Now Reading:

To The South of France, Relaxing Lavender Trip

ความฝันของหญิงสาวร้อยทั้งร้อยอะเนอะ ต้องมีอยากไปเดินกรุยกรายกระโปรงพลิ้วๆ สีขาวในทุ่งลาเวนเดอร์กันบ้างแหละ เพราะมันจะทำให้เธอรู้สึกสวยขึ้นอีกเป็นร้อยเท่า ผสมกับกลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์มันจะดึงความมั่นใจของเธอออกมานี่แหละ! การเดินทางที่เราเคยบอกไว้ว่าแต่ละทริปมันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเดินทางแบบไหน 😊

ทริปนี้เราพากลับไปยุโรปอีกครั้งที่ฝรั่งเศส แต่ไม่ใช่ปารีสเหมือนที่ผ่านๆ มา แม้ว่าเราจะบินตรงอย่างสบายต่างกันมาลงปารีสแต่ก็ขอต่อรถไฟ TGV มายังฝรั่งเศสตอนใต้ ดินแดนแห่งแสงแดดและความมีชีวิตชีวาที่เรียกว่า French Riviera มาเดินเล่นชิวๆ ที่ Marseille / Aix- En Provence และออกตามหาแหล่งกำเนิดของลาเวนเดอร์กลางหุบเขาในฝรั่งเศส ต้นกำเนิดส่วนผสมสำคัญในครีม Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion ที่ทำให้ทริปนี้ Smooth As Silk แฮปปี้มากกว่าครั้งไหนๆ

 

Smooth As Silk with Thai Airways

เราเดินทางไปลงปารีสกับการบินไทย เที่ยวบินตรงของการบินนั้นออกเดินทางจากกรุงเทพทุกวันช่วงดึกใกล้เวลานอน และไปถึงปารีสช่วงเช้าตรู่ของวันถัดไป ทำให้มีเวลาหลับสบายตลอดทั้งคืนไม่มีเบื่อ กินอาหารไทยอร่อยๆ และหลับพักผ่อนพร้อมเที่ยวทันที อ้อ! ก่อนออกเดินทางอย่าลืมทาครีมที่มีกลิ่นหอมของ Lavender อย่าง Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion เวชสำอาง ที่จะทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายตลอดทั้งคืนแม้นั่งในชั้นประหยัด ด้วยที่นั่งแถวหน้ากว้างพิเศษ Preferred Seat ที่เพิ่มเงินอีกนิดก็สามารถเหยียดขาแบบสบายต่างกันได้ตลอดทั้งไฟลท์ สามารถซื้อได้ทาง Application Thai Airways / Thai Contact Center หรือ Counter Check-in หรือสำนักงานขายบัตรโดยสารของการบินไทย  และ www.thaiairways.com หรือถ้าเธอขึ้นไปบนเครื่องแล้วเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาก็สามารถแจ้งพี่แอร์โฮสเตสหรือสจ๊วตหนุ่มรูปหล่อเพื่อซื้อบริการนี้บนเครื่องได้ทันทีเช่นกันนะ

Left your heart in Marseille

ไฟลท์ของการบินไทยที่บินเข้ายุโรปทุกเมืองจะถึงช่วงเช้าตรู่ เพราะฉะนั้นเธอมีกำไรเวลาอีกทั้งวันในการเดินทางหรือทำอะไรหลายๆ อย่าง เรานั่ง TGV ไปยังเมือง Marseille ใช้เวลาเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้นก็ถึงแล้ว แนะนำว่าควรเลือกที่นั่งแบบ First Class ไว้เลยเพราะนอนหลับสบายและคนน้อยกว่าพอสมควร

Marseille เมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เหมาะแก่การไปใช้ชีวิตเอื่อยๆ พักผ่อนให้ชีวิตเบาลงในช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ เป็นทริปที่ผู้หญิงจะต้องชอบเพราะสวย เบิกบานและมีแต่สิ่งดีๆ รอบตัว อากาศไม่ร้อนมาก และไม่หนาวเกินไป ทำให้เห็นผู้คนออกมานั่งเล่นริมทะเล พูดคุยกัน จีบและอ้อยอิ่งกันเป็นชีวิตธรรมดาที่น่าอิจฉามาเราใช้เวลาเที่ยวใน Marseille 1 วันเต็มๆ กับอีกครึ่งวันก็เพียงพอแล้วนะสำหรับเมืองเล็กๆ น่ารักนี้

