พูดถึงประเทศที่ใครหลายๆ คนเรียกว่า “ทั้งรักทั้งเกลียด” เหมือนชะนีที่ชอบเครื่องสำอางค์ แต่งหน้าทุกวัน แต่เกลียดทุกครั้งที่มีคอลเล็กชั่นแพงแสนแพงแต่ก็ต้องซื้อ เหมือนน้องหมาน้องแมวที่บ้านที่ชอบกัดนู่นกัดนี่ แต่พอมันทำตาใสแป๋วมานั่งมองหน้าเราก็ใจอ่อนวิ่งไปกอดทุกครั้ง นี่แหละค่ะ อินเดียที่เรากำลังพูดถึง

 

ด้วยความที่มันกว้างใหญ่ไพศาลและประชากรเยอะจนเรียกได้ว่า ไม่มีที่ไหนบนโลกไม่ขายโรตีและแป้งนาน จะให้รีวิวจนทั่วอินเดียก็คงต้องใช้เวลานานมากกว่าจะจบ เราเลยเลือกเป็นเมืองเด่นๆ มาให้ทุกคนทีละนิด ทีละนิด ค่อยๆ รักและซึมซับมันไปเรื่อยๆ ต้นปีก็ West Bengal กับโกลกาตา พุทธคยา พาราณสีกันไปแล้ว ปลายปีนี้ไปเที่ยวชัยปุระกันเถอะ!

มหานครสีชมพูที่มีเสน่ห์เหมือนสาวอินเดียนุ่งส่าหรีสีสดใสเดินไปเดินมา เมืองที่สามารถข้ามไปเที่ยวอัครา เพื่อดูอนุสรณ์แห่งความรักอย่างทัชมาฮาลได้ง่ายๆ หรือจะนั่งรถต่อไปเมืองสีฟ้า อย่าง Jodhpur ก็ไม่ยากเกินไป แถมถ้าใครยังมีภาพติดตากับรถไฟอินเดียที่อัดแน่นๆ ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรือที่เคยเห็นกัน ก็ไม่เป็นไร เพราะเมืองเหล่านี้เช่ารถไปได้ง่ายๆ หารกับเพื่อนที่ไปด้วยกันตกไม่กี่บาท แถมมีรถส่วนตัวคอยรับส่ง อย่างกับมหาราชาและมหารานีจากกรุงเทพไปเที่ยวเลยค่ะ


Preparing for colorful!


อินเดียเป็นประเทศที่คนไทยยังต้องทำวีซ่าอยู่ เมื่อก่อนจะมีทั้งทำแบบที่ศูนย์รับทำวีซ่าตรงอโศก ต่อมาก็เพิ่มให้สามารถทำ
E-Visa ในกรณีที่เดินทางด้วยเครื่องบินไปบางสนามบินหลักๆ ของเมืองต่างๆ มาต้นปีที่ผ่านมาค่ะคุณผู้ชม อินเดียขึ้นค่าวีซ่าแบบเกือบ 5,000 บาทสำหรับการไปทำที่ศูนย์รับทำวีซ่า แต่ทำออนไลน์แค่เกือบสองพันบาท เข้าได้ 2 ครั้งใน 6 เดือน ดังนั้นเราแนะนำให้ทำออนไลน์
> ดูรายละเอียดได้ที่ : https://indianvisaonline.gov.in/evisa/tvoa.html

ส่วนเงินแลกจากไทยไปได้เช่นกัน ค่าเงินคิดง่ายๆ คือ 1รูปี = 50 สตางค์ เพราะฉะนั้นของที่อินเดียจะถูกมากๆ เห็นอะไรก็น่าซื้อไปหมด คิดแบบไม่ต่อราคาระวังหมดตัวนะจ๊ะ แบบซื้อเพลินๆ ส่วนใครที่ห่วง Social Media เราแนะนำให้เปิด Data Roaming จากไทยไปดีกว่า เพราะการซื้อซิมการ์ดแบบถูกกฏหมายที่อินเดียค่อนข้างวุ่นวายและใช้เวลา เปิดแบบ Unlimited ไป 7 วัน ประมาณ 300 กว่าบาท สุดคุ้มไปเลยจ้า

เราออกเดินทางกับแอร์เอเชีย คนดีคนเดิม อ่านไม่ผิดจริงๆ ค่ะ เพราะเค้าพึ่งเปิดไฟลท์บินตรงใหม่ล่าสุดจากดอนเมือง – ชัยปุระ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ บินช่วงหัวค่ำจากไทย 4 ชั่วโมงนิดๆ ไปถึงก็พักผ่อนปรับเวลาให้คุ้นชินเพราะที่นั่นช้ากว่าไทย 1.30 ชม. ส่วนขากลับก็กลับดึก ถึงเช้า ทำให้เรามีเวลาเที่ยววันกลับอีก 1 วันเต็มๆ เรียกได้ว่าเที่ยวให้ทั่ว ช้อปให้ครบทุกที่จนร้านปิดค่อยไปสนามบินก็ทันเหลือเฟือ


