Julley! Here we are Leh Ladakh

 

 

คงจะไม่ต้องพูดพร่ำอะไรให้มาก เพราะเชื่อว่า เลห์ ลาดักห์ นั้นคุ้นหูทุกคนกันดีอยู่แล้ว ด้วยความสวยงามของวิวหลักล้าน ทั้งเทือกเขาสูง ไล่ระดับเรียงตัวกันยาวสุดลูกหูลุกตาสลับกับทุ่งหญ้าสีเขียวเป็นหย่อมๆ ตัดกับหิมะสีขาว มองเพลินๆ เคลิ้มนึกว่าอยู่ไอซ์แลนด์ แต่พอเผลอหลับไปแว้บเดียว ลืมตามาดันเจอทะเลทราย เหมือนอยู่กลางซาฮาร่าซะงั้น

แต่แน่นอนว่าความงามระดับตัวท็อป เหมือนนางงามตัวเต็งที่ลอยแพเข้ารอบ 6 คนสุดท้ายแบบนี้เนี่ย มันไม่ได้จะได้กันมาง่ายๆ นะ ตามแบบฉบับคนสวย ที่รู้ตัวว่าสวย(แบบเรา) ก็จะต้องเล่นตัวนิดๆ ทำให้เสียวหน่อยๆ ให้ได้ลุ้นไส้บิดไปกับถนนแสนขรุขระ ที่ทั้งแคบ และคดเคี้ยว เลี้ยวทีนึง เหมือนเครื่องในไหลเทไปอยู่อีกฝั่ง

แถมยังเป็นกรวดหินดินลูกรัง รู้สึกเหมือนโดนจับมัด เข้าเครื่องเล่นแร็ปเตอร์ แล้วเขย่าๆ ในสวนสนุกอย่างน้อยๆ วันละ 3 ชั่วโมง พร้อมพิสูจน์ตนด้วยการอาบน้ำสามวันที และตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะไม่มีทั้งสัญญาณโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ต!

ดังนั้นอย่าพึ่งทำเท่ห์ กำเงินหมื่น กดจองตั๋ว แล้วพุ่งตัวออกไปสนามบิน เพราะเราว่าจะเที่ยวเลห์ ลาดักห์ให้สนุกสุดๆ นั้น เพื่อนร่วมทางที่ดี คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดของทริปนี้!

“ไปเที่ยวที่ไหน ยังไม่สำคัญเท่าคนที่ไปด้วย” ประโยคนี้อาจจะขัดใจนักเดินทางสายลุยเดี่ยวไปบ้าง แต่ขอนั่งยัน ยืนยัน นอนยัน ว่าการมีเพื่อนที่รู้ใจสุดๆ (ก็กลุ่มเดียวกับที่นัดแต่ละครั้งยากเหลือเกินนั่นแหละ) เอาไว้ชวนกันชี้นกชี้ไม้ดูวิว เม้าท์มอยคนที่เคยกรี๊ดสมัยเรียน แต่สุดท้ายก็นกทั้งกลุ่ม

หรือจะเปิดคาราโอเกะเคลื่อนที่ในรถ แหกปากร้องเพลงที่ชอบฟังจากช่องมะจัง และออกสเต็ปเด้งรับแรงเหวี่ยงทุกทางโค้งนั้น ทำให้ทริปที่เคยคิดว่าจะโหด ชวนเสียน้ำตา กลับกลายเป็นทริปเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความทรงจำดีๆ แทนได้ง่ายๆเลย

อ้อ นอกจากนี้ อีกเคล็ดลับการเที่ยวเมืองเลห์ ลาดักห์ให้สนุกสุดๆ นั้นง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก ขอแค่ยิ้มเข้าไว้ แล้วพูดดังๆว่าจุลเลย์”  รับรองว่าไม่มีแป้ก เพราะมันแปลได้ทั้ง สวัสดี ลาก่อน ขอบคุณ และขอโทษ เหมาะกับคนขี้ลืมสุดๆ จำคำเดียว ใช้ได้ทุกสถานการณ์เด้อ


ไปเลห์ ต้องไปที่ไหนบ้าง?

