Now Reading:

Deep in the Safari, South Africa.

ทำงานมาหนักๆ ก็ขอพักผ่อนดีๆ กับทริปสบายๆซักทริปที่ไม่ต้องอัตคัต ทนประหยัดแบบทริปสิบวันสองพันบาท Work hard ก็ขอ Travel hard แบบผ่อนคลายสบายร่างให้สมกับที่เหนื่อยมานิดนึงค่ะ แต่ถ้าจะไม่มี Adventure เลยก็ดูจะไม่ใช่แนวเท่าไหร่ดังนั้น South Africa แบบ Hi-End น่าจะเป็นอะไรที่ตอบโจทย์สุดไปส่อง Big 5 ให้หัวใจพองโตในอุทยานพักผ่อนกับโรงแรมเครือ More ให้สบายร่างดื่มด่ำไปกับอาหารปรุงพิเศษโดยเชฟชั้นนำและ Paring กับไวน์หอมละมุน Visa อะไรก็ไม่ต้องเตรียมให้วุ่นวายค่ะ เพราะแอฟริกาใต้สามารถให้คนไทยอย่างเราเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องทำ Visa ได้ 30 วันเลยทีเดียว

หลายคนฝันอยากมา Game viewing (Safari ส่องสัตว์) ดู Big 5, Big 7 สัตว์ใหญ่แห่งทวีปแอฟริกา แต่ใจก็ยังกลัวความปลอดภัยต่างๆนาๆ จนไม่กล้าแม้แต่จะจองตั๋ว เลยอยากจะแนะนำว่า มาทั้งที ที่นี่เหมาะกับมาแบบ Full Service มากๆ ทั้งที่พักที่ปลอดภัย Safari แบบครบครันพร้อม Dinner กลางป่าใต้แสงตะเกียงพร้อมคนขับรถที่จะพาไปที่ต่างๆอย่างปลอดภัย ให้วันหยุดของนักเดินทางที่มีหัวใจ Adventure ทั้งหลายได้เติมเต็มอย่างครบถ้วน โดยไม่ต้องมาระแวงระวังความปลอดภัยของทรัพย์สินและชีวิตจนหมดสนุก

เราได้รับเกียรติจากสถานเอกอัครราชทูตประเทศแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย และ การท่องเที่ยวแอฟริกาใต้ ให้มาสัมผัสประสบการณ์ที่จะเข้าถึงวัฒนธรรมและผู้คนของประเทศนี้อย่างละเอียดยิบนานถึง 9 วันเต็มๆ เลยขอสรุปเรื่องราวการเดินทางทั้งหมดให้เพื่อนๆ ตามรอยกัน แล้วจะหลงรักแอฟริกาใต้

Johannesburg

คนที่นี่เค้าเรียกกันสั้นๆว่า Joburg (โจ’เบิร์ก)  คนที่นี่โดยเฉพาะที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับท่องเที่ยวจะภูมิใจในอาชีพมาก เพราะเป็นอาชีพที่ทำเงินเข้าประเทศ และทำให้อีกหลายๆ อาชีพได้มีรายได้ขึ้นมา ลดอัตราการตกงาน และทำให้คนต่างชาติได้มอง SA ในอีกมุมด้วย จึงไม่แปลกที่คนขับรถก็จะมาในรูปแบบของ Tour Guide ไปด้วยในตัวที่จะชอบเล่าเรื่องต่างๆให้เราฟัง ถามอะไรเขาก็จะเต็มใจตอบด้วยความกระตือรือร้นสุดๆ

อย่างแรกขอ Check in ที่โรงแรม Four seasons Johannesburg เอาจริงๆ ควรเรียกว่าอาณาจักร เพราะกว้างจนต้องใช้รถ Golf พาเข้าไปข้างใน ทั้งยังมีร้านอาหาร 5 ดาวอยู่ในอาณาเขตโรงแรมกันเลย ลงจากรถมาก็เจอพนักงานต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม check in แล้วพาเรานั่งรถไปยังตึกที่เราพัก “ถึงอาจจะดูเหมือนโหดร้ายแต่หัวใจตะมุตะมินะครับ” พนักงานไม่ได้กล่าวไว้หรอก แต่จะบอกว่า staff เฟรนด์ลี่ขั้นสุดจริงๆ

ห้องพักของที่นี่ให้อารมณ์ความเป็น Safari ตั้งแต่ยังไม่ไปถึง Safari จริงๆ ด้วยม่านและพรมลายม้าลายให้เข้ากับเสือสาวเช่นเรา ขอทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ ซักหน่อย แบบนี้สิถึงเรียกว่าการพักผ่อนที่แท้ทรู คุ้มค่ากับการเดินทาง ห้องพักของ Four Season นั้นหรูหรามาก เหมาะแก่การมาพักผ่อน เราว่าการเลือกที่พักในการเดินทางนั้นสำคัญ นอกจากความสะดวกสบายแล้ว ความปลอดภัยถือเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งเดินทางมาแถบแอฟริกาด้วยแล้วเตรียมตัวให้พร้อม จองโรงแรมตั้งแต่เนิ่นๆ คือสิ่งที่ควรทำมากที่สุด

Maboneng Precinct

พักเข้าห้องกันพอหายเหนื่อยก็ออกไป Shopping ที่ย่าน Maboneng ย่านนี้เรียกได้ว่าย่านที่ Chic ที่สุดใน Joburg แล้วก็ว่าได้ เหล่าวัยรุ่นและผู้คนที่มีพลังทั้งหลายก็จะมารวมตัวกันที่นี่โดยเฉพาะในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพื่อเสพย์ดนตรี อาหาร Art และพบปะผู้คนใหม่ๆ ขนาดคนที่นี่เองก็ยังบอกว่ามาทีไรก็เพลิดเพลินไปกับอะไรใหม่ๆ ทุกครั้ง เพราะของที่มาขายก็เปลี่ยนไปตลอดๆ มาแต่ละครั้งไม่เคยรู้สึกเหมือนเดิม Area นี้เป็นเหมือน Youngster area ของคนที่นี่ จะว่าไปมันคล้ายกับย่าน Market ต่างๆของ London มากเลยนะ

