills ลงที่ท่าเรือโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น จริงๆ บอก Taxi ได้เลยว่าจะไปท่าเรือข้ามไป Bohol เค้าก็จะไปถูกทันที เรือถ้าเดินทางแบบ Backpack ไม่ต้องจองล่วงหน้าก็ได้ไปซื้อหน้างานเอาเลย ราคาไม่แพง

ที่แรกที่เราแวะคือ Tarsier Sanctuary เป็นศูนย์อนุรักษ์เจ้าตัวทาเซียร์นี่แหละ มันเป็นสัตว์ตัวจิ๋วๆ ที่หน้าตาประหลาด และใกล้ศูนย์พันธุ์เค้าเลยจำเป็นต้องมีศูนย์ที่เพาะเลี้ยงและให้มันอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ที่ศูนย์ที่จะเหมือนเป็นป่า และมีทาเซียร์ตามจุดต่างๆ ให้เราเดินเข้าไปดูเอง

เราว่าหน้าตามันเหมือนเฟอร์บี้มากๆ และได้ยินว่ามันเหมือนสัตว์มากกว่า 7 สายพันธุ์มารวมกันเช่น มือเหมือนกบ มีหางเหมือนหนู มีตาเหมือนนกฮูก และหน้าตาคล้ายลิง จำได้ประมาณนี้ 5555 มันขี้เซามากและชอบนอนตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนมันสามารถกระโดดข้ามจากกิ่งไม้เล็กๆ ไปตรงนู้นตรงนี้ได้มากถึง 3 เมตรเลย  และเป็นสัตว์ขี้ตกใจมากต้องเงียบๆ เวลาเดินดูเดี๋ยวน้องจะกลัว บางทีเราก็ตกใจไม่รู้ว่าใครจะกลัวใครมากกว่ากัน 5555

Loboc River Cruise

นี่คือกิจกรรมยอดฮิตสำหรับคนอยากสัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ๆ การมาล่องแม่น้ำที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่สายที่สะอาดสะอ้านในฟิลิปปินส์ก็ฟินดีเหมือนกัน โปรแกรมนี่มันดูเป็นพื้นฐานมากๆ คือมาล่องแม่น้ำและกินข้าวบนเรือ ส่วนตัวเราแล้วเราชอบบรรยากาศระหว่างสองข้างทางนะ มีหยุดให้ดูการละเล่นของชาวบ้านเป็นระยะๆ แล้วมันก็เขียวสะใจทั้งน้ำทั้งใบไม้ ดูร่มรื่นและน่าอยู่มากๆ

แต่ข้อเสียของมันคือเรือมันออกเป็นกรุ๊ปเพราะฉะนั้นคนเยอะแน่ๆ แต่ก็มีที่นั่งเพียงพอสำหรับทุกคน และรสชาติอาหารโคตรไม่ถูกปาก 5555 รสชาติแบบนักท่องเที่ยวมาก ถ้าซีเรียสเรื่องอาหารแนะนำให้หาที่กินข้าวร้านอร่อยๆ บนบกดีกว่า

Chocolate Hills Adventure Park

 

 

ถ้าคนทั่วๆ ไปมาดูวิว Chocolate Hills อาจจะขึ้นไปจุดชมวิวแล้วชื่มชมกับเทือกเขาเล็กๆ หลายๆ ลูกที่มาอยู่รวมกันเหมือนช็อคโกแลต แต่เราไม่ทำจ้ะ 5555 เพราะอาจไปเล่นเครื่องเล่นด้วยและดูวิวไปด้วย ตอนแรกที่เห็นการปั่นจักรยาน Zipline นี่ก็ดูหวือหวามากเลยนะ คิดว่าคงไม่สูงแต่ความจริงนั้น ทำให้เข้าใจเลยว่าอาการกลัวจนขาสั่นมันเป็นยังไง 555

