Now Reading:

GO OFFLINE IN LUANG PRABANG, Laos

ถ้าถามหาแสงสี ช็อปปิ้ง ศิวิไลซ์และอาหารอร่อยในอาเซียนเรายกให้สิงคโปร์ แต่ถ้าถามว่าเมืองไหนน่ารักที่สุด ธรรมชาติดี อาหารถูกปาก มีความเก๋และดูนุ่มละมุนในครั้งเดียวกัน แถมยังเป็นเมืองมรดกโลกที่ใกล้บ้านเรายกให้ “หลวงพระบาง” ความแปลกของที่นี่คือเมืองเล็กนิดเดียวแต่ยิ่งอยู่ยิ่งหลงรัก ความแปลกของที่นี่คือเที่ยวได้ง่ายๆ จบภายใน 3 วัน แต่อยากอยู่นานๆ อยากกลับมาแล้วมาอีกซ้ำไปเรื่อยๆ และความแปลกของที่นี่คือมันทำให้เราหลงรักเหมือนโดยผู้ชายวางยาเสน่ห์แต่กลายเป็นหลวงพระบางที่ทำให้เราเคลิบเคลิ้มไปกับเมืองนี้ได้ทั้งวี่ทั้งวัน!

*** วีดิโอและรีวิวนี้นำเสนอ Feature ต่างๆ ของ Samsung GalaxyNote8 และภายในเครื่องเท่านั้น
ภาพนิ่งบางส่วนที่ไม่ได้ขึ้น Credit ใต้ภาพว่า ‘ถ่ายด้วย GalaxyNote8’
และภาพเคลื่อนไหวอื่นๆ ภายในวีดิโอ ถ่ายทำโดยใช้กล้องอื่น***

ทริปนี้เราตั้งชื่อให้ตัวเองเก๋ๆ ว่า “ทริปดีท็อกซ์ชีวิต” ปล่อยตัวปล่อยใจทำสมองให้โล่งๆ เหมือนคนไม่รู้เรื่องรู้ราว ชีวิตมีแค่ตอนนี้ วันนี้เท่านั้นในหลวงพระบาง ครั้งก่อนเรามาสั้นไปแค่ 3 วัน 2 คืน รอบนี้เลยเพิ่มความโล่งในสมองให้ตัวเองเพิ่มอีก 1 วัน เป็นหลวงพระบางที่ชิวและได้ทำอะไรมากขึ้น ถ้าไม่ติดว่ามีภาระที่กรุงเทพ จะหาแอ๊วหนุ่มลาวแถวนี้ละเนี่ย!

Power of Boutique to LUANG PRABANG!

ทริปนี้เราเพิ่มความแตกต่างและยูนีคให้กับทริปตั้งแต่เริ่มเดินทาง เพราะเดินทางกับสายการบินยอดเยี่ยมระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลกประจำปีนี้ บางกอกแอร์เวย์ส สายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพสู่หลวงพระบางมากที่สุด เพื่อนๆ สามารถเลือกเดินทางได้ทั้งช่วงเช้า ถ้าชอบบินแบบคุ้มๆ เก็บทุกอย่างให้ครบตั้งแต่วันแรก หรือเลือกบินช่วงบ่ายนอนตื่นสายๆ ไปขึ้นเครื่องพร้อมไปดินเนอร์ที่หลวงพระบางแล้วตื่นมาค่อยเที่ยว ก็เลือกบินได้ทั้งวัน

แถมยังมี Lounge ให้สำหรับผู้โดยสารทุกคนแม้ว่าจะเดินทางด้วยชั้นประหยัดก็ยังได้กินข้าวต้มมัดสูตรพิเศษของที่นี่ หรือผู้โดยสารที่เดินทางด้วยชั้นธุรกิจและถือบัตรสมาชิก Premier Member ก็สามารถเข้าเลาจน์ที่เหนือกว่าอีกระดับคือ Blue Ribbon Lounge ที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า และมีอาหารร้อนอร่อยๆ ให้บริการพิเศษทั้งวันทั้งคืน

ทุกวันนี้ถ้าเดินทางกัน 6 คนก็เหมือนไปกัน 7 คน เพราะเราพก Galaxy Note8 ติดไปด้วยทุกๆ ครั้งที่เดินทาง เวลาอยากถ่ายรูปก็ควักโน้ตแปด เวลาอยากวาดอะไรสวยๆ ก็ควักโน้ตแปด หรือเวลาเมล์เด้งขัดเวลาสมองโล่งก็จำเป็นต้องควักอีกที! โน้ตแปดเลยกลายเป็นเพื่อนที่แสนดี และเพื่อนที่ทำให้ผวาเวลาเมล์เด้งได้เวลาเดียวกันในทุกๆ ทริปอย่างขาดไม่ได้จริงๆ อะ! หรือจะหาพร็อบทำให้ทริปดูเก๋ไก๋และบูทีคมากกว่าก็ยังต้องควักโน๊ตแปดออกมาอยู่ดี คิดดูละกัน 5555