Ladakh (ลาดักห์) ตั้งอยู่ตอนเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งประกอบไปด้วย สองเมืองหลักๆที่นักท่องเที่ยวนิยม คือ Srinagar (ศรีนาการ์) และ Leh (เลห์) แพลนเที่ยวที่ฮิตๆกัน ก็ประมาณ 5-10วัน สามารถไปขี่มอเตอร์ไซต์ตะลุยเอง หรือซื้อทัวร์ท้องถิ่น ที่มาพร้อมคนขับก็ได้

ส่วนตัวเราใช้ทัวร์ของ Mountain View Trek Ladakh โดยสามารถแอด Facebook เจ้าของไปได้เลย ชื่อ Sam นางตอบแชทเฟสเร็วกว่าตอบเมล์อีกค่ะคุณ โดยความดีงาม คือเราสามารถ customize ได้เต็มที่ จะมากลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ อยากไปที่ไหน อยากข้ามที่ไหน แค่บอกนาง เดี๋ยวนางจัดให้พร้อมเสนอแนะโรงแรมมาเรียบร้อย แถมยังสแตนบายช่วยเหลือตลอดเวลาที่อยู่ที่นู่น รถสภาพดี คนขับรถพูดภาษาอังกฤษได้ และใจเย็น พวกเราจะเสียงดัง จะวิ่งไปวิ่งมาเป็นลิงบนรถ จะอ้อยอิ่งถ่ายรูปนานแค่ไหนก็ไม่เคยบ่น หรืออยากแวะ ก็จัดให้ตลอด

**พวกราคา Taxi หรือค่ารถพร้อมคนขับนั้นถูกควบคุมโดยรัฐบาล เป็นราคามาตรฐาน  ทุกที่เท่ากัน ไม่ต้องห่วง โก่งราคาไม่ได้อยุ่แล้ว อ้อ! หรือใครเป็นสิงห์นักบิด จะมาเช่ามอเตอร์ไซต์ขับตะลุยเอา ก็ได้อีกอารมณ์ดี แต่อาจจะลำบากนิดหน่อยช่วงหน้าหนาว ที่ถนนบางเส้นจะปิดไม่ให้ผ่านนะ

ด้วยความที่กว่าจะเคลียร์คิวกันมาได้เยอะขนาดนี้ เลยจัดเต็ม ไปรวดเดียวทั้งเลห์ และศรีนาการ์ร์ ใช้เวลาทั้งหมด 9 วันถ้วน และเพื่อให้ตามรอยได้ง่ายๆ เราเรียงให้ทีละวันตามนี้เลยละกันนะ


Day 1 : Bangkok – Delhi – Leh Town

ตอนนี้ยังไม่มีสายการบินไหนที่บินตรงจากไทย ทุกคนจำเป็นต้องไปต่อเครื่องที่ New Delhi ก่อน รวมเวลาก็ประมาณ 6 ชม. + เวลา Transit โดยไปถึงปุ๊ป นอกจากวิวที่สวยกระแทกหน้าตั้งแต่นั่งบนเครื่องมาแล้ว ก็อากาศนี่หละจ้า ลมแรงกระแทกเข้ามาเต็มๆ ดังนั้นวันแรกทุกคนจะโดนบังคับให้นอนพัก และอยู่แค่ในตัวเมืองเพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชินกับพื้นที่สูง และความกดอากาศ โดยมีประกาศตั้งแต่บนเครื่อง และตอกย้ำอีกรอบจากปากเจ้าของไกด์ทัวร์ และที่พัก ว่าห้ามโลดโผนเด็ดขาด ให้ค่อยๆ เดิน หายใจลึกๆ ห้ามสูบบุหรี่ และสุดท้าย ห้ามอาบน้ำ แหม่ จริงๆ ก็ไม่ได้อยากทำเลย แต่พี่เขาห้ามมา ก็สบายเราเลยทีนี้ ฮ่าๆ


Leh palace พระราชวังที่ตั้งสูงเด่นกลางเมือง จริงๆ ในตัวพระราชวังเองไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ เพราะอยู่ในช่วงบูรณะปรับปรุง แต่วิวจากชั้นบนสุดนั้น ทำให้หยุดหายใจได้เหมือนกัน

**ประเทศไทย และอินเดียมีสัญญาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวตัวหนึ่ง ทำให้นักท่องเที่ยวที่ถือพาสปอร์ตไทย สามารถเข้าไปชมสถานที่ต่างๆ ในอินเดีย ในราคาคนอินเดีย อย่าง Leh Palace เนี่ย จาก 100 รูปี ก็เหลือแค่ 15 Rs เท่านั้นนะเออ น่ารักก