Marseille เป็นเมืองแห่งแดดที่มีอากาศอบอุ่นตลอด ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป แต่มันสำหรับฝรั่งอะแก ขนาดอากาศแบบที่คนบ้านเราถอดเสื้อนอนอ่านหนังสือริมทะเลชิวๆ เรากลับต้องรีบหาเสื้ออุ่นๆ มาใส่เพราะกลัวไม่สบาย แต่ยืนยันอีกเสียงว่าแดดดีจริงๆ! ช่วงบ่ายเราเริ่มเดินเล่นจาก MUCEM เชื่อมไปยัง Fort Saint Jean และลากยาวไปถึง Le Vieux Port

Mecum เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ใหญ่โต อลังการมากโดยเฉพาะวิวด้านบน ที่สำคัญเข้าชมฟรีด้วยนะค้า

Mucem นั้นเชื่อมกับ Fort Saint-Jean ซึ่งเป็นป้อมปราการใน Marseille ที่สร้างขึ้นในปี 1660 โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ป้อมปราการหินทรายสีครีมๆ ตัดกับฟ้าสีใสและบรรยากาศยามเย็นเข้ากันมาก เห็นวิวทะเลกว้างๆ รวมไปถึงโบสถ์ Cathedrale La Major อยู่ไกลๆ ด้วยนะ

บรรยากาศยามเย็นที่นี่ดีมาก ดูแล้วรู้สึกมีพลังชีวิตทีได้ใช้ชีวิตรายล้อมด้วยสิ่งแวดล้อมดีๆ แบบ คนเล่นดนตรีระหว่างทางเข้าไม่เขินอายเลยที่จะเดินเข้าไปเต้นกับพวกเค้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามสไตล์เมืองท่องเที่ยวเธอเองก็ห้ามประมาทและมีหน้าที่ดูแลข้าวของของตัวเองให้ดีเหมือนกันนะ

เราเดินไปเรื่อยๆ จนถึง L’Ombriere De Norman Foster งานศิลปะริมทะเลที่สวยมาก เพราะมันเหมือนเหล็กหรือกระจกเราก็ไม่แน่ใจติดด้านบนเพื่อสะท้อนให้เห็นคนเดินไปเดินมาด้านล่าง พีคมากแนะนำว่าควรมาถ่ายรูปสวยๆ ถ้าชอบงานแนวนี้ เราประทับใจ

และก่อนเดินทางไปตามหาล่าหาลาเวนเดอร์เธออย่าลืมหยิบ Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion  ไปด้วยเด็ดขาดนะ เพราะเราเชื่อว่าเธอจะต้องอินในความหอมและกลิ่นของมันแน่ๆ แต่เพื่อให้มั่นใจและปลอดภัยแน่ๆ เวชสำอางอย่าง  Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion  คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ชื่นชอบและกำลังจะหลงรักลาเวนเดอร์ เพราะความรู้สึกที่เย็นสบายขณะทาและช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวและรู้สึกผ่อนคลาย เธอจะต้องหลงรักแล้วรีวิวนี้เราจะอธิบายให้เธอฟัง

ส่วนช่วงเย็นพระอาทิตย์เริ่มตก หา Dinner ในร้านดีๆ กินแถว Le Vieux Port ราคาไม่แพงมาก พวก Fast Food ก็มีและ Italian ราคาเบาๆ พวกพิซซ่า พาสต้าก็เยอะมาก นั่งดูวิวก็คุ้มแล้วนะ 😊

 