 

ชีวิตที่ไม่ต้องคิดอะไร

หลังจากโยนข้าวโยนของและเช็คอินโรงแรมเรียบร้อยแล้ว! ก็เป็นช่วงบ่ายพอดีเพราะเราเดินทางจากกรุงเทพถึงหลวงพระบางใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ออกสายๆ ถึงบ่ายมีเวลาเหลืออีกทั้งครึ่งวันแหนะ ร้านแรกที่มาถึงปุ๊ปแล้วต้องกินคือร้านอาหารฝรั่งเศสยอดฮิตที่มื้อเย็นต้องจองคิวถึงจะได้คือร้าน L’Elephant Restaurant

งงหละสิ! ว่าทำไมหน้าตาอาหารฝรั่งเศสเป็นแบบนี้ นี่ไม่ได้ใส่รูปผิดจ้ะ แต่เราเปลี่ยนมาสั่งอาหารลาวแบบต้นตำรับดูบ้าง แล้วก็ทำให้รู้ว่าที่นี่ ตำส้มตำหลวงพระบางใส่ปลาร้า อร่อยมากๆ ร้านนึงเลย ที่นี่ไม่ได้ขายแต่อาหารฝรั่งเศส แต่อาหารลาวที่หน้าตาดูน่ากินและอร่อยจริงๆ ก็มีขายเหมือนกันเป็นอีกร้านที่อยากให้มาลองมากินดูทั้งอาหารลาวและฝรั่งเศสเลยจริงๆ

กินข้าวเสร็จกิจกรรมที่ทำกันก็ดูเป็นหลวงพระบางมากนั่นคือการปั่นจักรยานในถนนเส้นหลักของมรดกโลก อากาศช่วงนี้บางทีแดดก็ออก บางทีฝนก็ตก แต่อย่าไปกลัว! นี่คืออากาศที่ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์มากๆ ความชอุ่มของต้นไม้ และละอองฝนเพิ่มความน่าอยู่ของที่นี่มากอีกเป็นร้อยๆ เท่า ทุกคนสามารถยืมจักรยานหรือเช่าจากร้านต่างๆ ในเมืองหรือส่วนใหญ่โรงแรมที่เข้าพักจะมีจักรยานให้ยืมกันฟรีๆ สามารถยืมมาปั่นเล่นชมเมืองแบบพวกเราได้เลย

ระหว่างปั่นก็ดูซ้ายดูขวาให้ดีๆ และระมัดระวังโดยเฉพาะช่วงเย็นรถที่หลางพระบางเยอะมากๆ และถนนแคบ ระวังจ้า และเตรียมเงินหรือบัตรเครดิตให้พร้อม เพราะระหว่างทางจะมีร้านขายของจุ๊กจิ๊กเต็มไปหมด ล่อเงินดีเหลือเกินเลยยยยย

ช่วงบ่ายแก่ๆ เรากลับไปที่โรงแรม เพราะเค้าจัดกิจกรรมที่น่ารักๆ ไว้ให้ เราพักกันที่ Sofitel Luang Prabang เป็นโรงแรมที่เรายอมอยู่แต่ในโรงแรมทั้งวันเลยจริงๆ หนึ่งวันสำหรับทริปนี้ ไว้จะกลับมาเมาท์ให้ฟังว่ามันชิวดียังไง แค่กิจกรรมแรกที่ได้ทำก็ต้องบอกว่าประทับใจแล้วอะ เพราะมันคือการทำบายศรี เป็นเหมือนการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง มีผู้เฒ่าผู้แก่มาสวนอวยพรให้มีความสุขวามเจริญอายุมั่นขวัญยืน พร้อมผูกข้อไม้ข้อมืออวยพร แถมมีขนมพื้นบ้านที่อร่อยมากให้กินด้วย

แต่อย่างนึงที่ไม่แนะนำให้กินเลยคือ เหล้าขาว 555 เพราะน่าจะเป็นเหล้าขาวที่คุณพ่ออุ้ย แม่อุ้ยทำกันเองมั้ง โอ้โห! แค่แก้ว Shot แล้วเดียวถ้าอยู่กรุงเทพนี่พร้อมเต้นจากทองหล่อผ่านสยามแล้วไปจบที่ข้าวสารได้เลยอะค่ะ วูบวาบดีจริงๆ

เป็นกิจกรรมที่เราแนะนำให้ทุกคนเข้าร่วมนะ ไม่เฉพาะที่นี่แต่ไปที่ไหนก็ตามที่มีพ่ออุ้ยแม่อุ้ยออกมาให้พรกับพวกเราเป็นน้ำใจที่นักเดินทางที่ดีอย่างเราควรจะรับไว้อย่างยิ่งเป็นพรทำให้คนเดินทางไปไกลบ้านนั้นรู้สึกอุ่นใจมากๆ อย่างน้อยๆ ก็เหมือนเจ้าบ้านนั้นต้อนรับเราและยิ่งดีให้เราเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้นๆ น่ารักจะตาย ดูมีความสำคัญอะค่ะ อิอิ 5555