All about Fort and Palace


วันไปถึงวันแรกเราไม่นับเพราะถึงปุ๊ป เข้าโรงแรมหัวก็ถึงหมอนทันที อย่างนึงที่เราอยากจะบอกทุกคนคือ คนอินเดียส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ดี หน้าตาอาจจะดูแตกต่างจากเราทำให้เราประหม่าและกลัว แต่พวกเค้าใจดีมากๆ อาจจะมีบางคนมีเล่หืเหลี่ยมเยอะหน่อย แต่ก็ไม่เป็นอันตราย เพราะฉะนั้นคุยดีๆ กับพวกเค้านะ


วันแรกเราไปเที่ยว Amber Fort  ป้อมที่กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของเมือง อยู่ห่างจากตัวเมืองชัยปุระไปไม่ไกลมาก เป็มป้อมที่สร้างบนหน้าผาหินกลางทะเลสาบ ขับรถผ่านก็เห็นได้แต่ไกลถึงความใหย่โตและสวยงามของที่นี่


ค่าเข้าอยู่ที่คนละ 500 Rs. ซึ่งสามารถเดินขึ้นไปได้ แต่ถ้ากลัวเมื่อยหรืออยากได้รูปแบบชิคๆ น้องช้างอินเดียรออยู่ ช้างที่นี่เค้าวาดลวดลายให้มันสวยงามมากๆ ทางช้างเดินกับคนเดินจะคนละจุดกันแต่จะเจอกันตรงทางเข้าพอดี ค่าขึ้นช้างคู่ละ 1,100Rs. นั่งได้ 2 คน จริงๆ ถ้าเดินก็ไม่ไกลมาก แต่นั่งเอาลุคอะ สวยๆ ไปอีกแบบ ที่สำคัญห้ามให้ทิปควานช้างนะเพราะมีป้ายของทางการเตือนไว้ว่าไม่ควรให้ทิป


สถาปัตยกรรมแบบอินเดียผสมราชปุต ทำให้งานประณีตมากๆ ด้วยความที่เป็นที่พักอาสัยของราชวงศ์และเอาไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองทำให้ป้อมนี้มีความทันสมัย และความเชื่อผสมกันอยู่ค่อนข้างเยอะ แถมยังสุดโต่งเหลือเกินทั้งสองอย่าง ทำให้สิ่งก่อสร้างด้านในป้อมดูอลังการ เดินไปทางไหนถ้าจินตนาการว่าอยู่ในสมัยนั้น คงเก๋น่าดู

ด้านในยังมีสวน Agaltai Garden แปลว่า Garden of Paradise เค้าจะนิยมปลูกต้นจัสมินรอบๆ ให้มันส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว และทุกๆ 4-5 ปี ป้อมเหล่านี้จะถูกทาสีใหม่ด้วยเทคนิคแบบเฟรสโก คือเอาสีมาผสมเข้ากับปูนแบบพิเศษทำให้สีมันสดและติดทนกว่าเดิม ส่วนใหญ่ก็เป็นสีสดๆ โทนร้อน ผสมกับสีธงชาติของอินเดีย แดง ส้ม และหินอ่อน แปลว่าร่ำรวยๆ

ใกล้ๆ Amber Fort มี Panna Meena ka Kund เป็นเหมือนบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่มีบันไดลงไปเป็นขั้นๆ  Step well สร้างไว้เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดและสามารถเอาไว้อาบได้ด้วย เมื่อก่อนจะสามารถเดินลงไปได้ แต่เดี๋ยวนี้ห้ามหมดแล้ว เหมือนที่ Chand Baori ที่ถ่าย Batman ก็ลงไม่ได้แล้วจ้า ไปถ่ายรูปมุมกว้างๆ สวยๆ ก็พอ

เราจบวันแรกของเราที่ Nahargarh Fort จริงๆ แล้วแต่อ้อนแต่ออดที่นี่สร้างไว้เพื่อเอาให้มเหสีแบบไม่เป็นทางการอยู่กัน คือเป็น Unofficial king’s wifes ไม่รู้ภาษาไทยต้องเรียกอะไรถึงจะไม่ดูแรงเกินไป แต่ที่นี่เอาไว้ดูวิวยามเย็นของเมืองชัยปุระที่สวยมากๆ อีกที่นึงและควรมาเยือนเด้อ ค่าเข้าคนละ 200 Rs. แต่บางคนบอกว่าบัตรจาก Amber Fort สามารถใช้เข้าที่นี่ได้เช่นกัน