Chocolate Hills Adventure Park เป็นกึ่งๆ สวนสนุกสำหรับกีฬาผาดโผนพวกไต่ผาจำลอง ข้ามสิ่งกีดขวาง Zipline ต่างๆ ซึ่งมีหลายรูปแบบเหลือเกิน 5555 เล่นกันได้ทั้งวันเลยแหละ เราใช้เวลาอยู่ที่นี่กันช่วงครึ่งวันบ่ายก่อนนั่งเรือกลับ กิจกรรมมันก็หลากหลายมากๆ แต่ชอบที่สุดคงจะเป็นปั่นจักรยานบนเส้นขอบฟ้า เสียวแบบอธิบายไม่ถูก เหมือนปวดฉี่ตลอดเวลาเหมือนมีคนมาบีบท้องน้อย ปั่นจากอีกด้านไปอีกด้านแล้วปั่นกลับมา ประเด็นคือไม่ใช่ใกล้ๆ หลายร้อยเมตรอยู่

DCIM100GOPROGOPR5212.

ขากลับเข้าซีบูเราแนะนำให้นั่งเรือรอบที่แสงกำลังโพล้เพล้หน่อย เพราะพระอาทิตย์ตกดินลับขอบทะเลมันสวยมากกกก

 

Island Hopper!

ถ้าเรานึกภาพให้ง่ายขึ้นถ้า Cebu คือกรุงเทพ Oslob ก็เดินทางออกไปประมาณระยอง ส่วน Bohol ก็อารมณ์เหมือนไปเขาใหญ่ แต่วันที่ 4 ของทริปเราจะไปออกเกาะเล็กเกาะน้อยรอบๆ ซีบูเหมือนไปเที่ยวบางกระเจ้า และทะเลบางขุนเทียน เอาวันที่เดินทางหนัก เหนื่อยเยอะไว้วันแรกๆ แล้วค่อยๆ เริ่มชิวขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างเดินทางนี่คือทริคของเราเวลาจัดทริปสั้นๆ

วันที่สี่ของการเดินทางเราออกจากโรงแรมสายหน่อยประมาณ 8 โมง เพราะเกาะที่เราจะไปกันวันนี้ไม่ไกลมากนัก เราซื้อทัวร์เหมาไปทั้งหมด 3 จุดที่คิดว่าน่าจะสวยที่สุดภายในงบที่จำกัดและเวลาเดินทางไม่นานและเหนื่อยจนเกินไป หวยก็มาออกที่ Caohagan Island, Nalusuan Island และ San Vicente เราซื้อทัวร์จาก KKDAY ซึ่งพอซื้อหลายคนมันก็กลายเป็น Private Tour ได้เรือส่วนตัวมาลำนึงเลยดีจริงๆ! บนเรือก็จะมีคนประจำเรือคอยช่วยเหลือเราตั้ง 3-5 คน คอยอำนวยความสะดวกและเฝ้าของให้เวลาลงเกาะ

Caohagan Island เราชอบเกาะนี้มากที่สุดเพราะมันดิบดี นี่คือเกาะที่มีชุมชนอาศัยอยู่จริงๆ ไม่ได้เป็นรีสอร์ทหรือโรงแรม และเค้าบอกกันว่าเป็นรีสอร์ทที่ประเทศญี่ปุ่นชอบมาถ่ายโฆษณาครีมกันแดดต่างๆ กันที่นี่ 555 ตัวเกาะมันก็ดิบๆ สไตล์มีคนอยู่ มีไก่ มีหมู มีหมาเดินไปเดินมา แต่ที่ชอบที่สุดจริงๆ คืออาหารทะเลสดมาก สามารถสั่งให้เค้าปิ้ง ย่างหรือกินสดๆ ตรงนั้นได้เลย

ช่วงที่เราไปหอยเยอะมาก และสดมาก เป็นครั้งแรกที่เห็นหอยที่เค้าชอบเอาไปทำโมบายกันแบบสดๆ ยังไม่ตาย 5555 เพราะปกติเห็นอีกทีก็เป็นโมบายหรือพวงกุญแจเวลาเพื่อนไปพัทยาแล้วชอบซื้อมาฝากไปละเรียบร้อย และเรื่องสุดพีคของหอยคือ ที่เกาะนี้เราสามารถซื้อหอยเม่นหรือ Uni ได้ในราคาถาดละ 250 บาท ย้ำว่าถาดละ อึ้งมาก อร่อยและสดมากเลย

