Now Reading:

Big Smile from Myanmar.

มีประเทศ ประเทศนึงใกล้ๆ บ้านเราที่ ที่พอเพื่อนๆฝรั่งมาถามว่าเคยไปมั้ย มีอะไรให้ทำบ้าง แต่เราให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ประเทศที่อยู่ติดบ้านเราแท้ๆ ถ้าให้นั่งรถจากเชียงใหม่ 3 ชั่วโมงก็คงถึง แต่ทำไม๊ ทำไม เราก็ได้แค่เฉียดๆ ไม่ถึงแก่นหรือได้คลุกคลีเท่าที่ควร พม่าที่เรามักได้ยินฝังหัวจากหนังสือเรียน ว่าเป็นคู่แค้นกับประเทศไทยมานานนม(นานมากเป็นพันกว่าปีได้) แต่ก็ยังสอนกันในหนังสือเรียนให้เคียดแค้นเหมือนเรื่องเพิ่งเกิดเมื่อวาน อันนี้เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


เคยได้ยินคำพูด คำพูดนึงที่ว่า

“To travel is to discover that everyone is wrong about other countries.”

– Aldous Huxley


ใช่!!! ไปแล้วมันพิสูจน์ได้เลยว่าฟังเค้าพูดมาเท่าไหร่ก็ไม่เท่าประสบด้วยตัวเอง ให้เลิกสะเถอะ เลิกคิดว่าคนพม่าทุกคนเป็น ตะเบงชะเวตี้ หรือ สุกี้นายกอง เพราะคนพม่าที่เราไปเจอมาเค้าน่ารักมาก และพม่าที่เราไปเห็นไม่ได้น่ากลัวเหมือนในหนังสือเรียน ตามมากับเราเห็นพม่าในยุคปัจจุบัน ยุคที่พม่าพร้อมจะเปิดประเทศและผลักดันการท่องเที่ยวแบบสุดตัว เที่ยวพม่าไม่ได้เอาตัวเองไปลำบาก โรงแรมแกรนด์มีเยอะ นอนสวยๆ อวดชีวิตดีๆ ก็มีเพียบ เที่ยวง่ายๆ พร้อมผู้คนที่ยิ้มให้เราตลอดทาง Ready?  Big Smile from Myanmar!!!

เราเดินทางด้วย Scoot จากดอนเมืองไปสิงคโปร์ก่อนเพราะนัดทีมและเพื่อนๆ ไว้ที่นั่น ก่อนจะออกเดินทางกับ Tiger Air บินตรงจากสิงคโปร์สู่ย่างกุ้ง ขึ้นเครื่องยังไม่ทันหลับตาก็ถึงย่างกุ้งแล้ว ใกล้นิดเดียวจริงๆ

กรุงย่างกุ้งสำหรับเราเป็นเมืองที่เรียบร้อยผิดหูผิดตามากๆ เพราะถ้าลองมองดีๆ เมืองนี้ไม่มีมอเตอร์ไซต์ ถึงแม้รถจะเยอะแต่ข้ามถนนไม่ต้องหวาดเสียวจะโดนปาดไปปาดมา เพราะว่าที่นี่มอเตอร์ไซต์เพิ่งถูกแบนในย่างกุ้งนี่เอง เอ้อออ…ดีงามไม่รกหูรกตาสุดๆ เป็นข้อตะลึงข้อแรกเมื่อก้าวเท้าลงสู่ย่างกุ้ง

บรรยากาศเมืองย่างกุ้งจะมีกลิ่นอายของตึกสไตล์อังกฤษตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคมสลับๆ กับรถเข็นขายอาหารตามแบบชาวเอเชียแบบเราๆ ผู้คนส่วนใหญ่จะนุ่งโสร่งเดินไปเดินมาให้เห็นเป็นเอกลักษณ์ถ้าใครอยากกลมกลืนกับบรรยากาศแนะนำให้ นุ่งโสร่ง ปาดทานาคาที่แก้ม เดินโบกมือพูดมิงกาลาบา รับรองเป็นที่รักของชาวพม่าแบบสุดๆ