Half Day in Aix en Provence

ก่อนมานี่ก็เรียกเมือง อิ๊ก อิ๊ก ตลอดเวลา แต่พอมาถึงพึ่งจะรู้ว่าจริงๆ เค้าอ่านว่า เอ็ก หรือเมืองเอ็กซองค์โพรวองค์ (Aix en Provence) เราก็ขอเรียกสั้นๆ ว่า เอ็ก นี่แหละนะ เมืองนี่เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักที่ถ้าตั้งใจมาเดินเล่นซักครึ่งวัน เข้ามิวเซียม เดิน Flea Market และทานอาหารเที่ยงสวยๆ ก่อนขับรถไปดูทุ่งลาเวนเดอร์กันต่อ เมืองนี้เป็นเมืองขึ้นชื่อว่ามีน้ำพุเยอะมากเป็นร้อยๆ จุด กระจายอยู่ทั่วเมือง ถ้าเดินหลงๆ กันนัดกับเพื่อนก็ไม่รู้จะเริ่มจากนัดตรงไหนดี ให้จำน้ำพุขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่มีผู้หญิงยืนอยู่ปลายยอดสามคนไว้ ตรงนี้เรียกว่า La Rotonde (ลาโคตง) ก่อนจะแยกย้ายกันไปเดินทอดน่องสวยๆ

แล้วจากแยก La Rotonde ตอนเช้าของวันหยุดก็จะมี Flea Market ที่คนเดินกันขวักไขว่ บอกก่อนว่าอย่าคาดหวังมาก เพราะมีทั้งของเก่างานดี Antique สวยงาม ผลไม้ถูก สด และอร่อย รวมไปถึงของฝากจากลาเวนเดอร์ ที่อยากแนะนำว่า ถ้าถูกใจเธอควรซื้อเลยทันที! อย่ารอกลับมาเจอเพราะมันอาจจะไม่เจอก็ได้ รวมไปถึงของจีนแดงที่เหมือนหาซื้อได้ตามสำเพ็งบ้านเรา เพราะฉะนั้นจงเลือกให้ดี และระมัดระวังกระเป๋าสตางค์ด้วยเสมอ

จาก Flea Market เราเดินไป  HÔTEL DE CAUMONT Centre d’Art ที่นี่เป็นทั้งมิวเซียมและคาเฟ่นั่งชิว ด้านบนตัวอาคารสามชั้นก็สลับสับเปลี่ยนงานศิลปะต่างๆ ของศิลปินมาโชว์ ชาวฝรั่งเศสเป็นชาติที่อิ่มเอมกับงานศิลปะอยู่แล้ว พวกเค้าก็จะค่อนข้างใช้เวลาพินิจพิเคราะห์แต่ละภาพ เดินนวยนาดผ่านทีละรูป ทีละรูป ส่วนเรานั้นตามสไตล์คนไทย เอ็นจอยกับการถ่ายรูปในสวนสวยๆ มากกว่า อิอิ เอ้อที่นี่มีค่าเข้าด้วยนะ ราคาไม่ได้ถูกแต่ก็ไม่แพงมาก คุ้มค่ากับสวนสวยๆ อยู่

ด้านหน้าของ HÔTEL DE CAUMONT Centre d’Art มีบาร์คาเฟ่น่ารักๆ ชื่อ Book in Bar เป็น บาร์ คาเฟ่ และร้านหนังสือที่สามารถหยิบมานั่งอ่านได้จนถูกใจแล้วหยิบติดไม้ติดมือซื้อกลับไปอ่านต่อที่บ้านได้ Vibes ของร้านนี้ดีมากเหมือนสังคมหนอนหนังสือแบบคูลๆ มานั่งล้อมวงกันกินกาแฟพร้อมอ่านหนังสือเล่มโปรด บอกก่อนว่าถ้าเธอจะเข้าไปถ่ายรูปที่ร้านนี้ควรไปด้วยมารยาทที่งามไม่ส่งเสียงดังนะคะ

เราแวะทานอาหารเที่ยงให้เสร็จ ตั้งแต่ใน Aix en Provence ก่อนออกเดินทางต่อไปเที่ยว เราขับตรงไปที่โรงแรมที่จองไว้สำหรับเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ตลอด 2 คืน 3 วัน ชื่อ Mas De La Tour โรงแรมที่นี่เหมือนสไตล์ยุโรปบ้านๆ ทั่วไป คือเป็นชาเลท์หลังๆ และแยกเป็นห้องอยู่กลางท้องทุ่งแต่จะบอกว่าห้องพักสภาพดีและอบอุ่นมาก รวมไปถึงอาหารเช้าที่มีเลือกได้เต็มที่ไม่แพ้โรงแรมใหญ่ในเมือง เราเลือกพักที่นี่เพราะสามารถเดินทางไปเที่ยวเมืองรอบๆ ได้สะดวกและไม่ไกลเกินไป