Main square เป็นย่านการค้าหนึ่งเดียวของเมือง รวมร้านค้า และร้านอาหารมากมาย ใครขาดเหลืออะไร ก็มุ่งตรงมาที่นี่ได้เลย ทั้งของฝาก เสื้อผ้า เครื่องประดับ ร้านขายยาร้านหนังสือ เอเจนท์ทัวร์ ร้านเช่ารถ ผลไม้ อาหารการกิน ของสดของแห้ง มีหมดเด้อ

โดยถ้าเป็นของแห้ง ส่วนมากจะมีราคาระบุชัดเจน แค่อย่าลืมเช็ควันหมดอายุก่อนซื้อแต่พวกของฝาก ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการต่อราคาแล้วหละ เพราะเพื่อนเราซื้อผ้าแคชเมียร์มาผืนละ 900 รูปีจากที่นี่ แต่ไปเจอแบบเดียวกันเป๊ะ แต่ต่อราคาได้เหลือ 200 รูปีที่เดลี เจ็บแต่จบจริง และอย่าลืมกิน Apricot Juice มันอร่อย! มาก! มาก!


Shanti Stupa จริงๆ ถ้ามองจาก Leh Palace ก็จะเห็นเจดีย์ขาวๆตั้งตระหง่านอยู่อีกฝั่ง ซึ่งเจดีย์สันติภาพแห่งนี้นั้น เป็นการฉลองครบรอบ 2,500 ปี ของศาสนาพุทธของหมู่บ้านโดยความพีคอยู่ที่วิว Panorama 360องศา ที่เห็นทั้งเมืองว่าถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาจริงๆ เป็นจุดยอดนิยมสำหรับการเก็บแสงเย็น และทำอัลบั้ม Portrait 555


Day 2 : Eastern part of Leh

วันที่สอง เรายังคงโดนคุมความประพฤติ ห้ามอาบน้ำ และห้ามเคลื่อนไหวเยอะ เลยเป็นการเริ่มต้นทัวร์รอบเมืองแบบเบาๆ ให้พอได้ว้าว! กับวิว และวัฒนธรรมสุดแสนจะน่ารักของที่นี่

วัด Hemis (เฮมิส) เป็นหนึ่งในวัดที่มีประวัติศาสตร์ และสำคัญด้านการศึกษาพระพุทธศาสนา ตั้งแอบอยู่ในหุบเขาลึก ส่วนตัวชอบสีสันของตัวตึก ที่เข้ากับวิวภูเขาสลับสีด้านหลังมากๆ ถ่ายรูปเพลินๆ ไม่รู้ตัวได้เป็นชั่วโมงเลยล่ะ

ซึ่งแน่นอนว่า ที่วัดนี้จะได้พบเจอเหล่าลามะทั้งหลายมาศึกษาธรรม และคอยดูแลวัดอยู่ ซึ่งการจะถ่ายรูปเขาเนี่ย ควรขออนุญาต และเคารพสิทธิ์ของเขาด้วยนะ :)


Shey Palace ป็นอดีตพระราชวังที่ผ่านร้อน ฝน หนาว มากว่า 500 ปี ด้านในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปทองแดงที่สูงใหญ่ขนาดตึกสามชั้น

ความพีคอยู่ที่วิวด้านหน้า ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีแม้ในหน้าหนาว และบ่อน้ำ ที่ดูไป ดูมา เหมือนนิวซีแลนต์แดนภารตะไม่มีผิด ถ่ายไปก็กรี๊ดในใจไป


Thiksey เป็นที่ๆได้รับฉายาว่า Mini Potala เนื่องจากผู้สร้างตั้งใจจำลองแบบมาจาก Potala Palace ที่ทิเบต ถือเป็นหนึ่งในวัดที่สวยงามที่สุดในแคว้นลาดักห์ สูงถึง 12 ชั้น เล่นเอาเดินหอบเหมือนกัน 555

ส่วนตัวเราชอบที่นี่มาก เพราะนอกจากความสวยงามแล้ว พอเข้าไปในตัววัดปุ้ป รู้สึกมันสงบอย่างบอกไม่ถูก แถมตัววัดเองก็สวยแบบเรียบง่ายด้วยเอกลักษณ์อาคารสีแดงและขาวเรียงรายลดหลั่นตามเนินเขา ตอนที่แอบไปนั่งคุยแบบรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องเยอะ กับผู้ดูแลวัด เขาก็บอกว่าในนี้มีวัดย่อยๆ อยู่ภายในวัดใหญ่อีกเป็น 10 วัด เป็นแหล่งรวมศรัทธาของคนแถบนี้ พ่อแม่หลายคนก็ส่งลูกมาเข้าโรงเรียนที่นี่ตั้งแต่เล็กๆ เลย