มีเงินเป็นพันๆ ล้านก็ซื้อวิวแบบนี้มาอยู่ที่หน้าบ้านตัวเองหรือหน้าต่างห้องนอนทุกวันไม่ได้! นี่คือวิวจากพระธาตุพูสี พระธาตุที่รอบก่อนที่มาเดินหอบเป็นหมากว่าจะถึงไปถึง รอบนี้ก็ไม่ต่างแถมยังเป็นหมาอ้วนกว่าเดิมไปอี้ก 5555 นี่คือวิวจากจุดชมวิวบนพระธาตุพูสี ที่นีเป็นพระธาตุบนเขาที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบางเลย ทำให้เราได้เห็นวิวจากตัวเมืองทั้ง 2 ฝั่งอย่างสวยงามในช่วงโพล้เพล้ยามเย็น

พระธาตุพูสีเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวหลวงพระบางที่ควรขึ้นมาดูวิวก็ส่วนนึง และมาแสดงความเคารพต่อสถานที่ เดินพอเหนื่อยขึ้นมาเจอวิวก็สดชื่นแล้วจริงๆ นะ ยิ่งช่วงนี้หน้าฝน ลมเย็นๆ ชอบโชยมา หนาวจนอยากจะหันหน้าไปกอดหนุ่มฝรั่งเศสที่มาเที่ยวกับแฟนเค้าจริงๆ ค่ะพี่ ได้แต่หักห้ามใจแล้วยืนกอดกันกลมกับเพื่อนกับฝูงกันต่อไป

วิวพีคๆ แบบนี้เพื่อนที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็อยากออกมาดูวิวกับเค้าบ้าง โน้ตแปดก็ยังทำหน้าที่ได้ดีกว่าทุกคนเสมอในช่วงแสงสวยๆ มันก็พร้อมจะเก็บภาพดีๆ ไว้ให้เรา แถมด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างเช่น Live Focus ที่อยากได้วิวแม่น้ำเป็นเบื้องหน้า และภูเขาที่แดดอ่อนๆกำลังจะทอแสงมาเป็นพื้นหลัง ก็สามารถถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอด้วย Live Focus ได้

หลวงพระบางวันแรกยังน่ารักเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน เป็นเมืองที่เราอยู่แล้วมีความสุขมากที่สุดเมืองนึงตั้งแต่เดินทางมา ด้วยความง่ายๆ ชิวๆ ที่นี่เลยทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมัน มากกว่าเป็นแค่นักท่องเที่ยวธรรมดาที่เก็บเกี่ยวอย่างเดียว เป็นเมืองที่เราอยากแบ่งปัน อยากยิ้มด้วย อยากเดินเข้าไปเล่นและคุยกับทุกๆ คนหลังคำทักทายว่า “สะบายดี”

มื้อเย็นของวันแรกก็ยังไม่พ้นอาหารลาวแบบต้นตำรับเราไปฝากท้องกันที่ 3 Nagas Restaurant & Bar ที่นี่อาหารอร่อยมากโดยเฉพาะเนื้อควาย หรือที่เรียกกันว่า จิ้นควายย่าง จิ้มน้ำกับน้ำจิ้มแจ่ว โอ้ย แซ่บหลาย! และอีกอย่างนึงที่ไม่คิดว่ามันจะกินได้ แต่ดั๊นนนน อร่อยมากๆ คือ ตะไคร่น้ำทอด หรือที่นี่เรียกกันว่า ไคแผ่น ใช่แล้วถ้าตะไคร่น้ำที่ชอบขึ้นตามกำแพง ที่นี่เค้ากินกันด้วยนะ หลังจากทำความสะอาดจนแน่ใจแล้ว ทำไปตากแห้งทำเป็นแผ่นๆ พร้อมโรยงาและทอดแบบกรอบๆ สาหร่ายเจ้าดังก็แพ้เพราะความเด็ดของมันอร่อยแบบไร้ที่ติ

 