ร้านรวงก็เป็น International Style ร้านขายขนมปัง ร้านกาแฟให้ได้นั่งชิล ข้างทางก็วางขายของพื้นเมืองแบบแอฟริกันที่ควรลองซื้อมาใส่ซักครั้งเมื่อมาที่นี่ ผ้าที่สาวแอฟริกันชอบเอามาพันหัวก็มีเอามาทำเป็นหมวกให้สวมใส่ง่ายๆ ได้ฟิลคน Local ไปอีก งาน Handmadeต่างๆ ก็มีให้เลือกซื้อเป็นของฝาก หนังสือมือสอง รวมไปถึงเสื้อผ้า เครื่องประดับก็สามารถหาช็อปกันได้ตามอัธยาศัย ถ้าเอารถมาเองแนะนำให้หาที่จอดแถวนี้ ถ้ามีคนดูให้ก็อย่าลืมให้ทิปเขาไปด้วย เพราะมีคนเฝ้าก็ดีกว่ารถโดนทุบเป็นไหนๆ แล้วถ้าเดินดูตึกรามบ้านช่องไปเรื่อยจนค่อนข้างออกห่างฝูงชนก็อย่าลืมเก็บรักษาสิ่งมีค่าไว้ให้ไม่ประเจิดประเจ้อนะ

ด้วยความเป็น Street market ก็จะมีคนมาร้องรำทำเพลง ทำการแสดง หรือให้เราร่วมสนุกด้วยก็มี เขาค่อนข้าง Friendly มาก ทุกคนก็เลยเฮฮากันไปกับการร่วมกิจกรรมอย่างง่ายดาย เราว่านี่เป็นเสน่ห์ของคนแอฟริกันเลยนะ คืออยู่ด้วยแล้วสนุกเพราะพวกเขาร่าเริงและชอบร้องเพลง ชอบเต้น เราก็จะเผลอยิ้มไปด้วย

แถวนั้นมีร้านอาหารนั่งชิลใต้ร่มไม้ค่อนข้างเยอะ แดดบ้านเค้าแรงก็จริงแต่บรรยากาศเย็นกว่าที่ไทยค่ะ ชาติอื่นอาจจะร้อนจนน้ำในตัวแทบละเหิดไปกับอากาศ แต่คนไทยอย่างเรา เหงื่อยังไม่ทันได้ออกเลยด้วยซ้ำค่ะ ด้านบนเป็น Rooftop ให้ดื่มกิน และเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรี คนที่นี่ชอบเต้น Salsa นะ ใครที่ชอบอยู่ก็เข้าไป Join ได้เลยที่นี่ Open สุดๆ 

เข้ามาอีกหน่อยจะเป็นโซน Indoor ในตึกโปร่งสองชั้น ชั้นล่างเป็น Popup booth ขายอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะ International, อาหารพื้นเมืองของ South Africa หรือประเทศใกล้เคียงให้ได้ลิ้มลองรสชาติ (คอนเฟิร์มว่าอาหารส่วนใหญ่ของที่นี่อร่อยมาก ลองชิมกันดูหลายๆอย่างได้ค่ะ เพราะไปจุดอื่นๆก็จะหาอาหาร Local ทานค่อยข้างยากแล้ว)

ที่เห็นนี่เป็น Fal Cake ที่คนที่นี่ชอบนำมากินกับเนื้อหรือผัก เปรียบเหมือนข้าวของคนไทย หรือขนมปังของฝรั่งแหล่ะค่ะ ถ้าจะให้บรรยายรสชาติและ Texture ก็จะคล้ายซาลาเปาทอดแต่หนึบแน่นกว่า บิจิ้มกับน้ำพริกพื้นเมือง หรือผ่าครึ่งแล้วใส่เครื่องต่างๆตามที่เราอยากทานเหมือน Burger ก็ได้เลย

เพลิดเพลินกับการลองทานอาหารนานาชนิดแล้ว ลองขึ้นบันไดมาด้านบนของตึก ก็จะมีงาน Handmade ของ Artist ที่นี่มารวมตัวให้เราได้เลือกดูกันอยู่ ถ้าซื้อหมวกซักใบเอามาใส่เพิ่มความเก๋ ก็อย่าลืมขึ้นมาซื้อต่างหูพู่ๆสีสดใสใส่ให้เข้ากัน เมื่อยๆ ก็นั่งชิลซักนิดหรือจริงๆ จะซื้อของข้างล่างมานั่งทานที่ข้างบนนี่ก็ได้นะเพราะมีที่นั่งให้ได้นั่งชิลให้หายเมื่อยกันซักนิดด้วย

ไม่รู้เป็นเหมือนกันมั้ยสำหรับใครที่เคยมาประเทศแถบแอฟริกา เรารู้สึกว่าพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่สวยมากๆ มันดูมี Energy กว่าที่อื่นๆ อาจเป็นเพราะเป้าหมายของการมาที่นี่ของหลายๆ คน ที่มาดูชีวิตสัตว์ป่าที่อยู่กันตามธรรมชาติ เราเลยรู้สึกว่าพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้านั้นดูมีคุณค่ามากจริงๆ เปิดประตูข้างเตียงในห้องพักที่ Four Season ก็เห็นวิวนี้เลย การถูกปลุกด้วยแสงพระอาทิตย์รำไรนี่มันให้ Energy ดีอย่างงี้นี่เองให้อารมณ์เหมือนตัวเองเป็นแม่เสือสาวพร้อมล่าเหยื่อแล้วค่า อิอิ