เกาะนี้เป็นเกาะที่ถ้ามีเวลาเยอะๆ ก็คุ้มกับการมานอนเฉยๆ จริงแอบเห็นเหมือนมีโฮมสเตย์ด้วยนะไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ด้วยความที่มันเป็นชุมชน เราจะเข้าถึงวิถีชีวิตชาวเลมากๆ และรู้สึกปลอดภัยเพราะแต่ละคนเหมือนป้าๆ ลุงๆ ใจดีทั้งนั้นเลย เกาะนี้ กากบาทตัวโตๆ เลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดดด

เกาะต่อมาคือ Nalusuan Island เกาะนี้น้ำใสแบบใสเกินเหตุ Signature ของมันคือสะพานไม้ที่ทอดยาวให้ได้ยืนเก๊กและแอคติ้งถ่ายรูปกันสวยๆ เกาะนี้เป็นเกาะที่เรามาแวะพักทานอาหารกลางวันกัน เพราะมันเลิศมากเป็นบุฟเฟต์ที่เหมือนทำเอาไว้เสิร์ฟลูกค้าหลักๆ ของเกาะนี้คือคนญี่ปุ่น มันเลยดูมีความอะลิ่มจิมจิ้ม อย่างละนิดอย่างละหน่อยน่ารักไปหมด มีอาหารทะเลปูเป็นๆ หมูย่างจานเด็ดของซีบู และอีกมากมายกินกันไม่หวาดไม่ไหวเลย รักมากค่ะ

แต่ได้อย่างก็เสียอย่างเกาะนี้น้ำใสมากก็จริงแต่ปะการังไม่ค่อยสวยและปลาไม่ค่อยหลากหลายชนิดเท่าไหร่ ถ้าไม่อยากเปียกฟรีเราแนะนำว่าเดินถ่ายรูปสวยๆ ก็พอสำหรับเกาะนี้ เพราะแค่มากินข้าวก็อิ่มคุ้มแล้วค่า

จุดสุดท้ายที่เราไปแวะกันคือ San Vicente เป็นเหมือนเขตอนุรักษ์ เราเลยไม่ได้ขึ้นไปทิ้ง Carbon Footprint กันบนเกาะ เรือจะจอดให้เราดำผุดดำว่ายดูปลาสวยๆ บริเวณรอบๆ หรือจะแอคติ้งเก๋ถ่ายรูปท้าแดดก็สวยไม่เบานะคะเนี่ย เป็นจุดสุดท้ายที่เรือจอดทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงให้เราทำอะไรก็ได้ชิวอีกแล้วคุณผู้โช้มมม

 

ด้วยความที่เราเดินทางกันเยอะเป็นอาชีพ บางทีจะคอยไปรอจัดการหน้างานหรือ Walk -in เอาก็อาจจะลำบากหรือไม่ทันเวลา เราเลยเลือกซื้อ Package จาก KKDAY เป็นส่วนใหญ่ KKDAY คือ OTA สำหรับการจองตั๋วทำกิจกรรมต่างๆ ในราคาที่ไม่แพง เป็นเหมือนตัวประสานงานระหว่างเรา กับทัวร์ท้องถิ่นโดยผ่าน KKDAY ทำให้เราไว้ใจได้ว่ามันปลอดภัยและไม่โดยโกงแน่ๆ ที่สำคัญราคามาตรฐาน มันทำให้เราแพลนค่าใช้จ่ายได้ล่วงหน้าว่าทริปนี้จะหมดกี่บาท อย่างรอบนี้เราซื้อทัวร์ Oslob / Chocolate Hills และทัวร์ 3 เกาะวันสุดท้าย ทั้ง 3 วันเราแทบไม่ได้จ่ายอะไรเพิ่มเลย เพราะรวมอาหารกลางวันแล้ว แถมมีรถตู้แอร์ VIP รับ-ส่งจากโรงแรมทุกวันในราคา DAY TOUR 3 ทริป รวมแล้วแค่คนละ 7,640 บาทเอง

 