Day 3 & 4 : Long long way to Nubra Valley

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่รอคอยซะที! วันนี้เราเดินทางออกจาตัวเมืองเลห์ เพื่อไป Nubra Valley โดยไฮไลท์การเดินทางก็คือการนั่งรถยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง! และต้องขับผ่านหนึ่งในเส้นทางที่สูงที่สุดในโลก!!! หรือ Khardung La Pass เป็นการเปลี่ยนระดับความสูงอย่างรวดเร็ว จาก 3พันกว่าๆ บนตัวเมือง ขึ้นไปเป็นเกือบๆ 6พันในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งถือว่าอันตรายมาก เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในตอนท้าย

มันเป็น 7 ชั่วโมงที่หลับตาลงไม่ได้จริงๆอะ เหนื่อยก็เหนื่อยนะ นั่งจนเมื่อยก้น แต่มันก็สนุก เวลาได้เห็นอะไรแปลกตา ทั้งรถ คือ เม้าท์กันอยู่ แต่หันไปเจอมุมสวยๆ แต่จอดไม่ได้ บทสนทนาก็จะเงียบลงแป็ปนึง เปลี่ยนเป็นเสียงพร้อมใจกัน กดรัวชัตเตอร์แทน ละค่อยหันมาเม้าท์ต่อ 555 เป็นความสวยๆ งามๆ ที่ทำให้ต้องแลกกันมาด้วยความทรหด อดทน

สำหรับเรา ส่วนตัวชอบช่วงหลังลงจากเขามากๆ ชอบที่วิวมันจะค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากหิมะขาวโพลนแสบตา มาเป็นทุ่งหญ้าสีเหลือง จนค่อยๆ แห้งลงเหลือแค่หิน หน้าผาที่ไล่โทนสี สลับไปมา ยาวไปเรื่อยๆ สุดลูกหูลูกตา จนกระทั่งโผล่มาเจอแม่น้ำสีฟ้าฉูดฉาดออกมาจากฉากหลัง และจบด้วยทะเลทราย!

คืนนี้เราเลือกนอนที่ Nubra Eco Lodge คืนนึง ซึ่งถ้ามาหน้าร้อนจะฟินมากเด้อ เพราะในเต้นท์คือสวย และชิวมาก แต่นี่อุณหภูมิเลขตัวเดียว และลมแรงระดับพัดลมเบอร์ 8 เลยต้องขอย้ายห้องหอบผ้าขึ้นไปนอนบนตึกแทบไม่ทัน 555

ส่วนเช้าอีกวัน เราพุ่งตัวไปที่ Silver Sand Dune ซึ่งอยู่ถัดไปอีกนิดหน่อย ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อฮุนเดอร์ เพื่อลองขี่อูฐ ทำตัวเป็นฟ้าจรดทราย ตามหาเจ้าชายและเจ้าหญิงอะไรยังงั้นอะแกร นั่นคือภาพที่จินตนาการไว้ ว่าจะได้เจออูฐที่สูงสง่า ขายาว เหมือนที่เจอที่โอมานแน่ๆ

แต่อ่าวเห้ย! ทำไมน้องอูฐถึงอ้วน และขนพองขนาดนี้ 555 แถมเอะอะ ก็จะล้มตัวลงนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นอีก ตลกไปอีกแบบดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการขี่ ก็อยู่ที่ 15 นาที 150 รูปีเด้อ ไม่แพงเลย


Day 5 & 6 : Nubra Valley to Pangong Lake

จาก Nubra Valley วันนี้ก็จะเป็นวันทรหดอีกวัน ที่ต้องนั่งรถยาวๆ ร่วม 6 ชั่วโมง แต่เป็นทางเลียบเลาะเขาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องห่วงอาการแพ้ความสูงแล้วทุกคนเลยเอ็นจอยกับวิวได้เต็มที่ และก็เป็นวิวธรรมดาๆ ที่เราจ้องได้ทั้งวันไม่เบื่อเลย ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกว่า ธรรมชาตินี่โคตรยิ่งใหญ่อะ ได้อารมณ์เหงาๆ เหมือนหนังเรื่อง Marsian เลย