LIMPOPO

มาถึงหัวใจของการมา South Africa ครั้งนี้ แน่นอนก็ต้องเป็น Game Viewing  Lodge ที่เราพักคือ Marataba Safari Lodge ซึ่งอยู่ใน Marakele National Park ขับจาก Joburg ออกมาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งก็จะถึงที่นี่ ซึ่ง Marataba เป็นโรงแรม 5 ดาวในเครือของ More ที่ได้รับการ Vote ให้เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดอันดับ 3 ใน Africa โดย Conde Nast ปี 2018 และเป็น Lodge ที่ให้เราสามารถล่องเรือ Safari พร้อมทาน Brunch แบบสวยๆระหว่างล่องเรือได้ด้วย

เข้ามาด้านในก็จะเป็นลานสำหรับทานอาหารและผ่อนคลายไปกับวิวภูเขาด้านล่าง แต่ขอบอกว่า Area ทั้งหมดนี้ สัตว์ป่าสามารถเข้ามาได้หมดนะคะ บางคืนก็มี Dinner กับฝูง Impala ทั้งฝูงใต้ต้นไม้ บางทีก็มีบาบูนมาร่วมอาหารเข้าด้วยใกล้ๆ (แต่ลิงพวกนี้แสบนะคะ ถ้ามันเข้าใกล้มากไปให้ไล่มันออกไปนะ อย่าพยายามให้อาหารหรือเล่นด้วย เพราะอย่าลืมว่ามันเป็นสัตว์ป่าค่ะ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ไม่ควรทำให้มันชินกับความเป็นมนุษย์มากจนเกินไปจนทำให้เสียนิสัยหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางธรรมชาติไป)

ส่วนห้องพักนั้นจะเป็นแบบ Luxury Tent ซึ่งต้องเดินออกจากตัว Lobby ไปอีก ซึ่งจากทางเดินและการที่อยู่ท่ามกลางบรรดาสัตว์ป่าแล้ว ไม่แนะนำให้ออกจาก Tent เลยหลังพระอาทิตย์ตกดิน หรือถ้ามีเหตุจำเป็นต้องออกจริงๆ ให้โทรเรียกพนักงานโรงแรม เพราะเขาจะมาคอย Guard ให้เราค่ะ

ท่ามกลางธรรมชาติขนาดไหน ตอนกลับเข้า Tent ในคืนนึงก็เจอฝูง Impala ใช้ร่มไม้หน้า Tent เป็นที่นอนค้างแรมกัน (น่ารักมาก) ในส่วนของหน้าห้องก็จะเป็นเฉลียงไว้ให้เราได้นั่งชิลดื่มด่ำมองวิวกันไป หน้าห้องนี่จะมีลิงน้อยใหญ่มาป้วนเปี้ยนกินผลไม้ที่ต้นไม้หรือแม้กระทั่งมากระโดดโลดเต้นบน Tent จนแทบไม่ได้นอนก็มีดังนั้นไม่แนะนำให้เอาสิ่งของอะไรใดๆ ไว้นอก Tent อย่างสิ้นเชิง มีโอกาสโดนพวก Little monster พวกนี้ฉกไปสูง

It’s time for safari!
การแต่งตัวไปดูสิงสาราสัตว์ในป่าจริงๆ แล้วก็สบายๆ เลย ขอแค่สีไม่ฉูดฉาดมากจนเกินไปล่อตาล่อใจสัตว์ป่า ใส่กระโปรงก็ยังได้เลยนะ เพราะจริงๆ เราแค่นั่งอยู่บนรถเท่านั้นเองค่ะ มีหมวกซักใบไว้กันแดด เพราะแดดก็ค่อนข้างร้อน หรือคนที่แพ้แสงจ้าก็เอาแว่นกันแดดไปด้วยนะ หมวกปีกกว้างนี่ถ้าเอาไปก็ขอแค่มีสายรัดหรือปรับให้รัดแน่นไม่ให้ปลิวได้ก็โอเคแล้ว เพราะเวลารถวิ่งมันจะพัดหลุดได้ง่าย (ที่โรงแรมมีขายนะคะถ้าลืมเตรียมไป เป็นแบบมีเชือกสายยาวไว้ให้ปรับความแน่น หรือจะเอามาผูกคอไว้เลยก็ได้ค่ะ เขาเผื่อสายให้ยาวมาก) ส่วนไกด์ก็จะให้ความรู้เราเป็นระยะๆ ทั้งเรื่องพืชเรื่องสัตว์ต่างๆ นางจริงจังขนาดลงไปหยิบอึฮิปโปขึ้นมาอธิบายให้ดูกันเลย 555 ที่สำคัญคือหล่อมาก! อย่างจะแปลงร่างเป็นลิงน้อยให้พี่เค้าอุ้มเลยค่า 555

ก่อนออกไปเขาก็จะมีพวก Tea กับขนมให้กินก่อนเพื่อ Refresh แล้วก็แนะนำตัวคนที่จะมาดูแลเราในการออกไป Game Watching เพื่อแนะนำสิ่งที่ควรทำและห้ามทำต่างๆ เช่นไม่ควรส่งเสียงเรียกสัตว์ให้หันมาเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงที่บ้าน ไม่ลงจากรถไม่ว่ากรณีใดๆ ถ้าของตกให้บอกเขาเดี๋ยวเขาลงไปเก็บให้เป็นต้นค่ะ