ต้องบอกก่อนว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการดูลาเวนเดอร์คือปลายเดือนมิถุนายนถึงประมาณ 20 กรกฏาคมของทุกปีที่เธอจะเห็นมันบางสะพรั่งไปทั่วทุกที่ แต่ช่วงนั้นโรงแรมต่างๆ ก็จะแพงมากเหมือนกัน บางคนอาจจะงงว่ามันต้องไปดูที่ทุ่งไหนซักที่หนึ่งหรือเปล่า? เพราะก่อนมาเราก็คิดแบบนั้นแต่ความจริงแล้วมันขึ้นไปทั่วทั้งเมืองเลย อาจจะเป็นทุ่งที่ชาวบ้านปลูกเอง มันขึ้นตามธรรมชาติ หรือเป็นฟาร์มที่เอาไว้ทำสบู่ น้ำมันหอมระเหย ต่างๆ คือเธอสามารถดูได้ทั้งเมืองเลย เราขับรถต่อไปอีกประมาณ 40 นาทีไปที่เมือง Sault ที่นี่จะตัดลาเวนเดอร์ช้าที่สุดเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไป แต่วันนี้ขอแวะที่ Vallon De Lavendes ฟาร์มที่เจ้าของใจดีมากแม้จะพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย เป็นธุรกิจครอบครัวที่ทำผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์ เราเลยแวะไปช่วยเค้าเด็ดลาเวนเดอร์แล้วมัดช่อสวยงามซะหน่อย

นั่งเล่นและชื่นชมกับกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ซักพัก .. คุณน้าเจ้าของบ้านบอกเราว่า ‘เธอไปที่ทุ่งใกล้บ้านชั้นตรงนั้นสิ เค้ายังไม่เริ่มตัดลาเวนเดอร์กัน มีให้เธอชมเยอะมากๆ เลยนะ’ พวกเราก็รีบบึ่งไปเลยจ้ะ แล้วก็ตะลึงกับความสวยงามของที่นี่ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะอุดหนุนช่อลาเวนเดอร์ของคุณน้าเอามาเป็นพร็อบประกอบ และคุณน้าก็ชวนให้เรามาดูการทำน้ำมันลาเวนเดอร์ในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วยนะ

และความพิเศษของทริปนี้คือเรามาถึงแหล่งผลิตส่วนผสมสำคัญของ Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion เลยนะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Body Lotion ตัวใหม่นี้ถึงมีกลิ่นหอมผ่อนคลาย และละมุนได้ขนาดนี้ นั่นเป็นเพราะส่วนผสมที่สำคัญคือน้ำมัน Organic Lavender จากประเทศฝรั่งเศศ เพื่อนๆ บางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าคุณสมบัติของลาเวนเดอร์คือศาสตร์แห่งการผ่อนคลายประสาท เหมือนกับใช้ธรรมชาติบำบัด ใช้ก่อนนอนเพื่อให้นอนหลับสบาย และหลับได้ลึกขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพเพราะกลิ่นของลาเวนเดอร์จะช่วยให้เธอผ่อนคลาย ทั้งนี้มันยังสามารถช่วยบรรเทาอาการอักเสบของผิวหนัง อาการบวม คลายกล้ามเนื้อและลดอาหารแพ้ได้อีกด้วย เพราะนอกจาก Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion จะเป็น Body Lotion ที่หอมและเหมาะแก่การใช้ก่อนเข้านอน มันยังเป็นเวชสำอางชั้นนำที่ได้รับการแนะนำ ยืนยันโดยแพทย์ชั้นนำแล้วว่าปลอดภัยและใช้ได้ดีจริงๆ 😊

เราใช้เวลาที่ทุ่งลาเวนเดอร์นั้นจนถึงประมาณ 3 ทุ่งถึงกลับเพราะพระอาทิตย์ตกดึกมาก แต่อยากให้รู้ไว้ว่าร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่ได้เปิดดึกเหมือนบ้านเรา ยิ่งไม่ใช่ในเมืองใหญ่ๆ ด้วยแล้วเธอควรกะเวลาในการกินอาหารเย็นให้ดีเพราะไม่อย่างงั้นอาจจะอดได้เพราะทุกร้านปิดหมดแล้ว และเราโชคดีอีกอย่างนึงคือเรามาตรงกับ Lavender Festival ที่จัดขึ้นทุกปีในช่วงวันที่ 15 สิงหาคม แนะนำว่าเราจะพาทุกคนไปดู

DAY 3 with Heritage Site.