DAY 2 : นอกเมืองก็เต็มไปด้วยความน่ารักและเสน่ห์ของชาวหลวงพระบาง

เช้าวันที่ 2 หลังจากตื่นสายๆ (ข้อดีมากๆ ของที่นี่คือที่เที่ยวไม่ไกล และไม่ได้มีเยอะมากจนเลือกไม่ถูกทำให้เราตื่นสายได้ไม่จำเป็นต้องรีบเที่ยวก็ทำให้ทริปแฮปปี้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ!) เช่าเรารถตู้ 1 คันโดยสามารถหาได้จากถนนเส้นหลักของเมืองในราคาครึ่งวันละ 2,000 บาท ไม่แพงเลยเพราะรถคุณภาพดีแถมพี่คนขับพูดภาษาไทยได้ด้วย!  ช่วงเช้าของวันเราแพลนไว้ว่าไปเที่ยวทั้งหมด 4 ที่ระหว่างทางไปเรื่อยๆ จนถึงน้ำตกตาดกวางสี คือ หมู่บ้านม้ง แวะเล่นกับน้องๆ ซื้อขนมให้กิน หรือจะช็อปปิ้งของแฮนด์เมดที่น้องๆ ทำก็ได้เหมือนกัน เสร็จแล้วก็ไปกินไอศกรีมนมควาย รสชาติอาจจะแปล่บๆ ลิ้นซักหน่อยสำหรับคนที่เคยกินครั้งแรก แต่ก็ไม่เลวเลยโดยเฉพาะรสช็อคโกแลต

บรรยากาศหน้าร้านนึกว่าอยู่ฮอกไกโดหน้าร้อนซะอีก! ม่วงๆ เขียวๆ น่ารักซะไม่มี ที่นี่ยังเปิดสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ที่อยู่ละแวกนั้นฟรีด้วย ทำให้เห็นภาพเด็กๆ มาเกาะขอบหน้าต่างดูพวกเรากินไอศกรีม เอ้า! เจ้าหนูอยากกินหรอจ้ะ ซื้อสิ! หลอกกกก 555 ชาวไทยน้ำใจงามยิ่งกว่าหน้าแบบพวกเราเห็นเด็กๆ ยืนตาละห้อยใครจะกินได้ลงคอเลยซื้อให้กินด้วยเลย

เราไปต่อกันที่น้ำตกตาดกวางสี เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในหลวงพระบางและนักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาเป็น Must See ที่นี่ ช่วงหน้าร้อนหรือหน้าหนาวน้ำที่นี่จะเป็นสีฟ้านวลตาเห็นปลาแหวกว่ายอยู่ด้านล่าง แต่ถ้ามาหน้าฝนแบบเราเธอจะเห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ แม้ว่าน้ำหลากลงมาที่นี่ก็ยังเที่ยวได้ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเดินซักหน่อย เธอจะเห็นความสวยงามของตาดกวางสีอีกแบบนึงที่ต้องยอมรับว่าไม่สวยเท่าตอนที่มันเป็นสีฟ้า แต่ก็ไม่เลวเลยหละ

ในน้ำตกตาดกวางสียังมีศูนย์อนุรักษ์หมีควายด้วยนะ อากาศดีๆ เห็นเจ้าหมีนอนก็อยากตายไปเป็นหมีเหมือนกัน ชีวิตจะชิวอะไรขนาดนี้เหมือนโลกนี้ไม่มีเรื่องให้เครียดสำหรับมันอีกแล้ว กินๆ นอนๆ แล้วก็หลับไป แล้วก็ตื่นมาวนลูปใหม่สบาย!

ช่วงบ่ายเรากลับเข้ามาชิวในเมืองหลวงพระบางกันต่อ ช่วงนี้อากาศแปรปรวนง่ายเหมือนชะนีเพราะฉะนั้นเห็นแดดปุ๊ปต้องรีบเที่ยวกันทันทีจะได้มีรูปสวยๆ ไว้กลับไปอวดทุกคนว่านี่ชั้นมาเมืองมรดกโลกที่ดีงามและใกล้กรุงเทพแค่บินชั่วโมงเดียว!  เรารีบไปต่อกันที่วัดเชียงทอง เสียค่าเข้าคนละ 20,000 กีบหรือประมาณ 80 บาท เงินลาวเนี่ยนะ ตีง่ายๆ กลมๆ เลยคือ 5,000 กีบ เท่ากับ 20 บาท แค่นั้นเองไม่ต้องสนใจจุดทศนิยมให้วุ่นวายปวดหัว

ที่นี่มีดีที่จิตรกรรมฝาผนังสวยๆ ที่คนชอบมาถ่ายรูปกันของจริงเล็กนิดเดียวแต่คลาสสิค ยิ่งวันไหนแดดแรงๆ มาถ่ายรูปตรงนี้หน้าตาจะเปล่งปลั่งเหมือนพระท่านให้พรมากเป็นพิเศษ สวยจนผิดหูผิดตา สวยจนไม่ต้องใช้โหมด Beauty ถ่ายรูปเลย

เวลาเดินทางในหลวงพระบางจุดต่อจุดใกล้ๆ ก็แนะนำให้ปั่นจักรยานหรือนั่งรถสองแถวแบบนี้ แต่ทำใจไว้อย่างนึงคือค่ารถนั้นแพงเป็นปกติ ไม่ได้แพงเพราะเค้าโกงหรืออะไรหรอก แต่มันแพงเป็นปกติ เริ่มต้นใกล้ๆ ก็ประมาณ 40 บาทแล้ว ขนลุก

เราแวะมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์หลวงพระบางกันต่อ ที่นี่เมื่อก่อนเป็นพระราชวังหลวงพระบางแต่ตอนนี้ทุกปรับให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านในยังคงเก็บสมบัติของชาติไว้มากมาย ที่สำคัญห้ามถ่ายรูปออกมาเด็ดขาดเพราะอย่างนี้เลยมีแต่รูปภาพนอกมาฝากเพื่อนๆ กัน ถ้าจะไปถ่ายรูปเฉยๆ ตรงทางเดินก่อนไปถึงอาคารหลักมีต้นมะพร้าวเรียงตัวสวยมากจ้า

ตกเย็นมาที่นี่ชิวกว่าเดิมร้อยเท่าที่ร้านฮิตอย่าง Utopia ที่นี่แฟนตาซีมากสำหรับเรากลางวันเป็นที่ชิวๆ กลางคืนก็มันส์สนั่น เราขอแนะนำให้มาตอนเย็นๆ แบบเราจะดีที่สุดนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ชมวิถีชีวิตชาวหลวงพระบางริมฝั่งแม่น้ำคาน มีเสียงเพลงคลออ่อนๆ มีความสุขจังเลยค่า!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะว่ามื้อเย็นยอดฮิตของหลวงพระบางสำหรับนักท่องเที่ยวและวัยรุ่นหลวงพระบางคือหมูกระทะ หรือเรียกกันว่า ‘จิ้นดาด’ เรามาทานกันที่ร้าน เย็นสบาย ออกจากตัวเมืองมานิดนึงสามารถนั่งเรือข้ามมาได้ หรือเรียกรถสองแถวมาแล้วนัดเวลาให้เค้ามารับก็ได้เหมือนกัน หมูกระทะที่นี่ไม่มีเป็นบุฟเฟต์แบบที่ไทยนะ ต้องสั่งเป็นชุดเท่านั้นและราคาอะหรออ.. . พอๆ กับร้านดังๆ ที่ไทยเลย

 

DAY 3 : Make a Merit and Let’s Enjoy your Life!

เริ่มต้นวันที่ 3 ในหลวงพระบางด้วยการเป็นพุทธศาสนิกที่ดีงาม นี่คือกิจกรรมที่สวยได้โดยไม่ต้องไปทำหน้าหมอไหนๆ เพราะแค่ตื่นตีห้ามารอตักบาตรข้าวเหนียวกับชาวหลวงพระบางก็ได้บุญมหาศาลที่กลับกรุงเทพไปก็สวยกว่าพี่ชมพู่แล้วค่ะ

เราจับจองพื้นที่ด้านหน้าโรงแรม 3 Nagas เป็นโรงแรมพี่น้องกับ Sofitel Luang Prabang แม้ว่าจะไม่ได้พักที่ 3 Nagas ก็สามาถจองเซ็ทตักบาตรที่นี่ได้ผ่านทางโซฟิเทล ตอนเช้าก็จะมีรถไปรับมารอพระท่านเดินบิณฑบาตสวยๆ

พระท่านจะเดินบิณฑบาตบนถนนเส้นหลักของเมืองใครที่ต้องการมาตักบาตรอย่าลืมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดเรียบร้อยและไม่ควรเสียงดังโวยวาย ที่สำคัญมาเตรียมตัวตั้งแต่ประมาณไม่เกินประมาณ 6 โมงเช้าพระจะเดินเสร็จประมาณ 6 โมงครึ่ง

เสร็จจากตักบาตรเราแวะไปเดินตลาดสดหลวงพระบางกัน ยามเช้าเป็นตลาดที่น่ารักมีของป่าและผักสดขายเยอะมากๆ รวมไปถึงพวกขนมกินง่ายอย่างข้าวจี่ ขนมครกและขนมท้องถิ่นต่างๆ จำนวนมากเดินเลือกกินได้ไม่มีหยุด เช้านี้เรามีมิชชั่นกันด้วยคือการหาซื้อของสดเป็นลิสต์จากเชฟเพื่อไปทำอาหารลาวต้นตำรับทานกันที่โรงแรม

ตลาดเช้าหลวงพระบางเป็นตลาดที่มีมุมเก๋ๆ น่ารักเยอะ เพียงแต่เราต้องใช้เวลานิดนึงเพื่อให้ได้ภาพที่เก๋กว่าใครๆ แถมเพิ่มความเก๋ได้ด้วย S Pen คุณสมบัติหลักของเจ้าโน้ตแปดที่เจ๋งมากๆ เพราะหัวปากกาที่เล็กลงทำให้ภาพหรือตัวอักษรที่เขียนด้วยโน้ตแปดนั้นคมขึ้น เส้นเล็กน่ารัก เขียนง่ายและสวยงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