สิ่งที่เห็นได้บ่อยที่สุดก็คือตัว Impala เป็นตัวแรกๆที่จะได้เจอ และจะเจอไปเรื่อยๆ จนเริ่มชิน และไม่หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายอีกต่อไป ฮ่าๆ อีกตัวก็คือเจ้าลิง และบาบูนต่างๆ ที่ก็คุ้นเคยกันคั้งแต่อยู่ใน Lodge ละค่ะ

จุดมุ่งหมายของเราก็คือ Big 5 สัตว์ใหญ่แห่งอาณาจักรสัตว์ป่าทั้ง 5 เอาจริงๆ Big 5 นี่ก็ไม่ได้หมายถึงแค่ขนาด แต่นับจากความยากในการล่าด้วย ดังนั้น Big 5 ก็คือสัตว์ใหญ่ที่อันตรายและมีความยากในการไล่ล่ามากที่สุด 5 อันดับแรก ซึ่งก็ได้แก่ สิงโต เสือดาว แรด ช้าง และควายป่าแอฟริกานั่นเอง (ควายป่าเค้าจะไม่เหมือนที่บ้านเรานะ เขาจะงุ้มจากกลางศรีษะเหมือนติดกันเป็นอันเดียวเป็นรูปตัว W เป็นตัวท๊อปๆ ที่อยากเจอมากค่ะ

ประเดิมหนึ่งใน 5 ตัวแรกด้วยพี่ช้างที่มากันเป็นโขลง พร้อมเบบี๋น้อยสุดคิ้วท์ ที่กำลังเดินกินใบไม้อยู่กลางทางเดินเลย ดูเจ้าตัวเล็กสิ มีเอางวงมาชี้หน้าด้วย น่าร๊ากกก

ตัวต่อมาที่เจอคือ แรด เจ้า White Rhino หรือ แรดขาว เป็นแรดชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสัตว์บกที่ใหญ่รองลงมาจากช้างเลยทีเดียว เพราะแรดขาวสามารถมีขนาดได้ถึง 5 เมตร สูงสุดถึงประมาณ 2 เมตร ซึ่งอันที่จริงชื่อของมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับสีของมันแต่อย่างใด มันเกี่ยวกับปากของมันที่จะมีความกว้างมากกว่าแรดอีกชนิด เริ่มแรกเขาจึงเรียกมันว่า Wide rhino แต่ซักพักก็ดันเพี้ยนมาเป็น White rhino แล้วก็เป็นชื่อนี้มาจนถึงตอนนี้นี่แหละ อีกชนิดที่ปากแคบกว่าก็เลยกลายเป็น Black rhino ไปโดยปริยาย ส่วนใหญ่ที่เจอก็จะเจอเป็นคู่แม่ลูกที่อายุไม่ถึง 3 ปี เพราะถ้าประมาณ 3 ปีแล้วลูกก็จะเริ่มแยกจากแม่ไปใช้ชีวิตของตัวเองแล้ว

ตัวต่อมาคือ สิงโตค่ะ เย้ อย่างน้อยได้เจอสิงโตก็คุ้มละ อันนี้เจอรอบเช้าเลย เป็นสิงโตวัยรุ่น หลังจากที่ดูมันเล่นกันแล้วก็รู้สึกว่า คือแมวยักษ์ดีๆ นี่เอง เล่นกันเหมือนแมวสุดแต่มีแอบขนลุกอยู่เหมือนตอนที่มันเดินมานั่งจ้องข้างๆ รถ คือใกล้แบบมือเอื้อมถึงไปเลย

ครั้งนี้ได้เจอแค่ 3 ใน 5 ของ Big 5 แสดงว่าต้องมีครั้งหน้าแล้วสินะแบบนี้ อยากเห็นเสือดาวมาก แต่คงต้องใช้เวลากว่านี้ เพราะเสือดาวจะออกหากินเวลากลางคืน ซ่อนตัวในเวลากลางวัน ชอบความเป็นส่วนตัว และสันโดษ เลยทำให้เป็นตัวที่เจอได้ยากที่สุดในบรรดา 5 ชนิดนี้ ส่วนตัวอื่นๆ ที่ชอบก็มีพวกม้าลายกับฝูงยีราฟ น่ารักเหมือนกัน เวลาเดินนี่สง่ามากเจ้ายีราฟ ส่วนม้าลายก็ก้นเด้งน่าตีเป็นที่สุด นอกจากนั้นก็จะมีพวกนกป่าชนิดต่างๆ, กระต่ายป่า, หมูป่า Pumba ในเรื่อง Lion king (ตัวนี้จะถ่ายยากหน่อย เพราะมันวิ่งหนีตลอด), วัวป่า ​Wildebeest, ละมั่งชนิดต่างๆ (โดยเฉพาะ Impala และ Kudu),  อะไรพวกนี้ ได้เห็นพวกสัตว์ป่าใช้ชีวิตในที่ที่มันควรจะอยู่ ได้อย่างเป็นอิสระ ใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติตามสัญชาติญาณ สัตว์ป่าหากินกันเองตามธรรมชาติจริงๆ ไม่ได้เป็นซาฟารีแบบเลี้ยง (ซึ่งแบบนี้เหลือน้อยมากแล้วในแอฟริกาใต้) ก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ไม่ต้องถึง 5 ก็เกินคุ้มแล้วจริงๆ