เช้าวันที่ 3 ของการเดินทางเรารีบทานอาหารเช้าแสนอร่อยกันแล้วออกไปต่อที่ Vallon De Lavendes เพราะอยากดูกระบวนการและวิธีการผลิตน้ำมันจากลาเวนเดอร์ และลาเวนดิน ต้องบอกตามตรงว่ากลิ่นของการเผาไหม้นั้นไม่ได้หอมอย่างที่คิด เพราะมีทั้งควันไฟ น้ำ แล้วหลายๆ อย่างทำให้ไม่หอมอย่างที่เราจินตนาการไว้ แต่ก็พอจะทำให้เข้าใจได้ว่า เวชสำอางอย่าง Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion นั้นพิถีพิถันแค่ไหนกว่าจะได้มาซึ่งส่วนผสมที่สำคัญเป็นครีมเนื้อเนียนให้พวกเราได้ใช้

เราเดินทางต่อไปเมือง Gordes (กอร์ด) ความพีคของที่นี่อยู่ที่วิวอลังๆ ที่เธอจะต้องร้องว้าว แนะนำ Town View Point Gordes เพราะจะเห็นวิวเมืองนี้ทั้งเมืองอยู่ริมหน้าผาและมีหมู่บ้านลดหลั่นความสูงกันลงมา จะบินโดรนก็งาม จะนั่งแอ็คติ้งเลิศๆ ก็สวยงาม แนะนำว่าให้มาช่วงเช้าหรือเย็นไปเลยเพราะคนไม่เยอะเท่าไหร่

เราลงไปเดินเล่นเมืองเก่าเมืองนี้กันต่อและแวะทาน Lunch กันที่นี่ และแวะเที่ยวโบสถ์ Chateau de Gordes  เดินเล่นในเมืองเก่า เมืองเก่าที่นี่ก็คล้ายๆ กับเมืองอื่นในยุโรปคือเป็นร้านอาหาร สลับกับร้านค้า ตลอดทั้งเมือง เราชอบเมืองนี้นะ เพราะบ้านทำจากหินก้อนใหญ่ที่เค้าเรียกกันว่า Borie มันดูสะอาดสะอ้านและสบายตาดี และเมืองนี้มีร้านผลไม้สดใกล้ๆโบสถ์ที่ผลไม้คุณป้าเค้าฉ่ำหวานมาก เอ้ออ เราได้ลองกินไอศกรีมลาเวนเดอร์ที่เมืองนี้แหละ บอกเลยว่า รสชาติเหมือนกินโลชั่น 5555 อย่างว่าแหละ ของบางอย่างมันไม่สามารถเอามาทำของกินได้หมดจริงๆ นะ 555

จากนั้นเราก็ขับรถไปเพื่อเที่ยว ABBAYE DE SENANQUE โบสถ์ยอดฮิตของเมืองนี้ จริงๆ เราสามารถมองทุ่งลาเวนเดอร์มุมสูงลงมาที่โบสถ์จากเมือง Gordes ได้แต่.. ช่วงที่เราไปเค้าเก็บเกี่ยวกันหมดเรียบร้อยแล้ว เลยไปดูให้เป็นบุญตาพร้อมซื้อของที่ระลึกเกี่ยวกับลาเวนเดอร์กลับมา ถ้าเธออยากเห็นวิวทุ่งดอกลาเวนเดอร์กว้างๆ กับวิวโบสถ์ด้านหลังแนะนำให้มาช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนถึงก่อนวันชาติฝรั่งเศสนะคะ