หลังจากกินก็แล้ว นอนก็แล้ว ร้องเพลงก็แล้ว วนไปวนมาสิบตลบ จนกล้ามเนื้อก้นเกือบเสื่อม ด้านชา ไร้ความรู้สึก ทะเลสีฟ้าสดๆ ก็เริ่มโผล่แง้มตัวออกจากภูเขา ใช่! เรามาถึงปันกองเลค ทะเลสาบน้ำเค็มสีครามสดที่อยู่สูงที่สุดในโลก 

ทะเลสาบปันกอง (Pangong Tso) หรือชื่อว่าทะเลสาบผางกงโฉ (ในภาษาจีน) ซึ่งเป็นพื้นที่พรมแดนทับซ้อนของอินเดียและจีน โดย 40% ของความยาวทะเลสาบจะอยู่ในอินเดียและส่วนอีก 60% ที่เหลือจะอยู่ในดินแดนจีน ความพีคของการมาถึงที่นี่ นอกจากวิวอลังการดาวล้านดวงแล้วก็คือ ที่พักที่เราจองไว้ ยังไม่เปิดทำการ! อ่าวเห้ยยยย! ลอยแพหนูกันยังงี้เลยหรอพี่ จุดๆนั้นคือจะมืดแล้ว และหนาวมากกกก ไม่กล้าคิดเลยว่าถ้าต้องนอนบนรถจะเป็นยังไง…

แต่สุดท้ายพระเจ้าก็เข้าข้างคนสวย คนขับรถช่วยจัดการธุระให้เสร็จสรรพ ตกลงไปมาโวยวายโช้งเช้งจนเราสามารถเข้าพักอีกที่นึงได้ โดยไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเติม แต่กระนั้นแล้วก็อย่าหวังว่าจะได้นอนทิ้งตัวลงบนเตียงอุ่นๆ นุ่มๆให้คลายเมื่อยจากที่นั่งรถติดๆกันมาหลายชั่วโมง เพราะที่นี่ไม่มีฮีทเตอร์ ไม่มีเครื่องทำน้ำร้อน ไม่มีไฟฟ้า มีแค่ผ้าห่มหนาๆคนละผืน กลางอุณภูมิ -7 องศา แบบหนาวจนน้ำที่วางไว้ในห้อง กลายเป็นน้ำแข็งเอง!

ดังนั้นขอให้เตรียมตัวมาให้พร้อม ถุงอุ่น เสื้อผ้า ถุงมือ ถุงเท้า อย่าให้ขาด ถ้าไม่อยากผ่านประสบการณ์แข็งตาย นอนไม่หลับ มือเท้าเย็นจนชาไร้ความรู้สึก หรือถ้าใครสู้ จะมาช่วงหน้าหนาวเลย ก็ห่อตัวเองเป็นหมีให้พอ แล้วสามารถไปนั่งจิบชา ชมดาวที่เยอะมากๆ เหมือนจะพุ่งลงมาแทงตากลางทะเลสาบปันกองที่แข็งเป็นลานไอซ์สเก็ตได้จ้า

อ้ะ ก่อนจะกลับเข้าเลห์กัน ก็ต้องผ่านอีกจุดสูงก็คือ Chang La Pass ที่ความสูงระดับ 5,360 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล แล้วดาวก็ทำมุมอีกครั้ง เมื่อหิมะตก แล้วถนนถล่ม! ทำให้รถติดมาก เนื่องจากมีหลายคันที่ติดหล่มหิมะ จากที่เส้นทางนี้ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง กลายเป็นล่อไปเกือบ 6 ชั่วโมง และห้ามหลับด้วย! เดี๋ยวขาดอ็อกซิเจน อือหืออ ดาวทำมุมจริงๆ จ้า


Day 7 : Northern part of Leh

และหลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวล ใช้ร่างกายไปอย่างหนักหน่วงภายในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา วันสุดท้ายในเลห์ ก็เลยเป็นวันหลวมๆ เพื่อพักร่าง ที่แรกก็คือ Confluence of Zanskar & Indus river หรือจุดบรรจบของแม่น้ำสองสายสองสีไหลมารวมกัน แต่วันที่ไปเหมือนสีจะตก มันเลยไม่ค่อยต่างเท่าไหร่ 555