วันนี้เราเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ใน Sofitel Luang Prabang ทั้งวันเพราะเป็นโรงแรมที่น่ารัก น่าอยู่ น่าใช้ชีวิตแบบชิวๆ เริ่มจากทานอาหารเช้าสวยๆ ที่มีให้เลือกทั้งอาหารแบบ Intercontinental และ Laos ต้นตำรับที่หาทานได้ทั่วไปแต่อร่อย

ความน่ารักของ Sofitel Luang Prabang คือที่นี่เลี้ยงกระต่ายน้อยให้วิ่งเล่นในสวนกันตามธรรมชาติทำให้มันเดินไปทั่ว บางทีก็มาขอผักผลไม้ใต้โต๊ะอาหารเดินมานัวเนียใกล้ๆ ขาแล้วหยุดมองนิ่งๆ เหมือนสั่งว่า ‘เอาอาหารให้ชั้นสิเจ้ามนุษย์!’

เราเอาผักและของสดต่างๆ ที่ซื้อมาจากตลาดมาทำอาหารกับเชฟต้นตำรับอาหารลาวในโรงแรม กิจกรรมนี้สนุกมากค่ะ พึ่งรู้ว่าตัวเองทำอาหารอร่อยแน่นอนถ้าทำตามสูตร พริกนิดมะนาวหน่อยห่ออาหารให้สวยแค่นี้ก็กินได้แล้ว 555 ชอบที่สุดคือเมนูหมกปลา อร่อยจนต้องแอบถามสูตรและจดตามอย่างละเอียดกลับไปทำกินเองที่บ้าน

นี่ไม่ใช่กิจกรรมที่พิเศษที่เป็น Blogger เท่านั้นถึงจะทำได้นะ เพราะใครๆ ก็ทำได้ทั้งนั้นโดยจ่ายเพิ่มอีกเพียงนิดหน่อยก็ได้สัมผัสอาหารลาวฝีมือตัวเองเป็นข้าวเที่ยงแล้ว วันนี้เราทำหมกปลา และลาบเนื้อควาย โอยยยย แซ่บอีหลีเด้ออ้ายเด้อ

พอทำเสร็จแล้วก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดีนี่คือมื้อเที่ยงแสนพิเศษของเราเป็นอาหารลาวต้นตำรับที่ทำเองด้วยฝีมือ เท่ปะ! รสชาติเนี่ยไม่ต้องพูดถึงเอาไปขายที่ตลาดคนลาวก็ซื้อค่ะ หรือเอากลับไปขายที่ไทยคนลาวก็ยังซื้อค่ะ อร่อยจนไม่อยากแบ่งใครขนาดนี้ เพิ่มความสามารถพิเศษลงใน Tinder เพิ่มดีกว่าว่า “ทำอาหารอร่อย จนแม่คุณต้องติดใจ”

ที่ Sofitel Luang Prabang ความเก๋อีกอย่างนึงอยู่ที่สระว่ายน้ำ ที่มีอาคารเก่าย้อนยุคเป็นฉากหลังตัดกับภาพความทันสมัยของสระว่ายน้ำที่สวยจนอยากเกิดเป็นเงือกมาว่ายอยู่ที่นี่ทั้งวันทั้งคืน ไม่แปลกใจเล๊ยยย ว่าทำไมฝรั่งที่ชอบเที่ยวในอาเซียนมักจองโรงแรมดีๆ เพื่อให้ตัวเองได้พักผ่อนในห้องที่หรูหรา และสระว่ายน้ำที่อลังการขนาดนี้

เห็นมั้ยคะว่าอยู่กัน 4 คนเพราะเจ้าโน้ตแปดนั้นเป็นเพื่อนคนที่ 4  ขึ้นเขาด้วยกันก็ได้ ลงน้ำด้วยกันก็ยังได้ อย่าลืมว่าโน้ตแปดสามารถกันน้ำได้ด้วยมาตรฐาน IP68 เอาไปถ่ายใต้น้ำได้เก๋ๆ หรือคุยกันแฟนจนโทรศัพท์มันก็เอาไปล้างมันซะเลย! เพื่อนกำลังสแปลชน้ำมาระหว่างใช้ S Pen ตอบเมล์ลูกค้าก็ไม่โกรธเพื่อน เพราะเปียกแค่ไหนมันก็ยังเขียนได้ลื่นปรื๊ดดดดด

ว่ายน้ำจนตกบ่ายที่ Sofitel Luang Prabang ก็ยังมี Afternoon Tea Set ให้กับแขกทุกคนได้ทานกันฟรีๆ ด้วยนะ อร่อยกันไปเลยจ้าพี่ ผลไม้เอย ชา กาแฟ น้ำต่างๆ อิ่มหนำสำราญเหลือเกิน เจ้าตัวยุ่งเห็นขนมปุ๊ปก็เสนอหน้ามาทันที!