ถ้ามีเวลาขอให้ไปที่หมู่บ้านหินโบราณอายุกว่า 6,000 ปีที่เรียกว่า Le village des bories Gordes ตรงนี้เป็นจุดที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนมรดกโลก มันคือการสร้างบ้านแบบสมัยโบราณที่เอาหินมาเรียงต่อกันจนแน่น ทำขึ้นเป็นหลังๆ เลยโดยไม่ใช้ตะปูหรืออะไรเชื่อมต่อกัน หมู่บ้านนี้เล็กๆ ใช้เวลาเดินเร็วๆ ไม่เกิน 30 นาทีก็เสร็จหมดแล้ว แต่ถ้าไปตอนเย็นหมู่บ้านนี้อยู่สูงเธอจะเห็นวิวภูเขาสวยๆ ของอีกฝั่งนึงด้วย

เราขับรถต่ออีกประมาณ 40 นาทีไปยังเมืองน่ารักอีกเมืองชื่อว่า Roussillon (ครูซิยง) เมืองสีฝุ่นเล็กๆ แต่น่ารักที่ต้องชอบ

Roussillon (ครูซิยง) เมืองแห่งต้นกำเนิดแร่ Ochre ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้หมู่บ้านของที่นี่มีสีน้ำตาลแดงและสีออกส้มสีฝุ่นเพราะเป็นสีของแร่ธาตุนี้แหละ ที่นี่เลยมีความ Unique ของสีที่โดดเด่นมาแต่ไกล จริงๆ แล้วมันมีทางเดินตามเส้นทางค้นหาแร่ธาตุ Ochre แต่เราไม่ได้ไปเพราะมัวแต่ถ่ายรูปเล่นในหมู่บ้านจนหมดเวลา แต่ถ้าใครอยากจะเดินไปนั้นไม่ยากเลย เดินไปทางหน้าผาสีเดียวกับสีผนังบ้านนั่นแหละ เดี๋ยวก็เจอ!

ก่อนจบวันที่ 3 ที่ French Riviera เราอยากแนะนำเพื่อนๆ ที่อาจจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางหรือนอนไม่หลับ Jetlag นี่เลยค่ะ! Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion เป็นอีกหนึ่งเพื่อนร่วมทางที่เธอควรพกติดกระเป๋าไว้ระหว่างทริป เพราะสูตรใหม่เฉพาะของ Smooth E คือ Water in Oil เนื้อครีมจะบางเบาเมื่อสัมผัสโดนผิวหนังจะแตกตัวเป็นน้ำเหมือนมีน้ำเคลือบผิวอยู่ตลอดเวลา ให้ความรู้สึกที่เย็นสบายและทำให้ผิวดูอิ่ม นี่คือครีมที่เภสัชกรแนะนำเพราะมีการวิจัยที่ระบุไว้ว่า เมื่อเราต้องการพักผ่อน เราควรปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เย็น เพื่อให้การพักผ่อนของเธอนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยนะ ก่อนเดินทางมาทริปนี้ Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion เป็นสิ่งที่เราใช้ระหว่างการเดินทางทุกคืนซึ่งพิสูจน์แล้วว่ากลิ่นที่หอมมันช่วยให้เราผ่อนคลายและรู้สึกหลับสบายมากขึ้นจริงๆ

Lavender Festival

ก่อนกลับไป Marseille ช่วงบ่ายเราบังเอิญมากที่มาตรงกับงาน lavender Festival ที่จัดขึ้นทุกปี ปีละแค่ 1 วันเท่านั้น คนฝรั่งเศสเรียกงานนี้ว่า Fete de la Lavende เป็นงานประจำปีที่จัดขึ้นทุกวันที่ 15 สิงหาคมของทุกปีโดยจัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1985 ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว โดยในงานก็มีพวก Art Installation แบบบ้านๆ ที่ปั้นและทำขึ้นมาโดยชาวบ้านและครอบครัว กิจกรรมจุ๊กๆ จิ๊กๆ เกี่ยวกับลาเวนเดอร์ เช่น สอนมัดช่อลาเวนเดอร์ ดูวีธีการผลิตน้ำมันลาเวนเดอร์ การแสดงของครอบครัวคนที่ปลูกลาเวนเดอร์ และขายผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์ ตอนแรกเราก็คิดว่าคงเป็นงานเล็กๆ แต่ไม่ใช่เลยยิ่งใหญ่มากจริงๆ มีคนบอกว่าถ้าอยากมาดูลาเวนเดอร์แบบ Full Bloom ให้มาช่วงก่อน 20 กรกฏาคม แต่เราคิดว่ายังมาได้เรื่อยๆ จนกว่าจะถึง 15 สิงหาคมนี่แหละ เพราะบางบ้านและบางฟาร์มในเมือง Sault จะตัดก่อนงานนี้เริ่มขึ้นหรือหลังจากจัดงานไปแล้วไม่กี่วัน แสดงว่าเธอก็ยังมีโอกาสเห็นดอกลาเวนเดอร์สวยๆ พวกนี้อยู่