Boat’s Safari

จะซาฟารีบนบกทุกรอบก็คงจะเดิมๆ ไปหน่อย ลองมาล่องแพซาฟารีตอนเช้าของวัน ดูนกป่าที่พุ่งตัวลงไปจับปลาในน้ำ และสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่พากันมาดื่มน้ำและหาอาหารริมแม่น้ำ (เผลอๆอาจเจอฮิปโปด้วย)  Staff จะพาเราล่องไปตามแม่น้ำพร้อมทานของว่างขณะส่องสัตว์ป่าไปด้วย โอ้โห จะชิลอะไรไปมากกว่านี้ได้อีกไหม? ใครอยากจะเคลิ้มๆ ถึงจะไม่มี Alcohol ให้ดื่มก็สามารถบิ้วด์ตัวเองด้วยการดื่ม Chocolate ร้อนผสม Amarula นุ่มๆ (ครีมผสมแอลกอฮอล์อ่อนๆ) ไปด้วยก็ได้

Bush dining
ดู Safari จนพลบค่ำ ก็ได้เวลาที่ท้องหิว ไกด์ขับพามา Surprise ที่ dinner กลางป่า ใต้แสงตะเกียงที่จัดไว้อย่างสวยงาม และห้องน้ำสะอาดที่มีกำแพงแค่สองด้านเหมือนฉากถ่าย Sit-com (โปร่งโล่งสบายขั้นสุด) เมนูที่แนะนำคือ Potjiekos (อ่านว่าพอยกี่”) ซึ่งเป็นสตูว์เนื้อ ส่วนใหญ่จะปรุงในหม้อเหล็กสามขา ถ้าเป็นอาหารตามเมนูของ Lodge เองจะไม่มีเมนูที่เป็น African มากๆ แต่มื้อพิเศษแบบที่เค้าจัด Outdoor ให้ มักจัดเป็นอาหารที่มีความเป็นพื้นเมือง ดังนั้นมือนี้อย่าพลาดที่จะสัมผัสรสชาติความเป็น Local นะคะ

Mountain lodge

ขอแนะนำ Lodge อีก 2 ที่ใน Safari area นี้ (เครือ MORE นี่แหล่ะค่ะ) คือ Mountain Lodge กับ Tree house ซึ่งทั้งสองที่นี้เหมาะกับการ Honeymoon มากโดยเฉพาะ Mountain Lodge ที่สร้างเป็นห้องอยู่บนสันเขา ผนังห้องทำด้วยกระจกใส เมื่อเปิดม่านจึงสามารถเห็นวิวได้กว้างขวางเลยทีเดียว อยากดูดาวก็ไม่ต้องไปไหนไกล เปิดม่านทีเดียวได้เห็นค่อนฟ้า และไม่ต้องเกรงว่าเปิดแล้วจะไม่มีความเป็นส่วนตัวเพราะแต่ละห้องอยู่ห่างกันมากและมีความเป็นส่วนตัวสุดจ้า จะสำหรับคู่รักขนาดไหนก็ดูเอาแล้วกัน เพราะ Mountain lodge นี้จะไม่อนุญาติให้นำเด็กมาด้วย เพราะอยากให้เป็น Lodge สำหรับคู่รักที่ต้องการความเงียบสงบเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริงเรียกได้ว่าให้สวีทกันแบบที่ไม่ต้องมีเด็กเล็กวิ่งเล่นวุ่นวายหรือส่งเสียงกรีดร้องกระจองอแงให้ปวดหัวจนมาดนางงามที่สั่งสมมาหลุดต่อหน้าผู้ หรือมาขัดขวางอารมณ์สวีทที่กำลังคุกรุ่นให้มอดไหม้ (ส่วนสำหรับทริปครอบครัวหรรษาแน่นอนว่าต้องเป็นที่ Safari Lodge เหมาะกับครอบครัวแน่นอนค่ะ)

Thabametsi Treehouse

อีกที่ที่เพิ่งเปิดให้บริการใหม่ๆสดๆร้อนๆเลย คือบ้านต้นไม้สองชั้นกลางป่า ตั้งอยู่ถัดกันกับ Waterberg Mountains เลย หลังนี้เป็นแค่หลังเดียวเดี่ยวๆ ส่วนตัวกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว (สามารถรองรับผู้ใหญ่สองคนและเด็กอีกสองคน) ชั้นบนเป็นส่วนของเตียงนอนและส่วนของ Dining & Lounge แบบ Open-air ห่มดาวห่มฟ้ากันจริงๆจังๆ ดูดาวได้ทั้งฟ้าแบบไม่ต้องมีกระจกกั้น ส่วนชั้นล่างเป็นห้องน้ำขนาดกว้างขวาง มีระบบน้ำอุ่น  ไฟทั้งหมดเป็นพลังงาน Solar-Powered ซ่อนไว้ใต้ราวจับที่ทำจากไม้ และไม่ปล่อยกความร้อนออกมาล่อแมลงให้พากันยกโขยงมารุมคุณและครอบครัวให้ได้ปัดกันทั้งคืนอย่างแน่นอน

บางทีโชคดีก็จะเห็นสัตว์ป่ามาด้อมๆ มองๆ อยู่ด้านล่าง เสือ สิงโตหรือเสือดาวก็มีค่ะ เรียกได้ว่าเห็นแบบใกล้ชิด Exclusive สุดๆไปเลย แต่ไม่ต้องกลัวไปค่ะ ถึงแม้ว่าเสือดาวจะขึ้นชื่อเรื่องปีนป่ายมากๆ แต่ทางเข้าออกและ Structure ของบ้านต้นไม้สุดโรแมนติกหลังนี้เขาออกแบบมาให้สัตว์ป่าไม่สามารถปีนป่ายเข้ามาขย้ำคู่รักของคุณได้อย่างแน่นอนค่ะ (เว้นแต่คุณตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนั้น ฮ่าๆ)