เสร็จกิจกรรมทำตัวสวยเราก็ออกไปหากาแฟอร่อยๆ กิน ร้านแรกที่อยากแนะนำคือ Zurich Bread เป็นอีกร้านที่ทำขนมปังอร่อยมาก และกาแฟก็รสชาติไม่ได้เลวร้ายอยู่เยื้องกับ 3 Nagas จริงๆ คาเฟ่ในหลวงพระบางมีเยอะมากๆ สามารถปั่นจักรบานและเลือกร้านที่ตัวเองคิดว่าฟีลลิ่งเหมาะกับเธอที่สุดได้เลย

ประมาณ 5 โมงเย็นเราซื้อทัวร์ดินเนอร์ล่องแม่น้ำโขงไว้กับ MEKONG KINGDOMS ออกตัวก่อนว่าตอนแรกไม่คาดหวังเลย เพราะจริงๆ แค่อยากล่องแม่น้ำโขงแต่ตื่นตอนเช้าไปนั่งเรือชาวบ้านที่นั่งข้ามฝั่งกันไปมาไม่ไหว ไหนๆ ก็ไหนๆ เลยลองเปิดประสบการณ์ใหม่ล่องช่วงเย็นมันไปซะเลย แต่บอกตรงๆ ว่าผิดคาดมาก เพราะมันดีมาก

เธอลองนึกภาพตามนะคะ จิบแชมเปญเย็นเจี๊ยบกับแดดที่กำลังจะตก มีเพลงคลอเบาๆ และนั่งเมาท์กับเพื่อนซี้ เหมือนเป็นแก๊งค์ Gossip Girl จากแมนฮัตตันแต่เปลี่ยนแม่น้ำฮัดสันเป็นแม่น้ำโขงแทน เอ้า! คุณคะ ชนแก้วค่ะ!!

บรรยากาศภายในเรือก็ดีเกินบรรยายจริงๆ และอาหารที่เสิร์ฟนั้นก็เป็นแบบฟิวชั่นฟู๊ดที่กินเท่าไหร่ก็ไม่เลี่ยนไม่เบื่อเลย เรือจะใช้เวลาล่องประมาณ 2 ชั่วโมงทั้งไปและกลับ เพื่อนๆ สามารถกินดื่มกันได้เต็มที่ไปเลยจ้า

ช่วงเย็นหลังกลับจากดินเนอร์เราแวะเดินตลาดมืดกันซักหน่อย อันที่จริงของที่ขายก็ไม่ได้หลากหลายเท่าไหร่ เพราะแต่ละร้านค่อนข้างขายของซ้ำๆ กัน แต่ก็ยังอยากแนะนำให้ไปเดินดูอยู่ดี มันต้องมีบ้างแหละหน่าของที่ถูกใจและอยากได้กลับไปเป็นของฝากใครซักคนอะ จริงมะ อย่างน้อยพวกเธอก็ต้องมีปะ เสื้อเบียร์ลาวยอดนิยม..

เพื่อนๆ รู้มั้ยว่าเราเป็นคนนึงที่ไม่ว่าจะเที่ยวเหนื่อยแค่ไหน ลำบากยังไง แต่สิ่งที่ขอไว้ ขอให้มันดีเท่าที่ทรัพย์จะอำนวยได้คือที่นอน! เพราะการหลับคือการพักผ่อนที่เต็มที่ที่สุดหลังจากเดินทางเหนื่อยๆ มาทั้งวัน เพราะฉะนั้นถ้าได้นอนที่นอนดีๆ ห้องน้ำสะอาดคือสวรรค์แล้วของทริปนั้นๆ เรื่องอื่นๆ คือประสบการณ์ที่อาจจะคาดไม่ถึง แต่การเลือกที่นอนเราคาดถึงและเลือกให้มันดีได้ด้วยตัวเอง Sofitel Luang Prabang เลยเป็นอีกโรงแรมที่ติด Top List ของเราในแง่ของความสบายมากๆ

ทั้งห้องใหญ่ๆ เตียงนุ่มๆ มีเมนูหมอนให้เลือกด้วยนะว่าอยากนอนหมอนแบบไหน และห้องน้ำสะอาดแถมอ่างอาบน้ำทั้งในร่มและกลางแจ้งส่วนตัวของใครของมัน ใครหละจะไม่รัก จริงมั้ย?!

เอ้ออ ลืมบอกไป! ใกล้ๆ โรงแรมที่เราพักมีร้านขายไอศกรีม ขนมปังปิ้ง และบิงซูอยู่ร้านนึง ไม่ใช่ร้านใหญ่หรูหราแต่เป็นร้านบ้านๆ น่ารักเหมือนเอาไว้ขายวัยรุ่นชาวหลวงพระบางมานั่งแฮงค์เอาท์กันชิวๆ เราก็ลองไปนั่งเล่นมาเหมือนกัน จะบอกว่าบิงซูรสชาติใช้ได้เลย ขนมปังปิ้งก็อร่อย ถ้าโหยหาของหวานแบบบ้านๆ แนะนำร้านนี้เพราะเจ้าของร้านใจดีด้วย น่าฮักหลายเจ้า