เรากลับมาเที่ยว Marseille ต่อในช่วงบ่ายของวันสุดท้ายโดยพุ่งตรงไปดูวิวเมืองท่าที่สวยงามแห่งนี้กันที่โบสถ์ Norte-Dame de la Garde บนที่ตั้งบนเขาแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของทัวร์และนักท่องเที่ยวทุกคนที่ต้องมาดู เค้าว่ากันว่า ใครก็ตามที่เดินขึ้นเขามานมัสการและอธิษฐานขอพรที่นี่จะสำเร็จทุกประการ แต่เราขอเปลี่ยนความเชื่อนี้ใหม่เป็น เค้าว่ากันว่าไม่ว่าจะเดินหรือนั่งรถขึ้นมาก็ขอพรสำเร็จทุกประการ 5555 เดินไม่ไหวหรอกแกขาลากกันพอดี วิวเมือง Marseille จากด้านบนนี้สวยที่สุดเลย ยิ่งตอน Sunset เธอจะรู้สึกโชคดีที่ได้มาดูอะไรสวยๆ แบบนี้ แต่.. เจ้าหน้าที่ดุมาก ปิดปุ๊ปไล่ทันทีจ้า

และก่อนกลับกรุงเทพ 1 วันเราไม่ลืมที่จะล็อคอินจาก Application Thai Airways เพื่อซื้อความสะดวกสบายต่างกันอีกระดับจากปารีสกลับสู่กรุงเทพ นั่นก็คือบริการ Preferred Seat บริการซื้อที่นั่งพิเศษซึ่งการบินไทยขายในราคาที่ค่อนข้างถูกและคุ้มกว่าสายการบินอื่น ที่นั่งเหล่านี้คือที่นั่ง Bulkhead  Seat / Emergency Exit Seat ทำให้มันมีที่นั่งกว้างกว่า เหยียดขาได้ยาวและนอนหลับสบายกว่าแม้เดินทางในชั้นประหยัดก็ตาม ใครๆ ก็สามารถซื้อบริการตรงนี้เพิ่มเติมได้ในทุกๆ เที่ยวบินของการบินไทยไม่ว่าจะบินใกล้ในประเทศหรืออาเซียนก็เริ่มต้นเพียงหลักร้อยเท่านั้น สามารถซื้อได้ทาง Application Thai Airways / Thai Contact Center หรือ Counter Check-in หรือสำนักงานขายบัตรโดยสารของการบินไทย  และ www.thaiairways.com หรือถ้าเธอขึ้นไปบนเครื่องแล้วเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาก็สามารถแจ้งพี่แอร์โฮสเตสหรือสจ๊วตหนุ่มรูปหล่อเพื่อซื้อบริการนี้บนเครื่องได้ทันทีเช่นกันนะ

เย็นวันสุดท้ายก่อนกลับเราไปนั่งเล่นที่ Le Vieux Port ทุกอย่างคือเพอร์เฟคต์มาก! อากาศ ผู้คน แสงแดด ลงตัวที่สุดในโลก นั่งเล่นได้ไม่มีเบื่อเลย ทำให้ French Riviera เป็นอีกเมืองนึงที่เราหลงรักและอยากกลับมาอีกหลายๆ รอบเลยหล่ะ