จริงๆ ระหว่างทางไปสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ ยังมี Jal Mahal พระราชวังกลางน้ำ ที่มี 5 ชั้น แต่ถ้าระดับน้ำสูงจะเหลือแค่ชั้นเดียว ซึ่งเราไม่ได้แวะไปเพราะไม่มีเวลา และคิดว่าคงไม่มีอะไรมาก ถ้าเพื่อนๆ เวลาเหลือก็อย่าลืมเข้าไปดูนะ


Day Trip in Agra

 

เมืองนี้ไม่มาไม่ได้! จากชัยปุระเพื่อนๆ สามารถเช่ารถแบบไปกลับได้ วันละประมาณ 75 USD นั่งได้ประมาณ 4 -5 คน ราคาอาจถูกกว่านี้แล้วแต่ความสามารถจริงๆ ควรเช่าเป็นรถแอร์ เพราะตอนกลางวันอากาศร้อนๆ ขึ้นรถมาก็จะได้เย็นฉ่ำสบายใจ


อัคราหรือ Agra เคยเป็นเมืองหลวงเก่ามาก่อน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนาซึ่งแม่น้ำสายนี้จะไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคา ที่นี่มีทั้งมรดกโลกและสิ่งมหัศจรรย์ของโลกรวมกันอยู่ในเมืองเดียวเลยนะ


เอ้อ ระหว่างทางชัยปุระมาอัครา เราจะผ่าน Chand Baori Stepwell ลักษณะมันก็จะคล้ายๆ กับ Panna Meena ka Kund ที่เราดูกันเมื่อวานนั่นแหละ แต่ใหญ่กว่า และที่นี่เคยใช้ถ่ายทำหนังหลายเรื่อง ถ้าอยากมาดูก็ลองแวะมา แต่มันก็ลงไปไม่ได้อยู่ดี ถ้าถามเรา เราว่าข้ามได้ แต่ถ้าเวลาเหลือจะแวะดูก็ได้เพราะไม่เสียค่าเข้า ที่นี่จะได้ความใหญ่โตที่สูงเกือบเท่าตึก 13 ชั้น เพราะมันสูงขนาดนี้แหละ และเคยมีคนเดินตามขั้นบันไดตกลงไป เค้าเลยปิดไม่ให้ลงกันอีกเลย

เราเริ่มเที่ยวอัครากันที่ Agra Fort ที่นี่สร้างขึ้นก่อนทัชมาฮาล และใช้เวลาสร้างนานถึง 95 ปี ใช้คน 4 รุ่นในการสร้างป้อมแห่งนี้ขึ้นมา ทั้งหมดสร้างขึ้นจากหินภูเขาไฟ และที่นี่ก็ถูกยกย่องและขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกด้วย


ป้อมนี้เหมือนเป็นวังส่วนต่างๆ ด้วยในตัวเหมือน Amber Fort ที่มี Amber Palace อยู่ด้านในอีกที และมันถูกใช้ต่อกันมาหลายยุคสมัย ห้องต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางส่วนถูกทุบทิ้ง บางส่วนถูกสร้างใหม่ มีหลายห้องให้เดินดู ถ้าใครสนใจมากเป็นพิเศษอาจจะต้องใช้เวลาทั้งวัน แต่เด่นๆ คือห้องที่กษัตริย์ชาห์ชาฮัน ถูกพระโอรสของพระองค์ขังไว้ เพราะนำเงินในคลังไปสร้างทัชมาฮาลให้กับราชินีมุมตัส ที่เสียชีวิตไปจนเกือบหมด ด้านในป้อมจึงมีห้องนึงที่ท่านถูกขังไว้นานถึง 8 ปีจนสิ้นพระชนม์ และมีหน้าต่างบานเล็กๆ ที่สามารถมองเห็นทัชมาฮาล อนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์อยู่ไกลๆ

ที่ต่อมาคือ Baby Taj ว่ากันว่านี่คือต้นแบบของทัชมาฮาล ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ส่วนตัวเราชอบที่นี่มากกว่าทัชมาฮาลอีก เพราะมันเล็กกว่าและรายละเอียดของสถาปัตยกรรมแบบอิสลามิคมันชัดและสวยงามมาก ถ้ามีเวลาอาจนั่งพักด้านในซักพัก ริมฝั่งแม่น้ำยมุนาดูเด็กๆ มันเล่นน้ำกันก็เพลินดีเด้อ

ส่วนใครที่กลัวว่าเดินทางไปแต่ละสถานที่ติดๆ กัน อยากเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาทำธุระส่วนตัวทำยังไงดีคะ? ก็อย่าวิตกกังวลมากเกินไป เพราะห้องน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ จะมีพนักงานคอยทำความสะอาดตลอด ไม่ได้เหม็นหรือน่ากลัวอย่างที่คิด หรือถ้าเดินทางระหว่างเมืองนานๆ เพื่อนๆ ก็สามารถบอกคนขับให้เข้าตามร้านอาหารใหญ่ๆ หรือโรงแรมได้ คนอินเดีย Welcome คนไทยมากๆ ไม่ต้องกังวลและกลัวเลย