 

DAY 4 : Cafe Hopping and Say Goodbye Luang Prabang

เช้าวันสุดท้ายเหมือนเช่นเคยคือตื่นสายๆ เราเลือกสิ่งที่ทำให้ทริปนี้ผ่อนคลายที่สุดไว้วันสุดท้ายนั่นก็คือ สปา! Le SPA คือสปาที่มีแค่ 3 ห้อง และต้องจองก่อนเท่านั้นเพื่อให้ชัวร์ว่าจะได้นวดแน่ๆ สปานี้อยู่ในส่วนด้านหน้าของโรงแรม และมีคอร์สที่หลากหลายราคาไม่แพงเลยทั้งนวดน้ำมัน นวดลาว นวดหินร้อนจากเนปาล สปาที่นี่เป็นบ้านไม้ร่มรื่น มีใต้ถุนให้บรรยากาศเหมือนกลับไปพักผ่อนบ้านย่าบ้านยายกันอีกแล้วอะ นวดไปเลยจ้ะ ราคาไม่แพง ไม่ใช่แขกของโรงแรมได้

กลับก่อนไปกรุงเทพเราแวะไป Café Hopping เพิ่มอีกซักสองร้านที่อยากแนะนำ ร้านแรกคือ Café ban Vat Sene ที่เด็ดของร้านนี้คือกาแฟร้อนๆ คั่วพิเศษ กินคู่กับเครปฝรั่งเศสที่เป็น Signature เราสั่งใส้น้ำตาลมะนาวเพราะแปลกดี แต่ความแปลกนี่แหละโคตรอร่อยและลงตัวเลยจ้า แป้งเครปร้อนๆ โดนน้ำตาลละลายพร้อมบีบมะนาวให้กลายเป็นซอสคือดีงามที่สุดในโลกกกก

ร้านที่สองคือร้านครัวซองค์อร่อยๆ มากกกกก ชื่อร้าน Café Le Banneton ร้านนี้แนะนำเลยอยู่ใกล้ๆ วัดเชียงทอง แต่ควรมาเช้าหน่อยไม่งั้นคนจะพลุกพล่านมากๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเพราะมันอร่อยเหมือนเดิมทั้งครัวซองค์เนย และครัวซองค์ช็อคโกแลต ร้องว้าวกันเป็นแถวๆ อ้อ อย่าลืมให้เค้าอุ่นร้อนให้ด้วยนะ

มาถึงหลวงพระบางถ้าไม่ได้กินร้านนี้ถือว่าผิดมากๆ นั่นก็คือ ส้มตำป้าติ๋ม ตำหลวงพระบางที่แซ่บเกิ๊นน ปลาร้าเป็นต่อนๆ แหนมทอดและหมูทอดที่แห้งแต่อร่อย ร้านนี้คือมื้อสุดท้ายของเราที่เลือกมากินเพราะเด็ดจนป้าติ๋มถามว่าซื้ออะไรอีกมั้ย ตอบกลับแบบไม่ต้องคิดว่า ซื้อป้าติ๋มกลับไปตำที่ไทยได้ก่อเจ้า

เราเดินทางกลับกรุงเทพกับบางกอกแอร์เวย์สเหมือนเดิม ที่หลวงพระบาง บางกอกแอร์เวย์สก็มีเลาจน์เป็นของตัวเองทีเด็ดในเลาจน์คือเห็ดและหน่อไม้ทอดที่นี่ที่เฉพาะหลวงพระบางเท่านั้นอย่าลืมไปทานหละ แล้วเผื่อท้องไว้สำหรับอาหารร้อนบนเครื่องที่จัดเต็มมากๆ ทั้งอาหารร้อน ไวน์ และเครื่องดื่มต่างๆ เพียบพร้อม

หลวงพระบางยังเป็นเมืองที่ประทับใจเราเสมอทุกๆ ครั้งที่มาตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย นี่คือเมืองที่เราไม่อยากให้มีอะไรใหม่ๆ ไม่อยากให้มันทันสมัย อยากให้มันโตช้าๆ แบบนี้เป็นมรดกโลกของโลกเก่าที่ควรค่าต่อการมาเยือนและเก็บไว้ในใจ

ถ้ามีคนถามว่าเมืองไหนที่ชอบมากที่สุดในอาเซียนเราก็ยังยืนยันคำเดิมจากปีที่แล้วนั่นก็คือหลวงพระบาง มาออกเดินทางค้นหาอะไรใหม่ๆ บ้าง บางทีของใหม่ๆ มันก็อยู่ใกล้ตัวเรามากๆ จนคาดไม่ถึงเหมือนกัน ชวนโน้ตแปดของเธอออกเดินทางขีดเขียนอะไรใหม่ๆ ไปด้วยกัน และบันทึกเรื่องราวดีๆ ให้มันไม่มีที่สิ้นสุดกันไป

 

Input your search keywords and press Enter.