Treehouse นี้จะเปิดบริการตลอดทั้งปีตามสภาพอากาศ ไม่ใช่ว่ามาแล้วจะได้ทุกช่วง น่าจะรู้ว่าเพราะอะไร เพราะคงไม่เปิดช่วงฝนฟ้าคะนองให้ได้เซ็กซี่กันเกินไปอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าจะไปให้เช็คกับทาง Lodge ก่อนค่าว่าช่วงที่จะไปนั้นสภาพอากาศอำนวยให้ Open-air หรือไม่ แต่ถ้าฝนเกิดตกขึ้นมาจริงๆเขาก็จะมี Staff มารับเรากลับ Lodge จ้า

จุใจกันไปเลยกับ Adventure กลางป่า แต่ก็ได้เวลาจากลาความ Wild life และผู้คนที่สุดแสนจะอารมณ์ดีของที่นี่ เพื่อไปพบเจอกับความ Urban ที่ผสมผสานกันกับ Nature ได้อย่างลงตัวของเมืองที่อยู่อีกสุดฟากฝั่งที่รับประกันความสวยงามว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในโลก นั่นก็คือ Cape Town นั่นเองค่ะ

โบกมือลา Limpopo ไปด้วยรูปแม่บ้านยิ้มเก่งที่กำลังโพสท่าโชว์พวงกุญแจไม้ปัดขนฝุ่นขนกระจอกเทศแบบชาวพื้นเมืองซึ่งเป็นของฝากจากร้านในโรงแรม (นี่เอาไปให้เขาถือเอง นางก็ดูชอบใจด้วย ฮ่าๆ เต็มที่มาก) กับพนักงานดูแลที่พัก ที่ใช้ทางเดินโรงแรม เป็น Runway ในการจากลา ประทับใจสุดๆเลย กับทุกๆอย่างที่นี่มาก

Capetown

อย่างแรกที่สังเกตุได้คือบ้านเมืองสะอาดมากก จนเหมือนมีกฎหมายว่าใบไม้ห้ามตกลงพื้น สะอาดมากจริงๆ จากที่ไปประเทศอื่นๆ มาก็ยังไม่เห็นที่ไหนพื้นสะอาดเท่าที่นี่ อย่าว่าแต่ขยะตามพื้นเลย ใบไม้ก็แทบจะไม่เห็น แล้ววิวธรรมชาตินี้อย่าให้พูดถึง สวยมากจริงๆ ยิ่งเส้นทางที่ลัดเลาะไปตาม Table Mountain นะ สวยสุดๆ เพื่อนที่นี่บอกว่าขับรถไปทำงานเส้นนี้ทุกเช้า เหมือนใช้ชีวิตอยู่ในฝันเลย น่าอิจฉานางจริงๆ

Table mountain
สิ่งแรกที่ต้องไป Check in ในการมาที่นี่ก็แน่นอนค่ะ Table mountain ไม่มาเยือนเหมือนมาไม่ถึง Capetown เริ่มจากซื้อตั๋วแล้วนั่งกระเช้าขึ้นไปข้างบนเลยค่ะ เราจะไปดูวิวเมืองตอนพระอาทิตย์ตกจากบนนั้นกัน

แสงของพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับ กระทบกับน้ำทะเลเป็นประกายวิบวับสะกดให้นั่งมองได้อย่างไม่รู้เบื่อ ถ้าไม่รีบร้อนไปไหน เดินเล่นชมวิวให้ครบทุกฝั่งแล้วสั่งเครื่องดื่มมานั่งดูพระอาทิตย์ตกมหาสมุทรไปที่ยอด Table mountain นี่ถือเป็นการปิดวันที่งดงามมาก

อีกหนึ่งอย่างที่ได้ถูกนำมาทำเป็นตุ๊กตาเป็นของฝากสุดคิ้วท์และทำให้ที่นี่มีสีสันขึ้นก็เห็นจะเป็นเจ้าตัว Dassie นี่แหล่ะ เจ้าตัวน้อยหน้าตาเกรี้ยวกราดนี้ ถึงจะรูปลักษณ์เหมือนหนู และตัวประมาณกระต่าย แต่อันที่จริงมีศักดิ์เป็นถึงญาติกับช้างและพะยูนเลยนะคะ ไม่เชื่อลองสังเกตุงาสองข้างน้อยๆนั้นสิคะ ฮ่าๆ (ps.อย่าเข้าใกล้มันมากนะคะ มันกัดค่ะ เอาเรื่องอยู่นะคะเจ้าตัวเล็กนี่)

More Quarter & AC Marriot

ที่พักที่ Cape Town เราลองพักด้วยกันสองที่คือโรงแรม 4 ดาวในเครือของ MORE ชื่อ More Quarter กับอีกที่เป็นของ AC Marroit ที่จะเห็นวิว Table Mountain อย่างชัดปังกันไปเลย แต่โดยส่วนตัวชอบโรงแรมในเครือ MORE ซะแล้วล่ะสิ ชอบความ Unique, การออกแบบและตกแต่งที่มีไตล์เป็นของตัวเอง มันให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่า ทำให้การเข้าพักเป็นมากกว่าการนอน แต่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจจริงๆ

Place to eat : FYN/ LIFE GRAND CAFE
Life Grand Cafe เป็นร้านอาหารที่อยู่ภายใน area ของ V&A Waterfront มีโซน Outdoor ให้นั่งกินลมชมดาวในระหว่างที่ดื่มด่ำกับอาหาร บรรยากาศยามค่ำคืนแบบนี้โรแมนติกมากกก อากาศเย็นๆ หน่อย สบายจริงๆ ค่ะ