ส่วนไฮไลท์ของการมาอัคราคือนี่เลยจ้ะ ขอเสียงปรบมือดังๆ ต้อนรับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ..  Taj Mahal ที่นี่คืออนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ใช้เวลาสร้างนานถึง 22 ปี

โดยใช้คนกว่า 20,000 คน ใช้หินอ่อนและอัญมณีที่ดีที่สุดจากทั่วโลก รวมๆ แล้วกว่า 12,000 ตัน โดยต้องใช้ช้างลากมาจากเมือง Makrana ถึง 1,000 เชือก ปัจจุบันราคาของทัชมาฮาลนั้นประเมินค่าไม่ได้อีกต่อไป


ความคิดเห็นส่วนตัวของเราคือควรมาเห็นด้วยตาตัวเองซักครั้งในชีวิต อาจเพราะเราเห็นและฟังเรื่องราวของทัชมาฮาลผ่านหูกันมาตั้งแต่เด็กๆ พอได้มาเห็นของจริงก็ตาค้างเหมือนกัน เพราะมันยิ่งใหญ่และสวยมาก แต่ต้องเข้าใจว่ามันสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ไม่ใช่ที่พักอาศัย ดังนั้นรายละเอียดของมันก็จะไม่ได้เยอะมากนัก ไม่เหมือน Agra Fort ที่มีให้เราเดินดูได้หลายๆ ห้อง


ทัชมาฮาลถ้าเดินเข้าไปด้านในที่เก็บพระศพเราว่าหายใจค่อนข้างลำบากมันดูชื้น เย็นและอึดอัดไปหมด แนะนำให้ไปเข้าไปดูไปสักการะแล้วออกมาถ่ายรูปรอบๆ ดีกว่าเพราะพื้นที่เยอะ และสวยไม่แพ้กัน ว่ากันว่าหินอ่อนของทัชมาฮาลจะเปลี่ยนสีไปตามแสง และจะสวยที่สุดในคืนพระจันทร์เต็มดวง ในหนึ่งเดือนจะเปิดให้ชมแค่ 5 วันเท่านั้นคือก่อนวันพระจันทร์เต็มดวง 2 วัน วันพระจันทร์เต็มดวง และ 2 วันหลังวันพระจันทร์เต็มดวง ต้องแย่งชิงกันหน่อยเพราะเปิดให้จองบัตรก่อน 1 วัน มีวันละ 8 รอบ รอบละ 50 คน ให้เวลารอบละ 30 นาทีเท่านั้นสำหรับของดีและเรียกได้ว่าสวยที่สุดของการชมทัชมาฮาล
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.tajmahal.gov.in/nightview.html


ถ้าตอนต้นปีได้ดูข่าวกันจะเห็นว่าอินเดียได้ประกาสให้แม่น้ำคงคาและแม่น้ำยมุนามีสถานะเป็นบุคคล ใช่! เพราะเค้าเชื่อกันว่าแม่น้ำสาหลักเหล่านี้มีความสำคัญต่อชีวิตของชาวอินเดียมากๆ ถ้าทำให้แม่น้ำเหล่านี้สกปรกหรือแปดเปื้อนเท่ากับทำร้ายบุคคลอาจโดนฟ้องได้ และส่วนใหญ่แม่น้ำในอินเดียจะถูกยกสถานะให้เป็นผู้หญิง ดังนั้น มยุนาคือหญิงสาวแสนสวยที่ไหลผ่านทัชมาฮาลที่เธอไม่ควรพลาดจะไปล่องเรือยามเย็นเลยจริงๆ!

บางคนบอกว่าถ้าอยากดูวิวทัชมาฮาลแบบสวยที่สุดช่วงพระอาทิตย์ตกดินให้ไปที่สวน Mehtab Bagh ที่อยู่ด้านหลังทัชมาฮาล จะได้วิวของแม่น้ำยมุนาและทัชมาฮาลแบบเต็มๆ แต่เราไม่ได้ไปตรงนั้น เพราะอยากล่องเรือกัน เลยออกประตูทัชมาฮาลฝั่ง East เดินเลียบกำแพงไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปทางแม่น้ำยมุนา แถวนั้นจะมีเรือรับจ้างจอดอยู่ จริงๆ ถ้ามีไกด์หรือคนขับรถไปด้วยให้นางจองให้ก็ได้ หรือจะเดินไปโบกๆ เอาเองก็น่าจะได้เช่นกัน ค่าเรือจะอยู่ที่ลำละ 150 Rs. นั่งได้ไม่เกิน 5 คน วิวตรงนั้นอลังการมากๆ ยิ่งวันไหนฟ้าระเบิดไม่ต้องพูดถึง สวยน้ำหูน้ำตาไหลกันเลยทีเดียว ถ้าหาไม่เจอก็เปิด Google Map พิมพ์คำว่า Taj – Yamuna View Point เจอแน่นอน