จากนั้นก็มุ่งตรงไปอีกจุดหมาย ไฮไลท์ของวันนี้ ก็คือ Lamayuru ว่ากันว่าเป็นดินแดนผิวโลกพระจันทร์ มีเนินเขาที่มีพื้นผิวแปลกตา เกิดจากการกัดเซาะของลมและกระแสน้ำเป็นเวลายาวนาน พื้นผิวแปลกๆ ดูแห้งแล้งไปหมดทุกทางเนี่ย เหมาะกับการถ่ายรูปสุดๆ


Day 8 & 9 : Leh to Srinagar

ส่วน 2 วันสุดท้ายนี้ จริงๆ เราตั้งใจเดินทางด้วยรถไปยัง Srinagar แต่ติดปัญหาถนนปิด เพราะหิมะถล่ม ทำให้ต้องจองตั๋วเครื่องบินกันฉุกละหุก และในความโชคร้ายสุดๆนั้น ก็ยังพอจะมีโชคดีอยู่บ้างตรงที่ วันที่เราจะเดินทาง ตรงกับวันเดียวของสัปดาห์ที่มีเที่ยวบิน! โอ้ย จะบ้าตายค่า

Boat House & Dal Lake หนึ่งในธรรมเนียมของการมาศรีนาการ์ ก็คือการนอนบนบ้านเรือ ทำไมต้องบ้านเรือด้วย? อันนี้เขาว่ากันว่า มีที่มาจาก ชาวอังกฤษที่เข้ามาในแคชเมียร์ และในช่วงแรกๆ ยังไม่สามารถถือครองที่ดินได้ จึงแก้ปัญหาโดยการสร้างบ้านเรือเป็นที่อยู่อาศัยในทะเลสาบ แล้วกลายเป็นที่นิยมของชาวแคชเมียร์ในเวลาต่อมานั่นเอง

ซึ่งรอบที่แล้ว เราพักข้างนอก Dal Lake ก็จะได้อีกอารมณ์นึง คราวนี้เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศมานอนในทะเลสาบดาลดูบ้าง เรารู้สึกว่ามันก็จะส่วนตัวกว่านิดหน่อย แต่ก็ต้องเข้าออกลำบากด้วย เรือชิคาราเสมอ เหมาะกับการนั่งชมวิวเอื่อยๆ จิบชาร้อนๆ และต่อราคากับร้านขายของสารพัดที่แวะเวียนกันมาบุกถึงระเบียงบ้าน ซึ่งใครมั่นใจว่าต่อราคาเก่ง ขอแนะให้มาประลองฝีมือกับพวกนางดูจ้า


สุดท้าย ไปเลห์ คุ้มไหม?

คุ้มมาก! เป็นทริปที่เรากล้าพูดได้เต็มปากว่า เป็นประสบการณ์ที่สุดๆครั้งนึงในชีวิตจริงๆ มันไม่ได้สบายก็จริง แต่เชื่อว่าสิ่งที่จะได้เห็นนั้นสวยจนหยุดหายใจได้ แต่ถ้าใครจะเถียงว่า มาแค่ดูวิว ก็ดูจากรูปเอาก็ได้ คือจะอธิบายยังไงดีล่ะ ว่า บรรยากาศที่ได้สัมผัส ผู้คนที่ได้เจอ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ คนที่ไปด้วย

สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ มันเหมือนเป็นเครื่องปรุงรสชั้นดี ที่ทำให้การเดินทางนั้นมีความหมาย มากกว่าแค่นั่งดูรูป หรือแค่นั่งอ่านรีวิวแน่นอน เราอยากแนะนำว่าให้ไปช่วงหน้าร้อน ที่อากาศดีๆ ไม่หนาวเกิน ถนนเปิดครบทุกช่วง ร้านค้ากลับมาเปิดเต็มที่ ช่วงเดือน 6 – 8 จะได้สบายใจว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวหนาว แต่ก็ต้องเตรียมใจว่าคนจะเยอะมากเช่นกัน ทางที่ดี ก็ควรจะติดต่อทัวร์ให้เรียบร้อยไปก่อน


ไปเลห์ เตรียมตัวอะไรบ้าง?