FYN
อีกร้านที่แนะนำเป็นอย่างมากคือร้านนี้นี่แหล่ะค่ะ FYN ร้านจะอยู่ในตึกติดริมถนนใหญ่เลยค่ะ เป็นการ Dining แบบ Chef Table ที่จะเสิร์ฟเมนูที่เชฟได้คิดสรรไว้เป็นอย่างดีมาให้เราทีละเมนู การได้เห็นได้ลิ้มชิมรสแต่ละเมนู เหมือนเป็นการเสพย์งานอาร์ตอย่างหนึ่ง พอฟังเค้าแนะนำว่าจานนี้ทำมาจากอะไร เชฟใช้วิธีไหน เสิร์ฟยังไงคู่กับอะไร ซึ่งแต่ละจานก็จะมีความแปลกใหม่แบบเฉพาะตัวแล้ว ก็เป็นเวลาที่เราจะได้สนุกและสุขไปกับการลิ้มรสชาติที่ผสานกันในแบบต่างๆที่ลิ้นเราอาจยังไม่เคยได้รับรส สนุกค่ะ รสชาติเยี่ยมและเพลิดเพลินมากจริงๆ ครั้งนี้เป็น Fusion ระหว่างอาหารญี่ปุ่นกับความเป็นพื้นเมือง ซึ่งลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

LA PARADA

ร้านที่ 3 ที่แนะนำคือร้าน LA PARADA เป็นร้านอาหารบรรยากาศนอกเมือง ขับรถเลาะภูเขาออกมาจากตัวเมืองประมาณ 25 นาที บรรยากาศดี เห็นวิวภูเขาสวยๆ จะมาทาน Lunch หรือนั่งกินลมจิบเบียร์ก็ได้หมด  ขอบอกว่าเด็ดที่อาหารทะเล​ โดยเฉพาะ Kingclip ที่เป็นปลาที่โด่งดังของที่นี่และพวกหอยที่นำมาปรุงในแบบต่างๆ กินแล้วต้องบอกว่า Very good! พร้อมตบโต๊ะดังๆแล้วหลับตาแหงนหน้าขึ้นฟ้าหนึ่งที  แล้วนอกจากที่นี่จะอาหารอร่อยแล้ว กาแฟก็อร่อยมากด้วย ใครชอบกาแฟต้องลองจริงๆ

FABER

หากใครยังไม่รู้ Capetown เป็นหนึ่งใน 10 อันดับสุดยอดดินแดนผลิตไวน์ของโลกเลยนะ หากอยากมีมื้ออาหารที่ดูมีอะไรขึ้นมาซักนิด มาทั้งทีก็ลองชิมไวน์ของเจ้าถิ่นกันดูซักหน่อย แนะนำให้ลองขับออกไปนอกเมืองซักประมาณชั่วโมงครึ่งจนถึง Paarl ก็จะเห็นไร่องุ่นปลูกเต็มพื้นที่ที่ผ่าน ที่ FABER นี้ก็เป็นการทานอาหารพร้อม paring กับไวน์ท่ามกลางไร่องุ่น Avondale Wine Estate รายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้สวยๆ (ที่เขาต้องปลูกดอกไม้โดยเฉพาะกุหลาบเอาไว้เนี่ยจริงๆแล้วคือเอาไว้เพื่อเป็นเหมือนยามคอยเตือนเรื่องแมลงค่ะ ถ้ากุหลาบเริ่มมีแมลงมาชอนไช ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ระวังแมลงพวกนี้จะมาทำความเสียหายให้กับไร่องุ่นค่ะ) ที่นี่เน้นพืชผักที่ปลูกเองในไร่ในสวน และการเลี้ยงสัตว์แบบ free range ปรุงโดย Chef Dale Stevens ซึ่งเราก็สามารถเพลินกับการ paring ไวน์ที่เข้ากันให้ Enhance รสชาติของกันและกันขึ้นไปอีกระดับ เหมาะสำหรับใครที่ชอบชิมไวน์เป็นอย่างมาก (ที่นี่ก็มี wine tasting ด้วยเหมือนกันะคะ)

TRUTH COFFEE
คอกาแฟอย่าพลาดร้านนี้ เด็ดขาด! ร้านเด่นร้านดังที่ถูกเลือกโดย Daily Telegraph ว่าเป็น “The world’s best coffee shopอยากรู้ว่า Best จริงไหมต้องแวะนะคะ แถมยังมีเมนูแปลกๆให้ลองเช่น Sunrise Espresso ที่มีน้ำส้มเข้าไปเป็นส่วนผสมด้วย แปลกก็จริงแต่ดีอย่างบอกไม่ถูก

Zeitz Museum เสพย์ Art กันซักหน่อย เป็นพิพิธภัณท์ Contemporary art อยู่ใน V&A Waterfront เลย ตัวตึกด้านนอกเป็นกระจกคล้ายรังผึ้ง เข้ามาด้านในจะผ่าน Shop กระจุกกระจิกขายของน่ารักซะจนต้องโดนซักชิ้นสองชิ้น ตัวตึกด้านในก็สร้างเป็นรูปทรงแปลกตาเหมาะสมกับการเป็น Art Museum อย่างที่สุด ผลงานที่นี่ก็จะนำเอาContemporary art ชองทั้งศิลปินในท้องที่และนานาชาติมาจัดแสดงให้ได้ดูกัน ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

V&A Waterfront ย่าน Shopping กินดื่มที่คึกคักทั้งกลางวันกลางคืน ของฝาก งานอาร์ต งาน Handmade อาหาร ของหวาน ดู street performance ขึ้น Ferris wheel ชมวิวเมือง ต้องมาที่นี่เลยค่ะ (ตะกร้าหวายกละงานจักรสานที่นี่ก็น่ารักมาก อยากจะซื้อไปให้หมดเลยจริงๆ)