Good To Know
ค่าเข้าทัชมาฮาลสำหรับชาวต่างชาติคนละ 1,000 Rs. แต่สำหรับคนไทยจะจ่ายแค่ 530 Rs. เพราะประเทศไทยเป็นสมาชิก BIMSTEC Countries ที่มีความร่วมมือกันระหว่างประเทศ ไปเที่ยวอินเดียไม่ว่าจะเมืองไหนๆ ถ้าเห็นป้ายราคาบอกสำหรับชาวต่างชาติ และป้ายราคาสำหรับ BIMSTEC Countries ให้เราจ่ายในราคาประเทศสมาชิก BIMSTEC จะถูกลงกว่าครึ่ง และบางสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาสำหรับคนไทยอาจไม่ต้องเสียเงินเลยซักบาทเหมือนคนอินเดีย เพราะมีส่วนช่วยในการทำนุบำรุง เป็นไง รู้สึกสวยขึ้นมั้ยคะเวลามาเที่ยวแล้วได้สิทธิพิเศษ Priority แบบนี้ แต่อย่าลืมพกพาสปอร์ตสำหรับโชว์ให้เจ้าหน้าที่ดูด้วยนะ


2 Day 1 Night in The Blue City of Jodhpur


เหตุผลอีกอย่างนึงที่เราเลือกบินกับแอร์เอเชียมาลงที่ชัยปุระรอบนี้ เพราะมันอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองต่างๆ ที่เราแพลนจะเดินทางพอดี เราเลือก One Day Trip ไปอัครา เพราะจะได้กลับมานอนพักผ่อนที่ชัยปุระอีกคืน ก่อนจะเดินทางไปต่อที่เมืองสีน้ำเงิน หรือที่ใครๆ ก็เรียกว่า Jodhpur The Blue City!

จากชัยปุระมาจ๊อดปูร์ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง เมืองนี้ตรอกซอกซอยเยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าแพลนจะนอนแค่คืนเดียว เราแนะนำให้เตรียมชุดมาสำหรับ 2 วัน 1 คืนแล้วฝากกระเป๋าใหญ่ไว้ที่โรงแรมในชัยปุระจะเวิร์กที่สุด เพราะเมืองนี้เป็นเขตอนุรักษ์รถ 4 ล้อจะเข้าไม่ได้ หอบเยอะก็หนักตัวเองนะ

ก่อนไปเราหาคำอธิบายว่าทำไมบ้านหลังต่างๆ ถึงทาสีฟ้า เหมือนกับที่เราหาเหตุผลว่าทำไมชัยปุระถึงต้องเพ้นท์บ้านเป็นสีชมพูเพราะสมัยนั้นทาสีชมพูเพื่อต้อนรับเจ้าชายแห่งเวลส์และพระราชินีวิคตอเรียที่เสด็จมาเยือนชัยปุระ ส่วน Jodhpur นั้นมีหลายเหตุผลเหลือเกิน บ้างก็ว่าพราหมณ์หรือพวกเศรษฐีทาก่อนเพื่อแบ่งชนชั้น แต่คนอื่นๆ ก็ทาตามกันไปหมด บ้างก็ว่าเป็นสีประจำตัวของพระศิวะการทาสีฟ้าทำให้บ้านนั้นดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามมากขึ้น
เพราะฉะนั้นเดินไปตามวอกตามซอยต่างๆ เนี่ยไม่ใช่เห็นสีฟ้าแล้วเอะอะไปถ่ายรูป เซลฟี่นะ เพราะอย่าลืมว่านั่นคือบ้านคน จำทำอะไรอย่าลืมขออนุญาต ขอกันดีๆ บางทีนางอาจจะชวนไปกินชากินโรตีในบ้านก็ได้นะ

เรามาถึงจ๊อดปูร์ตอนบ่ายๆ แวะทานอาหารที่ OTA Restaurant เป็นร้านที่วิวดีมากกกกกก ควรแวะมากินข้าวสวยๆ มีพิซซ่า และพาสต้ารสชาติดีให้เลือกทาน แถมมุมถ่ายรูปก็ private สุดๆ จริงๆ แล้วหลายคนอาจจะกลัวว่ามาอินเดียมีแต่อาหารอินเดียให้กินรึป่าว ? จะบอกว่าไม่เลย เพราะทุกๆ เมืองจะมีอาหารตะวันตก พิซซ่า พาสต้า เยอะแยะให้เลือกทานกัน เพราะมันไม่ใช่แค่คนไทยแน่ๆ ที่กินอาหารอินเดียไม่ได้ หลายชาติก็อยากเปลี่ยนรสชาติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นข้อนี้เลิกกังวลได้เลย