ต้องย้ำตรงนี้ ว่า ทริปนี้ลุยพอสมควร ดังนั้น “เตรียมใจ” ให้พร้อมคือสิ่งสำคัญที่สุด ศึกษาว่าจะต้องเจออะไรบ้าง อันไหนเราไหว ทำ อันไหนไม่ไหว อย่าฝืน และทั้งนอกจากปัจจัยพื้นฐานของการเดินทาง อย่าง Passport, Visa, ตั๋วเครื่องบิน และแพลนการเดินทางแล้ว เราขอเน้นย้ำว่า ควรซื้อประกันติดตัวไว้ด้วย!

ซึ่งรอบนี้ เราซื้อประกันสองแบบ คือ ประกันการเดินทางปกติ ไว้สำหรับชดเชยหากกระเป๋าหาย เครื่องบินดีเลย์ และอื่นๆ กับอีกตัวนึงก็คือ ประกันอุบัติเหตุ ที่การคุ้มครองนั้นจะมากกว่า รวมไปถึงการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ที่บางที ประกันการเดินทางตัวเดียวเอาไม่อยู่ หากมีเรื่องที่ไม่คาดคิด หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น การมีไว้ทั้งสองอย่างติดตัวนั้น อุ่นใจกว่าเยอะ

แน่นอนว่าจะเลือกทำกับบริษัทไหนอะไรยังไงก็ได้ เลือกที่มันแมทช์กับเราที่สุด อย่างรอบนี้เราเลือก ‘ประกันคนกล้า’ จากเอฟดับบลิวดี ที่คุ้มครองสูงสุดถึง 5 ล้านบาท กับเงื่อนไขที่ไม่จุกจิก และเป็นประกันตัวเดียวที่กล้าคุ้มครองครอบคลุมทุกกิจกรรม ทั้งอุบัติเหตุ กีฬา กิจกรรมผาดโผน สาธารณภัย และสงครามกลางเมือง มีประกันอันนี้ติดตัวไว้ละอุ่นใจมาก ไม่ต้องกลัวจะเคลมยาก อยากทำไร เอ้า! ลุย ขอแค่ไม่เมาแอ๋ไปตบตีกับใครมาก็มาก็พอ มีเอฟดับบลิวดีตัวนี้หายห่วงเลย

อีกอย่างที่ต้องเตรียมตัว เตรียมใจ คือ สัญญาณโทรศัพท์ และสัญญาณไวไฟนั่น เป็นยิ่งกว่า แรร์ไอเท็ม ยิ่งช่วงหน้าหนาวนะ บอกพ่อบอกแม่ไว้ได้เลย ว่าจะหายไปกี่วัน เพราะสัญญานล่มจ้า ใช้ไม่ได้ทั้งเมือง ขาดการติดต่อกันประมาณ 3 เดือน ซึ่งมองอีกแง่ มันก็ดีเหมือนกันนะ คงมีไม่กี่ครั้ง ที่เราสามารถโฟกัสอยู่กับการเดินทางตรงหน้าจริงๆ เอ็นจอยปัจจุบัน อยู่กับคนในปัจจุบัน ไม่ต้องห่วง พะวงอย่างอื่นๆ


ไปเลห์ อันตรายไหม?

จากที่พูดทิ้งไว้ข้างต้น มันจะมีโรคอันนึง ที่อยู่คู่กับความสูง ก็คือ AMS (Altitude Mountain Sickness) ให้แปลง่ายว่าโรคแพ้ความสูง เป็นภาวะที่ร่างกายปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงความความกดอากาศ เนื่องจากความสูงเนี่ยไม่ทัน แล้วแสดงอาการต่อต้านออกมา มีตั้งแต่ขึ้นเบาๆ เช่น ปวดหัว อาเจียน ผสมกับหายใจไม่คล่อง จะเป็นลม และง่วง ถ้ามาเบอร์นี้ ลองจับยัดออกซิเจนกระป๋องแล้วคอยสังเกตอาการ และที่สำคัญคือ **ห้ามหลับ** เด็ดขาด