เราเริ่มการสำรวจใจกลางเมืองจะมีอนุสรณ์อิสรภาพเป็นวงเวียนขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ความเจ๋งของที่นี่คือ มีวัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิดอิสลาม ตั้งติดๆ กันและอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข เนื่องจากเราเป็นชาวพุทธเลยเลือกเข้าไปสัการะ พระเจดีย์สุเล เจดีย์ทองอร่ามที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง

เราเดินเล่นเรื่อยๆมาจนถึงตลาด Scott Market ตลาดขายของฝากขนาดใหญ่ที่จะเรียกว่าเป็น แหล่งศูนย์รวมนักท่องเที่ยวก็ว่าได้ เหตุผลสองอย่างที่เลือกมาตลาดนี้ข้อรองก็คือเดินดูของ(ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นของขายนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไป)  ส่วนข้อหลักก็คือหลังตลาดจะมีสถานีรถไฟที่เราสามารถโดยสารเพื่อหลีกเลียงจราจรติดแหง็กกลางเมืองย่างกุ้ง เพื่อไปลงสถานีใกล้ๆ เพื่อเข้าชมเจดีย์ชเวดากองต่อไป

รถไฟหน้าตาวินเทจ แล่นแบบไม่ปรับอากาศแบบนี้จะแล่นวนรอบเมือง เหมาะสำหรับการนั่งเพื่อข้ามไปสักสองถึงสามสถานีจะได้ไปให้ถึงที่หมายได้เร็วขึ้น แต่ถ้าใครอยากประลองความอึดจะนั่งวนครบรอบเมือง ก็ 2-3 ชั่วโมงได้เหมือนกัน ด้วยความที่ไม่มีแอร์และแดดลงจัดเข้าไปแล้ว นั่งแค่ 5-10 นาทีให้ได้อรรถรสก็น่าจะเพียงพอ เรานั่งจากสถานีหลังตลาด Scott Market ที่ชื่อ Phaya Lan ไปถึง Aholne Railway sta. ที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับ เจดีย์ชเวดากอง

เราพอมีเวลาเล่นกับผู้โดยสารร่วมโบกี้ วิธีการเมคเฟรนด์ขั้นพื้นฐานก็คือ การหยิบกล้องขึ้นมาขอถ่ายรูป ทำให้ได้รู้แกวว่า แหมม….ชาวพม่านี่เค้าก็บ้ากล้องไม่แพ้ใครในโลกเหมือนกันนะคะ 555  พอเราถ่ายหนึ่งคนก็มีคนกวักๆเรียกให้ถ่าย ต่อๆไปเรื่อยๆ ถ่ายยังไม่ครบทั้งโบกี้เราก็ถึง Aholne Railway sta. ดีนะเนี่ยไม่งั้นได้ถ่ายโปรไฟล์ให้ทุกคนแน่ๆ555

ใครไม่สะดวกเดินก็สามารถโบกสามล้อได้ นั่งก้นยังไม่ทันร้อนเราก็มาถึง เจดีย์แห่งความยิ่งใหญ่ของประเทศนี้ ทองอร่ามตะหง่านอยู่ตรงหน้า ชเวดากอง

ถ้าเป็นไปได้ให้กะเวลาให้มาช่วงเย็นพอดี แบบเรา เพราะว่าทางเข้าหันไปทางทิศตะวันตกพอดี ถ่ายรูปได้เจดีย์สีทองอร่าม สวยสดมากๆ

วันที่เราไปถึงแม้ไม่ใช่วันหยุด ที่นี่ก็มีคนมาสักการะคับคั่ง ทั้งไทย ฝรั่ง หรือคนพม่าเอง เดินกันขวักไขว่ให้ทั่วลานเจดีย์ สักการะไหว้พระจนอุ่นใจแล้ว เราก็เตรียมตัวกลับที่พักให้เต็มอิ่ม เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะต้องไปอีกเมืองหนึ่งที่ไกลแสนไกล