Home Bound

วันสุดท้ายในซีบูเราปล่อยเบลอเลยจ้ะ เพราะไฟลท์กลับตอนหัวค่ำ เลยเลือกตื่นกันซักเที่ยงแล้วเจอกันอาหารเที่ยงพอดี หลังจากตื่นเช้ามากันหลายวันติด อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าเราเลือกพักโรงแรมเดียวทั้ง 4 คืน ถามว่ามันถูกต้องมั้ยจริงว่าก็ว่าไม่ แต่เราสะดวกแบบนี้ 555 เพราะเพื่อนเยอะ ของเยอะและการย้ายของในทุกๆ วันมันลำบากกว่า ย้ายแค่ก้นไปนั่งรถ  ที่สำคัญตอนเราเลือกโรงแรมในซีบูเราได้โรงแรมดีด้วย เราหาอยู่นานมากกว่าจะจอง Summit Galleria Cebu Hotel เราจองไป 4 คืน ตกประมาณ 9,500 บาทเท่านั้นพร้อมรวมอาหารเช้าและนอนได้ 2 คน ถือว่าถูกและดีมากสำหรับโรงแรมที่อยู่ในห้าง เดินกินสะดวก ปลอดภัย และใหม่เอี่ยมที่สุด แนะนำเลยที่นี่ เป็นการจ่ายเงินค่าโรงแรมที่คุ้มที่สุดในรอบปี 55

และเค้าน่ารักมากเลยนะ อาจจะเพราะด้วยความที่เปิดใหม่ด้วยมั้งวันแรกที่เรามาถึงประมาณ 8 โมงเช้าที่โรงแรม เค้าอนุญาตให้เราเช็คอินได้ทันที เพราะเมล์มาขอไว้ก่อน ส่วนวันสุดท้ายให้เลทเช็คเอาท์ได้ถึงตั้งบ่ายสองแบบไม่คิดเงินด้วย

จริงๆ ถ้าใครขยันหน่อยวันสุดท้ายจะทำ Café Hopping ในซีบูก็เก๋อยู่นะ เพราะมีร้านคาเฟ่น่ารักๆ เยอะพอสมควร แต่สำหรับเราวันสุดท้ายนั้น ไม่อยากเติมคาเฟอีนเข้าร่างให้มันกระชุ่มกระชวยแต่อยากนอนเอกเขนกสวยๆ มากกว่า เลยเลือกไปเลยร้านนึงใกล้โรงแรมคือ Providore ที่นี่ขายอาหารทุกสไตล์และอร่อยทุกจานในราคาไม่แรงมาก เหมือนกินในห้างบ้านเรา แต่จานนึงกินได้ประมาณ 2 คนแหนะ ส่วนรสชาตินั้นก็อาหารแบบคาเฟ่อะ กินได้แต่ไม่ได้อร่อยเวอร์ เราชอบ นั่งได้เรื่อยๆ เอาคอมขึ้นมาทำงานรอเวลากลับบ้านแบบสวยๆ

4 คืน 5 วันในซีบูของเรานั้นเป็นทริปที่สบายกว่าที่คิดในงบที่เกาหัวตัวเองเลยว่า จ่ายไปแค่นี้จริงๆ หรอเนี่ย! เพราะรวมทั้งหมดทั้งมวลแล้วแค่คนละประมาณ 25,000 บาทเท่านั้นต่อคน เป็นงบที่เก็บเงินไม่นานก็มาเที่ยวได้สบาย มนุษย์เงินเดือน เด็กจบใหม่ หรือคู่แต่งงานที่อยากจะมาฮันนีมูนแบบไฮโซแต่งบน้อยมาที่นี่ก็ไม่แย่เลยนะ เป็นการออกมาใช้ชีวิตได้คุ้มค่ามากสำหรับทริปนี้ บางทีการเดินทางเราก็ต้องอย่าไปกังวลอะไรก่อนล่วงหน้าให้เหนื่อยและเยอะเกินไป แค่ใช้ใจนี่แหละตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะไปที่ไหน แล้วให้ชีวิตพาเราเดินไปยังที่แห่งนั้นด้วยแพชชั่นดีๆ ที่จะส่งเสริมกันเอง เธอจะเที่ยวได้แบบแฮปปี้ หน้าใสจิตใจเบิกบานและไม่เสียดายเงินเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะค่าประสบการณ์ของเธอนั้นแพงกว่าเงินที่เสียไปเยอะ! นี่แหละเราถึงสนับสนุนให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตด้วยกัน 😊

Input your search keywords and press Enter.