ที่บอกว่าห้ามหลับ ก็เพราะว่ามันเกิดจากประสบการณ์ตรง ที่มีเพื่อนร่วมทริปเราเกือบไม่รอด! มันพีคมาก เครียดมาก เพราะตอนที่อยู่บนถนนนั้นระหว่างนั้นมันไม่มีอะไรเลย นอกจาก ตัวคุณ และภูเขา! อ่ะ เรื่องมีอยู่ว่า ถนนเนี่ยมันแคบมาก รถเลยวิ่งได้ทีละคัน แซงไม่ได้ และทางชันมากต้องค่อยๆ ขับ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงที่ ดันมีรถขนส่งสินค้าคันใหญ่ๆ อะ เป็นขบวน 10 คันนำหน้าอยู่ และวิ่งช้ามากๆ ช้าแบบรถข้างหลับจอดแช่นิ่งเป็นชั่วโมงๆ จนเพื่อนคนนึงเผลอหลับไป…แล้วก็ชัก! ชักหนักมากๆ และหมดสติไปแล้ว จะเรียกชื่อยังไงก็ไม่ตื่น! จุดนั้นคือพีคคคค กลัวไปหมด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เห็นน้ำใจ จากผู้คนในรถคันอื่นๆ ซึ่งติดอยู่ด้วยกันเนี่ย ขนออกซิเจนกระป๋อง ของมีค่ายิ่งกว่าเพชรมาให้  ซึ่งทำให้อาการดีขึ้น แล้วก็ประคับประครองกันไปจนถึงจุดยอด ซึ่งมีเต้นท์ปฐมพยาบาล ที่หน้าตาเหมือนค่ายบน Basecamp อะไรยังงั้น

เอ้า! อย่าพึ่งกลัวจนไม่กล้าไป เพราะคนที่มีอาการคือแค่ 1 จาก 13 คนเอง และเราไม่ได้อยากจะขู่ แต่อยากบอกว่าเรื่องนี้มันซีเรียสมากๆนะ การเตรียมความพร้อม คือ หัวใจหลัก ดังนั้นจงปฏิบัติตามคำแนะนำทุกอย่างอย่างเคร่งครัด แม้จะเป็นอะไรที่ดูเล็กน้อยอย่าง ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามอาบน้ำ หรือ ห้ามขยับตัวเยอะ เพราะโรค AMS เนี่ยมัน random สุดๆ ไม่เกี่ยวกับอายุ ความฟิตอะไรทั้งนั้น จะผู้ชายกล้ามปู เข้าฟิตเนสเช้าเย็นก็เป็นได้นะยะ โดยทางป้องกันอีกอย่าง คือ ทานยา Diamox ซึ่งทำให้เราปรับสภาพได้ง่าย และเร็วขึ้น มันเป็นยาเฉพาะนิดนึง หาซื้อได้แค่จากร้านขายยาใหญ่ๆ และอาจมีผลข้างเคียงทำให้หิวน้ำ ซึ่งก็พกไปอย่าให้ขาด และกินไว้ดีกว่าแก้เด้อ


สุดท้าย เชื่อเราเถอะว่า รูปวิวที่เห็นจากภาพ หรือเรื่องราวที่ได้อ่านจากรีวิวคนอื่น ยังไง๊ ยังไง มันก็ไม่สนุก และดีเท่ากับการ ลองก้าวออกจากความกลัว แล้วไปสัมผัส และสร้างประสบการณ์ในแบบฉบับของตัวเอง อย่ามัวเอาคำขู่ ความกังวลที่เคยได้ยินมาเป็นตัวรั้งเราไว้ โลกมันกว้าง และชีวิตมันสั้น เราอยากให้ทุกคนได้มีความทรงจำล้ำค่าแบบที่ประเมินค่าไม่ได้เป็นของตัวเอง ดังนั้นอย่าเชื่อเราว่ามันดียังไง สนุกแค่ไหน แต่ออกเดินทางไปให้รู้ด้วยตัวเอง

และถึงแม้ว่าเลห์ ลาดักห์อาจจะไม่ใช่ที่ๆ สบายที่สุด หรือที่ๆ สวยที่สุด แต่เรากล้าพูดว่าเป็น ที่ๆ ทุกคนควรได้มาซักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะมาพร้อมกับเพื่อนเยอะๆ ยิ่งเยอะ ยิ่งสนุก 555 มานั่งคุยเรื่องไร้สาระ ร้อง เล่น เต้นระบำฆ่าเวลานั่งรถแสนยาวนาน ผลัดกันถ่ายรูป ให้กำลังใจกันเวลาเหนื่อย แบ่งไข่ต้มคนละครึ่งฟองตอนหิว แต่ยังไม่ถึงที่พัก เชื่อซิว่า มันจะทริปที่ถูกพูดถึงไปอีกสิบๆ ปีเลย : )

Comments

comments