Jazz Music Festival Capetown เป็นเมืองที่มีการจัดงานศิลปะการแสดงบ่อยๆ ตอนที่เราไปก็มี Jazz Music Festival พอดีเลยได้ถ้ามีเวลาแล้วใครมาเจองานแบบนี้แนะนำให้แว่บเข้าไปชมบรรยากาศนิดนึงก็ยังดีนะ จะรู้จักเมืองนั้นๆ ได้ก็จากบทเพลงและการสนทนา คนที่นี่เฟรนด์ลี่มาก เรื่องมิจฉาชีพก็มีเป็นเรื่องธรรมดาของเมืองสำคัญๆ ทั่วโลก อย่ากลัวจนวิตกจริต แต่จงเปิดหูเปิดตาและเป็นมิตรกับทุกคน J

Kayamandi Township
ใช้ชีวิตแบบ Urban life ไปเยอะแล้วก็อยากเห็นวิถีชีวิตแบบคนชาวบ้านๆบ้าง วันนี้เลยไปเดินเที่ยวเล่นที่ Kayamandi township ดูหน่อย หลังจากที่เดินดูหมู่บ้านที่ทุกๆคนดูจะรู้จักกันหมด ไกด์เราเดินผ่านใครก็เป็นต้องทัก เด็กๆก็ปิดเทอมพอดี วิ่งเล่นกันสนุกสนาน เด็กเล็กมากๆที่รวมตัวกันอยู่ใน Nusery ก็ออกมาเต้นเพลง Banana ให้ดู น่ารักมาก
ที่ชอบมากคือเด็กวัยรุ่นที่นี่มีความอยากพัฒนาตัวเองโดยที่ยังมีบ้านเกิดตัวเองอยู่ในใจเสมอ มีสำนึกรักบ้านเกิดสูงมาก เด็กส่วนมากที่ออกไปหาความรู้ข้างนอกเลยมีความมุ่งมั่นที่จะกลับเอาความรู้ความสามารถเข้ามาพัฒนาหมู่บ้านของตัวเอง เพราะมีความเชื่อที่ว่า การพัฒนาก้าวของรุ่นต่อไปจะมีขึ้นได้เมื่อเขาเริ่มทำมันตอนนี้  ในหมู่บ้านมีการจัดการหลายๆ อย่างให้เป็นระบบระเบียบ มีกฏมีสิ่งที่ทุกคนต้องยึดถือเพื่อที่จะอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขทั้งกายและสุขภาพจิต มีการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆให้วัยหัวเลี้ยวหัวต่อทำให้ไม่มีเวลาว่างที่จะไปเสพย์ยา หรือมั่วสุม จนกลายไปเป็นอาชญากรหรือเสียคนในอนาคต เช่นการเอาของไม่ใช้แล้วมาช่วยกันดัดแปลงเป็นของที่สามารถใช้ได้ใหม่ การช่วยกัน Paint หมู่บ้านให้มีสีสันเพื่อให้ดูสดใสน่าอยู่

 ส่วนเด็กผู้หญิงที่ท้องหรือมีลูกก็ไม่ต้องออกจากโรงเรียนแล้ว สามารถเรียนต่อได้โดยที่ฝากลูกของตัวเองไว้ที่ Nursery ที่มีพวกผู้ใหญ่คอยดูแลสอนความรู้ให้ในขณะที่ตัวคนเป็นแม่เองก็เรียนต่อได้โดยที่ไม่เสียอนาคตด้วย ถ้าทุกๆชุมชนมีสำนึกรักบ้านเกิดกันแบบนี้ก็ดีสินะ ทุกชุมชนคงพัฒนาน่าอยู่ขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือความน่ารักของหมูบ้านแห่งนี้ที่ทำเรายิ้มไม่หุบเลย

สำหรับเราทริปนี้เป็นทริปที่ครบรสมากจริงๆ และสิ่งที่ประทับใจในทริปนี้เลยก็ไม่พ้นที่ Tempopo นอกจากความสนุกที่ได้ Safari ตามหาสัตว์ที่อยากเจอให้ครบแล้ว ก็ประทับใจในความเฟรนด์ลี่ขี้เล่นของพนักงานและคนที่นี่ทุกคนที่มีรอยยิ้มให้กันอย่างไม่สิ้นสุด อีกอย่างนะที่พักนี่ทำให้อยากพักต่อมากจริงๆ ครั้งนี้ทำให้ติดใจที่พักในเครือของ MORE มาก จนลามมาถึง ที่ Capetown ก็ยังคงประทับใจอยู่

ส่วน Kayamandi ก็มีความ Pure และพลังของชาวบ้านที่ร่วมมือกันทำทุกอย่างเพื่อให้สังคมของตัวเองเป็นสังคมที่ดีขึ้น และเพื่อเด็กๆที่จะต้องมีอนาคตที่ดีขึ้น น่ารักจริงๆ สุดท้ายนี้ Capetown เป็นเมืองที่สวยจริงๆ สะอาดสะอ้านผสานความเป็นเมืองและธรรมชาติได้อย่างไม่ขัดอะไรกันเลย ยังอยากมาขับรถเล่นที่ถนนเลียบทะเลตามแนวภูเขาอีกซักครั้ง แอฟริกาใต้สำหรับไปไง มาไง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่เป็นครั้งที่ 2 จากเมื่อสองปีที่แล้วพวกเราเคยไป Durban มาก่อน หวังว่าจะได้กลับไปเยือนแอฟริกาใต้อีกซักครั้งพร้อมกับพาทุกคนไปทำวีดิโอสวยๆ ให้เพื่อนๆ ได้ดูกัน แล้วเจอกันใหม่นะ South Africa!

Special Thanks : สถานเอกอัครราชทูตประเทศแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย และ การท่องเที่ยวแอฟริกาใต้

Input your search keywords and press Enter.