ที่พักในย่างกุ้ง

Novotel Yangon Max

เลิกนึกภาพว่าย่างกุ้งจะต้องกันดาร หาที่นอนยาก หรือจะต้องนอนลำบากแน่ๆ ในย่างกุ้งมีโรงแรมดีๆ มาเปิดเยอะ อย่างที่เรานอนก็จะเป็น Novotel ใจกลางกรุงย่างกุ้ง ที่มี Rooftop Wine Bar เห็นวิวเป็นเจดีย์ชเวดากอง หรือถ้าอยากลดบัดเจท แต่คงอยากนอนโรงแรม Chain ที่ไว้ใจได้จาก Accor Hotel  ไม่ต้องไปลุ้นวัดดวงที่หน้างาน ว่าหมอนจะมีผมของใครมั้ยน้าา หรือว่าผ้าเช็ดตัวเค้าจะซักหรือป่าว คราบที่พรมนี่เลือดหรือไวน์5555 (แค่นึกก็สยองแล้ว)  ที่นี่ก็ยังมีตัวเลือกอย่าง Ibis style hotels, Comfort Hotel ที่ราคาเป็นกันเอง รับประกันความสะอาดได้มาตรฐานเหมือนกันทั้งโลก ที่ตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งเหมือนกัน ใครสะดวกแบบไหนก็เลือกเอาดู


เช้าวันต่อมาเราวาร์ปตัวเองกันเดินทางในประเทศไปที่ Heho Airport เพื่อเข้าสู่รัฐฉาน ไปชมทะเลสาบที่โด่งดังที่สุดของที่นี่ Inle Lake

ขอพูดถึงสายการบินนิดนึง เรานั่งสายการบิน Myanmar Air สำหรับการเดินทางภายในประเทศ ที่ตอนแรกก็กล้าๆกลัวๆแต่เอาจริงๆ ว่า Myanmar air ไม่ธรรมดาเลยนะ เพราะว่าเค้าบินลงสนามบินทั่วพม่าทั้งหมด 28 สนามบิน!! อะคิดดูว่า บ้านเราถ้าเป็นคนลำพูน อยากนั่งไปกรุงเทพนี่ตั้งโบกรถมาลงเชียงใหม่ก่อนนะ นี่ยังไม่นับจังหวัดกึ่งๆกลางๆอย่าง นครสวรรค์  หรือกำแพงเพชร อะไรงี้ลำบากมากเวลาจะต้องนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ นึกๆ ดูแล้วจุดนี้พม่าเค้าก็นำเราไปแล้วเหมือนกันนะคะ (นึกอีกแง่…จังหวัดเล็กๆ มีกำลังเปิดสนามบิน แสดงว่ามีความต้องการของผู้โดยสาร แสดงว่าทุกจังหวัดเล็กๆ มีคนมีตังจ่ายค่าเครื่องบินกันนะคะ ประเทศไทยระวังจะตามเค้าไม่ทันเอานะ) ถึงแม้จะเป็นสนามบินเล็กๆ แต่เรามองว่ามันเป็นการวางแผนที่ยิ่งใหญ่ทีเดียวเลยสำหรับพม่า เรานั่งจากสนามบิน ย่างกุ้ง มา Heho ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง และนั่งรถต่ออีกประมาณสองชั่วโมงเพื่อมาถึง Inle Lake

เรามาพักสั่งอาหารเที่ยงที่ View Point Lodge and Fine cuisine ที่เป็นทั้งร้านอาหารแบบ Fusion และที่พักสำหรับเรามาที่นี่เพื่อมากินอาหารแต่ไม่ได้กินที่ร้าน เพราะเราจะขอให้เค้าไปเสิร์ฟกลางทะเลสาบ!!! โอโห้ หรูหราหมาหอนไปอีก ใครอยากมีประสบการณ์เก๋ๆ ก็มาติดต่อที่ร้านแบบเราได้ เป็นการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวอินเลแบบพิเศษๆ ที่รู้สึก exclusive สุดๆ

อาหารจะค่อยๆมาเสิร์ฟจากเรือที่เป็นเรือขนสะเบียง แล้วก็จะเสิร์ฟไปเรื่อยๆ ทีละคอร์สๆ กินไปชมวิวไป กินไปกินมาอาจจะต้องประคองจานประคองแก้วไว้ด้วยเพราะบางทีเรือข้างๆ กันจะเข้ามากระทบกันบ้าง555 ขอน้องที่พายมาถ่ายรูปเล่นด้วยบ้าง แถมไม่พอถ้าเป็นพวกลำไส้สั้น กินแล้วออกเลยแต่สงสัยว่าจะต้อง อี้ ลงทะเลสาบหรอ บอกเลยว่าไม่จะเป่าปากสองทีก้จะมีเรือส้วมมาทาบข้างๆเพื่อคอยบริการ เกร๋ๆไปอีก

ทะเลสาบอินเลเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสองของพม่า และที่นี่มีผู้คนอาศัยอยู่มานานนม แทบจะว่าเป็นเมืองแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ กิจกรรมอย่างหนึ่งที่มักนิยมทำกันถ้าหากว่ามาเที่ยว ทะเลสาบอินเลคือ การเช่าเรือเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชาว อินทาที่นี่ ใช้ชีวิตเหมือนบนบกทุกอย่าง เรา Hopping ไปตามบ้านต่างๆ มีทั้งชุมชนทอผ้า ผลิตยาสูบ ตีมีด โดยทุกคนอาศัยอยู่เหนือน้ำรอบๆทะเลสาบ

หลังจากทานเสร็จเราก็ไปเยี่ยมชมวัดกันต่อ กลางทะเลสาบจะมีวัดลอยน้ำชื่อดังอยู่วัดนึง ที่ครั้งหนึ่งเคยขึ้นชื่อเรื่องการโชว์แมว! พระที่นี่เคยจัดแสดงแมวกระโดดลอดห่วง แต่เผอิญพระองค์นั้นเกิดมรณภาพไปแล้ว การแสดงจึงไม่มีอีกต่อไป

ที่พักทะเลสาบอินเล

เราพักที่โรงแรม Novotel Inle lake Myat min  ที่นี่มีท่าเรือที่เข้าได้จากทางทะเลสาบได้เลย ความดีงามนอกจากห้องแล้ว คือท่าเรือหันหน้าออกทางทิศตะวันตก ถ้าเราไปเที่ยวกลับมาเหนื่อยๆ รีบอาบน้ำแล้วนั่งจิบคอกเทลเย็นๆ หรือถ่ายรูปเล่นคือดีสุดๆ

หรือใครยังรู้สึกว่าไม่พอ สามารถจ้างให้เรือออกไปชมพระอาทิตย์กลางทะเลสาบ เห็นชาวประมง อินทา พายเรือด้วยเท้ามีแบคกราวเป็นพระอาทิตย์ตกก็ฟินสุดๆไม่แพ้กัน


เช้าต่อมาเราใช้เวลาช่วงเช้าสุดท้ายในทะเลสาบอินเลในการดูการเแสดงแข่งเรือพาย ที่โด่งดังของที่นี่เพราะว่าชาวอินทามีเอกลักษณ์ในการใช้เท้าพายเรือใช่มั้ย ทุกๆหน้าร้อนเค้าก็จะมีการแข่งเรือยาวมันๆแบบบ้านเรา แต่ทั้งหมดใช้เท้าพาย

จบทริปพม่าครั้งนี้ สิ่งที่ประทับใจสุดๆ ไม่เเพ้สถานที่ก็คือคนพม่า เรากลับรู้สึกไม่ชอบตัวเองไปเลยว่าก่อนหน้านี้ทำไม เราหรือหลายๆ คนถีงมีอคติกับคนพม่าในหลายๆเรื่อง แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้วพอเราเอ่ยปากบอกกับคนพม่าคนไหนๆว่าเราเป็นคนไทยแล้ว เค้าก็ยิ้มแย้มเบิกบานและตื่นเต้นกับการเป็นคนไทยของเรามากๆ หรือแค่ไปซื้อของในตลาดบอกว่าเป็นคนไทย เค้าก็อยากแถมให้หยิบนั่นหยิบนี่เกินให้ตลอด

พม่ากลายเป็นอีกที่ที่เรารู้สึกว่ายังมีอะไรให้ดูอีกมาก จนต้องเอาขึ้นลิสต์ประเทศที่ “ไปครั้งเดียวไม่พอ” บอกกับตัวเองว่าปลายปีจะต้องมาอีกให้ได้ จะกลับมาไหว้พระ มานอนชิวๆ กินบรรยากาศที่เค้าว่าดีที่สุดของปี ในช่วงเดือน พฤศจิกายน

Input your search keywords and press Enter.