ส่วนที่พักเราพักกันที่ Haveli inn pal เป็น Boutique Hotel ที่วิวดีมากๆ เห็นวิวเมือง วิวแม่น้ำและป้อม เหมาะสำหรับคนอย่างเราๆ มีลุยบ้างไม่ลุยบ้าง อยากมีรูปสวยๆ ชิวๆ ที่นี่ไม่เลวเลยและไม่แพงมากด้วยนะ แถมมีร้านอาหารชิคๆ ชื่อ Indique บาร์ค็อกเทลและอาหารอินเดีย

ที่พักที่เมืองนี้จะเหมือนพาราณสีคือเป็น Guesthouse ที่หลายๆ ที่จะเปิดดาดฟ้าไว้เป็นคาเฟ้ไว้นั่งจิบชาสวยๆ ถ้าเดินเหนื่อยๆ หา Guesthouse ไว้ก่อนเลยมีที่ให้นั่งแน่นอน เราเดินไปเจอ Shahi Guesthouse ระเบียงใหญ่ มีน้ำเสิร์ฟ แถมวิว Fort สวยๆ ให้ดูฟินไปเลย

จุดชมวิวที่เราแนะนำสำหรับวันแรกคือ Mehrangarh Fort หรือป้อมเมห์รานการห์ นี่คือหนึ่งในสี่ป้อมและพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ความอลังการของมันนี่ใหญ่กว่าทุกๆ ที่ ที่เราไปมา ความเด็ดของมันอยู่ที่วิวยามเย็นช่วงพระอาทิตย์ตกที่มองลงมาก็สวยงามเกินบรรยาย กลับโรงแรมกินข้าวก็สบายใจเพราะได้มาเห็นอะไรสวยๆ แบบนี้

สำหรับเมืองนี้เราแนะนำแบบนี้ละกันว่า เดินทางมาตั้ง 6 ชั่วโมงแล้วเนี่ยถ้าเวลาน้อยจะมาเที่ยวตาม Check Point ต่างๆ แล้วกลับก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะสถานที่ส่วนใหญ่มันคือวังเก่า ป้อมเก่า ซึ่งก็จะเหมือน 2 วันที่ผ่านมา เราแนะนำให้เดินเล่นในเมืองเก่า ซึมซับวิถีชีวิตดูความเป็นไปเป็นมาของคนที่นี่ เราจะเห็นวัฒนธรรมและความน่ารักของเด็กๆ ที่วิ่งไปวิ่งมาอยากเล่นกับเรา  เราจะเห็นคุณยายคุณตา พี่ป้าน้าอา ที่ยิ้มให้เราแล้วสั่นหัวริกๆ ชอบใจที่เราถ่ายรูป นี่คือเสน่ห์ของจ๊อดปูร์

สำหรับจุดชมวิวอีกที่นึงที่เราแนะนำมากที่สุดและภูมิใจนำเสนอในความสวยของมันคือ Patharia Hill ถ้าอยากเห็นวิวสีฟ้าสวยๆ จากมุมสูงแนะนำที่นี่เลย อาจจะเดินทางยากหน่อยแต่คุ้มค่ามากๆ ถ้าถามชาวบ้านในเมืองอาจจะงง วิธีตัดรำคาญสำหรับการเดินทางมาที่นี่คือเรียกรถให้ไปส่งที่ Fetah Pol Gate เดินเข้าเกตไปเลยเลียบกำแพงไปเรื่อยๆ จนถึงทางแยกค่อยถามชาวบ้านแถวนั้นว่า “พี่คะ Sunset Point อยู่ตรงไหนเอ่ย?” คนแถวนั้นจะเริ่มรู้แล้วว่าเราหมายถึง Patharia Hill ให้ค่อยๆ เดินถามทางไปเรื่อยๆ เราจะเจอป้อมที่เหมือนถูกทิ้งไว้ แต่มีเนินทางที่เป็นทางเดินยื่นออกไป สวยมากๆ สวยที่สุด เราจะเห็นวิวสีฟ้าทั้งเมืองแบบในหนังอินเดียหรือในโฆษณาต่างๆ มันใหญ่แบบมหึมาโอบล้อมเราไว้จนรู้สึกถึงความคุ้มค่าที่ได้มา คำแนะนำคือรีบซาบซึ้งและถ่ายรูปให้สวยที่สุด แล้วรีบกลับลงมาค่ะ เพราะมันมืดสนิทจะหลงทางเอา 55555

Good tips 

เราแนะนำให้นอนที่จ๊อดปูร์ซัก 2 คืนถ้าอยากดูวิวพระอาทิตย์ตกทั้ง 2 ที่ สิ่งที่ไม่แนะนำเลยคือการเดินทางด้วยรถยนต์ตอนกลางคืนในอินเดีย ถ้าหลีกเลี่ยงได้ควรเลี่ยงเพราะค่อนข้างอันตราย ด้วยถนนหนทางที่อาจจะไม่ได้เรียบร้อยและสะดวกสบายในทุกๆ ที่เพราะฉะนั้นเลือกเสียเวลานิดหน่อยเดินทางตอนกลางวัน แต่ปลอดภัยที่สุดจะดีกว่า