 ขากลับเราแนะนำให้ออกจาก Marseille ช่วงเช้าเพื่อไปถึงปารีสแล้วเที่ยงปารีสซักครึ่งวันเอาบรรยากาศก่อนกลับก็ยังได้ จะได้ไม่เหนื่อยเกินไปในการเดินทาง โดยเช็คอินโรงแรมแถวๆ สนามบินที่ราคาไม่แพงมากและมี CDGVAL หรือ Shuttle Train คอยรับ-ส่งตลอดเวลา แล้วเราค่อยซื้อบัตรรถไฟแบบเหมาเข้าเมืองหรือจะเรียก Uber ก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด เธออาจจะไปล่องเรือแม่น้ำแซนด์ซักรอบนึง แวะเที่ยวพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เดินเล่นย่านชอง-เอลิเซ่ก่อนกลับก็ฟินอยู่นะคะว่าไม่ได้ช๊อปปิ้งก่อนกลับซักครึ่งวันก็มีจิตใจที่กระชุ่มกระชวยแล้ว

และขากลับกรุงเทพเราได้ซื้อ Preferred Seat ไว้เรียบร้อยแล้วจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะแฮปปี้มากกว่าคนอื่น เพราะที่นั่งที่มี Legroom ที่กว้างกว่าใครๆ บวกกับอาหารที่อร่อยมากๆ ของการบินไทยทำให้เราแฮปปี้ขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะ เที่ยวบินจากทุกเมืองในยุโรปกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครของการบินไทยจะออกเวลาไล่เลี่ยและเป็นเวลาที่ดีที่สุดคือ ออกจากต้นทางช่วงบ่ายและมาถึงกรุงเทพช่วงเช้าตรู่ทำให้มีเวลาทำอะไรอีกทั้งวัน

และอาหารของการบินไทยก็เป็นที่โปรดปรานของเราเสมอเพราะถูกปาก อร่อย เธอจะหากระเพราไก่ไข่ดาวบนเครื่องบินกินได้จากที่ไหนอีก ไม่มีแล้ว 555 และการบริการของพี่ๆ แอร์ที่อบอุ่นทุกครั้งที่เลือกเดินทางกับการบินไทย พวกเราไม่ได้อวยไปเรื่อย แต่การเดินทางบ่อยๆ ทำให้รู้ว่าบริการที่ดีที่สุดยกให้การบินไทย

และอย่าลืม! พกตัวช่วยที่ทำให้เธอหลับสบายตลอดการเดินทางอย่าง Smooth E Relaxing & Nourishing Body Lotion ครีมบำรุงผิวที่จะช่วยลดอาการ Jetlag ทำให้หลับลึกขึ้นด้วยกลิ่นที่หอมละมุนและลดอาการตึงเตรียดของกล้ามเนื้อเพื่อให้ตลอดการเดินทางของเธอนั้นหลับสบายกว่าใครๆ เธอจะรู้สึกเย็นสบายด้วยสูตรเฉพาะของ Smooth E ที่เนื้อครีมเป็น Water in Oil มันจะเป็นการเดินตลอด 12 ชั่วโมงที่ Smooth สุดๆ เพราะอาหารอร่อย ที่นั่งกว้างขวาง และมีตัวช่วยที่ทำให้

French Riviera รอบนี้เป็นการเปิดประสบการณ์ที่ดีของเรามากๆ เพราะบอกตามตรงเป็นคนติดสบายมากๆ กลัวว่าจะเดินทางลำบากในการไปเที่ยวเมืองเล็กเมืองน้อยและผู้คนไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ แต่ด้วยอากาศที่ดีไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไปของฝรั่งเศสช่วงซัมเมอร์แบบนี้ทำให้เรากระชุ่มกระชวยมากขึ้นเป็นพิเศษ แถมพระอาทิตย์ก็ตกช้า ได้กำไรเวลามากขึ้นในการเดินทาง ผู้คนแม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ก็พยายามช่วยเหลือได้เป็นอย่างดี โดยรวมๆ แล้วเราชอบ อยากจะกลับมาสูดกลิ่นหอมๆ ของลาเวนเดอร์อีกครั้งในไม่ช้านี้ มาเถอะ นี่คือการเดินทางที่เธอสามารถจองตั๋วเครื่องบิน บินตรงกับการบินไทย และใช้เวลาไม่นานในการเดินทาง แถมทุกอย่างพร้อมให้เธอสนุกและ Enjoy your life ไปด้วยกัน 😊

Input your search keywords and press Enter.