Explorer Pink City

วันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพ เราเลือกใช้วันชิวๆ ในชัยปุระ เดินช็อปปิ้ง นั่งคาเฟ่เก๋ๆ นอนตื่นสายหลังจากที่ตื่นเช้ามาหลายวัน และเที่ยวไฮไลท์อีกซัก 2 -3 ที่พอหอมปากหอมคอ ไม่ใช้ชีวิตให้เหนื่อยเกินไปในวันสุดท้ายก่อนกลับคือคติของพวกเรา

เราเริ่มกันที่ Café Palladio ร้านคิ้วท์ๆ ที่เต็มไปด้วยความสดใส ที่เดินเข้ามาแล้วนึกว่าหลุดไปอยู่เมืองแห่งเทพนิยายที่ไหนซักที่ ร้านนี้เน้นโทนสีชมพูบานเย็นอ่อนๆ เต็มไปด้วยความสดใสแบบวัยรุ่น แต่มีกลิ่นความโรแมนติกเบาๆ ถ้ามาเดตหรือมากันสองคน

เป็นร้านที่ถ่ายรูปได้หลายมุม ถ้าเน้นถ่ายหน้าตัวเองลงเฟซบุ๊คกับสถานที่ต่างๆ อาจจะต้องลงรูปร้านนี้เป็นอัลบั้มเพราะน่ารักเกินบรรยาย เราชอบที่เค้าวาดรูปบนผนัง เติมสีสันให้ร้านด้วยความเป็นธรรมชาติ สัตว์ป่า และให้ฟีลลิ่งเหมือนนั่งอยู่ในสวนสวยๆ กินอาหารอร่อยๆ เอ้า!สั่งมาอีกค่ะ ทานได้ทานไป จ่ายไหวก็สั่งมา เพราะราคาก็ไม่ใช่เล่นๆ เหมือนกัน 55555

เราแนะนำให้สั่ง Mezze Platter เป็นเซ็ตอาหารแบบจิ้มซอส ระหว่างพวกโรตี กับพวกชีส และซอสเครื่องแกงต่างๆ รสชาติดีมาก อร่อยแบบราชนิกุลจริงๆ ต้องสั่งเลย

พอแดดเริ่มคล้อยเราก็เริ่มออกเที่ยวกันอีกครั้ง เริ่มจาก City Palace เป็นอีกพระราชวังกลางเมืองที่สวยงามมากๆ ค่าเข้าของที่นี่มีหลายราคาคือถ้าจะเข้าห้องพิเศษ ต้องจ่ายเพิ่มอะไรทำนองนั้น เราเลือกแบบธรรมดา เพื่อดูสถาปัตยกรรมและความสวยงามที่ผสมผสานด้านในเฉยๆ ที่นี่มีทั้งงานแกะสลัก กระจกสี ภาพวาด และไฮไลท์ที่เด็ดที่สุดที่ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปด้วยคือ Peacock Gate ประตูนกยูงรำแพนหางที่สวยงามมากๆ

ด้านในยังมีพิพิภัณฑ์ Sawai Man Singh Museum ที่เก็บสมบัติส่วนตัวของพระองค์ รวมถึงภาพบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเราเดินดูแล้วก็ดูน่าสนใจมากๆ เป็นภาพประวัติศาสตร์งานเลี้ยงฉลองต่างๆ การแข่งกีฬา และอีกมากมาย ภายในวังจะมีเจ้าหน้าที่แต่งด้วยชุดสีแดง คลุมผมด้วยผ้าสีแดงเดินไปเดินมาเหมือนบอดี้การ์ด ไม่ต้องกลัวนะเข้าไปขอถ่ายรูปได้เลย

แถวๆ City palace ยังเป็นย่านช็อปปิ้งหลักของเมือง เพื่อนๆ สามารถเลือกซื้อของฝากจากตรงนี้ได้เลย ทั้งผ้าพันคอ ส่าหรีสวยๆ หรือชุดแบบอินเดียนสีสันสดใส รองเท้าหนังปักสวยๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ถ้าอยากได้ซื้อเลย แถมยังสามารถต่อราคาได้เกินครึ่งอีกด้วย เรียกว่าบอกราคาพอใจที่จะซื้อดีกว่า ส่วนใหญ่จะได้ทั้งนั้นแหละ 55555


จากย่านช็อปปิ้งและ City Palace เดินแค่ประมาณ 300 เมตรก็จะถึงไฮไลท์เด็ดและพีคที่สุดของชัยปุระ นั่นก็คือพระราชวังแห่งสายลมหรือ Hawa Mahal ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางเมืองเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ ความสูงของมัน 5 ชั้น แถมด้วยสีสันจัดจ้านแบบชมพูบานเย็น พร้อมด้วยหน้าต่างเล็กหน้าต่างน้อยมากกว่า 900 กว่าบาน แถมบางบานฉลุด้วยกระจกสีสันสดใส แสนเก๋เชียวแหละค่า

ที่นี่สร้างมาเพื่อให้นางในและนามสนมทั้งหลายอยู่ เพราะเธอทั้งหลายจะไม่สามารถออกไปไหนได้ แล้วให้ใครเห็นก็ไม่ได้ พวกเธอก็มีกระจกเล็กกระจกน้อย 900 กว่าบานนี่แหละเป็นหูเป็นตาให้คอยส่งออกไปดูโลกและวิถีชีวิตด้านนอกที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ฝั่งตรงข้าม Hawa Mahal ข้ามถนนมาจะมี Cafe อยู่สองร้านที่มีดาดฟ้าและอยู่สูงทำให้เห็นพระราชวังเหล่านี้ชัดเจนมากๆ สามารถถ่ายรูปและมีพระราชวังเป็นฉากหลังได้สวยงาม คาเฟ่ตรงนั้นชื่อร้าน “Tattoo cafe” และ “Wind view Cafe” เราเลือกนั่งร้าน Tattoo Cafe เพราะน้องชายเจ้าของร้านที่นั่งในบ้านหล่อดี แค่นั้นแหละ จริงๆ มันก็เหมือนกันทั้งสองร้านนะ 5555 คืออาหารไม่อร่อยและมีน้ำเย็นๆ ขาย ดื่มกันให้สดชื่น เลือกเอาตามสะดวกว่าช่วงไหนคนน้อยก็เอาร้านนั้นแหละ จะได้มีเวลาเป็นส่วนตัวแอคติ้งกันได้เยอะหน่อยเนอะ

ถ้ายังไม่เหนื่อยและคึกอยู่จะไปเดิน Albert Hall Museum หรือไปดู Jantar Mantar ก็ดี เราเลือกไปอย่างหลังเพราะแปลกดีไม่เคยเห็นนาฬิกาแดด ที่นี่เป็นหอดูดาวที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียด้วยเครื่องมือแบบโบราณๆ นี่แหละ มันเลยถูกยกย่องให้เป็นมรดกโลกด้วยนะ ถ้าเราจำไม่ผิดมันจะมีแบบนี้คล้ายๆ กันอีกอันที่นิว เดลี และคนสร้างก็คือคนเดียวกันแต่เล็กกว่า

ส่วนถ้าใครรู้สึกว่าเต็มอิ่มมากๆ แล้วสำหรับอินเดียทริปนี้ 5 คืน 6 วันก็ไปเดินช้อปปิ้งให้หนำใจ หรือถ้าชอบแอร์เย็นๆ ก็ไปเดินห้างก็ได้ ชัยปุระเป็นเมืองที่เจริญมากๆ อีกเมืองนึง มีห้างสรรพสินค้าเยอะพอสมควร เพียบพร้อมไปด้วยอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่เห็นแล้วน้ำตาจะไหลกันเลยแหละ 555555 ก็เดินเล่นช็อปปิ้งรอขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพตอนดึกๆ

ไฟลท์กลับกรุงเทพจากชัยปุระของแอร์เอเชียจะออกประมาณ 23.35 ในคืนวันอังคาร พุธ ศุกร์ และ 00.50 ในคืนวันจันทร์ ทำให้มีเวลาเหลือเฟือมากๆ ในวันสุดท้ายเดินจนห้างปิด กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมและมาสนามบิน เช็คอินรอขึ้นเครื่องสบายๆ แนะนำว่าให้ทานอาหารมาให้เรียบร้อย หรือ สั่งอาหารร้อนบนเครื่องไว้ทานก่อนกลับ เพราะในสนามบินไม่ค่อยมีอะไรขาย จะได้อิ่มท้อง ก่อนนอนยาวๆ ประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าก็ถึงกรุงเทพแล้วจ้า

ชัยปุระ จ๊อดปูร์ และอัคราเป็นอีก 3 เมืองใหญ่ที่สามารถมาเที่ยวพร้อมกันได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องนั่งรถไฟก็เช่ารถเดินทางกันได้แบบสะดวก เราว่าสำหรับใครที่กลัวอินเดียแล้วรู้สึกว่ามันไม่น่าเที่ยว มาเริ่มที่เมืองน่ารักๆ อย่างชัยปุระ แล้วไปดูเมืองสีฟ้าอย่างจ๊อดปูร์ที่สวยจนตะลึง กับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างทัชมาฮาลที่ควรมาเห็นด้วยตาตัวเองซักครั้งในชีวิต มันไม่ผิดหวังเลย

Comments

comments